สังคมสนใจประเด็นต่างชาติแย่งงานคนไทย

  ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่ออินฟลูเอนเซอร์ออกมาจุดกระแสความสนใจต่อปัญหาชาวต่างชาติแย่งงานคนไทย เช่น กรณีปรากฏข้อมูลว่าคนเมียนมาใช้แอปพลิเคชันชื่อดังเป็นไรเดอร์วิ่งรับส่งผู้โดยสาร โดยทำการเช่าบัญชีหรือซื้อรหัสของไรเดอร์คนไทยที่ไม่ได้วิ่งงานแล้ว และกรณีแอปพลิเคชันส่งอาหารจีน Goko ที่เปิดบริการในไทยมาหลายปี ทำการจ้างไรเดอร์เป็นชาวจีนหรือชาวชาติพันธุ์ที่พูดภาษาจีนได้ โดยเน้นให้บริการคนจีนที่อาศัยในไทยและร้านค้าบนแอปพลิเคชันส่วนใหญ่เป็นร้านจีน นอกจากนี้ พบกรณีชาวจีนทำทัวร์เถื่อนรับนักท่องเที่ยวจีน และกรณีหญิงต่างชาติหลายเชื้อชาติเข้ามาขายบริการในพัทยา ซึ่งกรณีทั้งหมดถูกชี้ว่าเป็นเพราะภาครัฐละเลยการควบคุมและกฎหมายไทยไม่เคร่งครัดจนกลายเป็นที่มาให้ต่างชาติเข้ามาแสวงประโยชน์

ทุเรียนไทยอาจถูกทุเรียนเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีนมากขึ้น

มีรายงานว่าผลผลิตทุเรียนในเวียดนามออกมาพร้อมกันเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด อีกทั้งมีบางส่วนจำหน่ายไม่ได้เพราะคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานการส่งออกไปยังจีน และมีรสชาติไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ทำให้ผู้ปลูกทุเรียนต้องนำผลผลิตมาวางจำหน่ายตามริมถนนและตั้งราคาเหลือเพียง กก.ละ 30 บาท เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ความกังวลว่าอาจมีขบวนนำเข้าทุเรียนเวียดนามราคาถูกเข้ามาจำหน่ายในไทย หรือปะปนกับทุเรียนไทยเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีน สอดคล้องกับกรณีมีรายงานแจ้งจากชาวบ้านใน จ.จันทบุรีว่าเริ่มเห็นรถบรรทุกทุเรียนจากนอกพื้นที่เข้ามาขายในจังหวัด โดยตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการนำทุเรียนจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยหรือไม่

ราคายางพาราของไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษียานยนต์ของสหรัฐฯ

  สนข.Nikkei Asia ของญี่ปุ่นรายงานว่า ราคายางพาราของไทยในห้วงปัจจุบันอยู่ที่ 55-58 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงร้อยละ 10-20 เมื่อเปรียบเทียบกับห้วง มี.ค. 67 ที่มีราคา 68 บาทต่อกิโลกรัม สาเหตุุที่ราคาลดลง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของไทยและผลกระทบจากมาตรการภาษีต่อสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษียานยนต์นำเข้าร้อยละ 25 ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ลดลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคายางพารา นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบัน Marubeni ของญี่ปุ่น ประเมินว่า ราคายางพาราในตลาดโลกขึ้นอยู่กับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการภาษี ซึ่งสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนออกไป 90 วัน รวมถึงผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ด้วย

จังหวัดมุกดาหารพบผู้เสี่ยงติดเชื้อแอนแทรกซ์ 377 ราย

สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อแอนแทรกซ์ ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร ล่าสุดพบผู้ป่วยเพิ่มอีก 3 ราย และมีผู้ที่เสี่ยงติดเชื้ออีกจำนวน 377 ราย ประกอบด้วยผู้ชำแหละเนื้อวัว 28 ราย  ผู้รับประทานเนื้อที่ติดเชื้อ 232 ราย และผู้สัมผัสโดยอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับผู้ชำแหละอีก 117 ราย   ทุกคนได้รับการตรวจคัดกรอง และได้รับยาป้องกันแล้ว ทั้งนี้ ยังไม่พบการระบาดในหมู่บ้านอื่นในพื้นที่ ด้านมาตรการยังคงเฝ้าระวังเข้มงวด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ให้นำเนื้อวัวที่มีความเสี่ยงมาปรุงอาหาร  และไม่ให้รับประทานเนื้อดิบ

สถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ในพื้นที่ภาค ตอ.น.

กรณีพบบุคคลเสี่ยงติดเชื้อแอนแทรกซ์มีจำนวนเพิ่มกว่า 650 คน ใน จ.มุกดาหาร กาฬสินธุ์ และอำนาจเจริญ รวมทั้งกรณีพบวัวตาย 3 ตัว ในพื้นที่ติดชายแดนฝั่งลาว ต.นาดี อ.ด่านซ้าย จ.เลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดดังกล่าว และจังหวัดอื่นมีพื้นที่ติดกับลาว เช่น เลย นครพนม ได้ดำเนินการควบคุมเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ดี สื่อมวลชนรายงานว่าประชาชนในพื้นที่ยังไม่มีความเข้าใจกับโรคแอนแทรกซ์ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรค ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งไม่ได้ตระหนักในการเฝ้าระวังโรค ยังคงรับประทานเนื้อสัตว์ดิบ ด้านประชาชนในโซเชียลมีเดียที่สนใจในประเด็นดังกล่าว ส่วนใหญ่กังวลถึงสถานการณ์ของโรคที่มีการระบาดหนัก หลังพบผู้เสี่ยงติดเชื้อแอนแทรกซ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์และเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์โรคที่รวดเร็วและตรงไปตรงมา เพื่อที่ประชาชนจะได้เตรียมพร้อมในการเฝ้าระวังป้องกันได้ทัน ทั้งนี้ หากสถานการณ์โรคแอนแทรกซ์ยังระบาดที่ขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น ไม่สอดคล้องกับการชี้แจงของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้มีแนวโน้มที่จะถูกกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐบาลขยายผล

หลายฝ่ายยังกังวลต่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ จชต. เพิ่มมากขึ้น

จากกรณีเกิดเหตุยิงสามเณรและประชาชนในพื้นที่ จชต. ทำให้คนในพื้นที่กังวลเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น ผลการสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) สำรวจความเห็นคนในพื้นที่ จชต.เรื่องความปลอดภัยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 33.45 เห็นว่า ไม่มีความปลอดภัยเหมือนเดิม และร้อยละ 42.36 เห็นว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจริง ซึ่งในประเด็นนี้ พบกลุ่มการเมือง และภาคประชาสังคม อาทิ นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรค ปร. นายอามูนา ปินจอร์ สส.พรรค ปชบ. นายฮากิม พงตีกอ แกนนำ The Patani นำไปขยายผลวิจารณ์รัฐบาลว่า ไม่ผลักดันกระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างจริงจัง และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลขอเปลี่ยนผู้แทนพูดคุยจากฝ่ายการเมืองของ BRN มาเป็นผู้นำองค์กรโดยตรง เพราะอาจทำให้กระบวนการล่าช้าไปอีก ด้านสื่อท้องถิ่นและกลุ่มแนวร่วม จาก Wartani เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ JASAD ยังคงเผยแพร่ข่าวสารโจมตีกิจการทำงานของ จนท.รัฐ ภายใต้กฎหมายพิเศษ โดยปิดล้อมพื้นที่เพื่อตรวจค้นควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย และตั้งด่านตรวจค้นหรือเก็บ DNA ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิและกดขี่คนในพื้นที่

ไทยเตรียมทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยหลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ช่วงแผ่นดินไหว

สนข. AFP ของฝรั่งเศส รายงานกรณีนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมบรรเทาสาธารณภัยแถลงข่าวว่าจะทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ในพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาค เพื่อพัฒนาปรับปรุงการทำงานและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง AFP ระบุเพิ่มเติมว่า การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกรณีรัฐเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการแจ้งเตือนประชาชนในห้วงเกิดแผ่นดินไหวเมื่อ มี.ค. 68 และแม้ไทยจะไม่เผชิญเหตุแผ่นดินไหวบ่อยนัก แต่ก็ประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรงในฤดูฝน

หลายกลุ่มแสดงความกังวลถึงปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้น

ภาคประชาชนแสดงความกังวลถึงปัญหาราคาสินค้าและบริการหลายรายการมีราคาแพงขึ้น เช่น เนื้อหมู และไข่ไก่ ส่วนกลุ่มเกษตรกรระบุปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลผลิต/สินค้าและบริการกลับมีราคาต่ำ และบางกลุ่มออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือ เช่น ชาวสวนยางพารา ชาวสวนปาล์ม เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจที่มีความเดือดร้อนจากปัญหาต้นทุนการผลิตและผลประกอบการที่ลดลงมีบางส่วนทยอยปิดกิจการ ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารพิจารณาสินเชื่ออย่างเข้มงวดและกำลังซื้อที่อยู่อาศัยยังคงไม่กลับมา ด้านธุรกิจท่องเที่ยวกังวลเรื่องจำนวนและการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวลดลง รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แสดงพฤติกรรมการบริโภคที่ระมัดระวังและเลือกสรรมากขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกังวลถึงปัญหาสินค้าจีนและธุรกิจจีนเข้ามาแย่งตลาด ซึ่งนับเป็นลักษณะแบบศูนย์กลางปัญหานี้เกิดขึ้นในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ท่ามกลางปัญหาหนี้เสียและกำลังซื้อของประชาชนที่เปราะบาง

การขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศในไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ

เว็บไซต์มูลนิธิ Rosa Luxemburg ซึ่งเป็นสถาบันด้านนโยบายการเมืองของเยอรมนี เผยแพร่บทความระบุว่า กระบวนการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยมีมาอย่างยาวนาน แต่เผชิญกับอุปสรรคจากลักษณะสังคมของไทยที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง และการเมืองขาดเสถียรภาพ เนื่องจากเกิดรัฐประหารหลายครั้งนับ และยังมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง โดยมีเหตุการณ์สำคัญในยุคใหม่ คือ กรณีพรรค กก.ชนะการเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และพรรค พท.จับมือกับพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่กลับยอมเห็นชอบร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยนักกิจกรรมการเมืองประเมินสาเหตุว่าเป็นเพราะแรงกดดันสังคมที่สนับสนุนกฎหมายอย่างมาก และสายทุนกลุ่มทุนใหญ่เห็นช่องทางสร้างกำไร รวมถึงช่วยจำกัดพลังของขบวนการเคลื่อนไหวทางเพศกลุ่มที่ไม่ได้เน้นเฉพาะการแต่งงาน แต่ต้องการการรับรองในประเด็นอื่น ๆ ที่ซับซ้อน อาทิ การเปลี่ยนเพศบนเอกสารราชการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศในไทยคืบหน้าเพียงก้าวเล็ก ๆ และยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดอีกหลายประการ

สถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลง

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างหนักหลังพบสถิติเมื่อ 16 เม.ย. 68 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเพียง 5,833 คน ซึ่งต่ำที่สุดจากค่าเฉลี่ย วันละ 15,000 – 20,000 คน ซึ่งการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนรุนแรงกว่าช่วงเกิดเหตุการณ์เรือนักท่องเที่ยวล่มที่ จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2561 คาดว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และนโยบายของรัฐบาลจีนที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ แอตต้าประเมินว่า แม้ไทยจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาที่ 10,000 – 15,000 คนต่อวันได้ในช่วงที่เหลือของปี 2568 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมจะอยู่ที่เพียง 4.2 – 5.5 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 7 ล้านคน และต่ำกว่าเมื่อปี 2567