หลายกลุ่มแสดงความกังวลถึงปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้น

ภาคประชาชนแสดงความกังวลถึงปัญหาราคาสินค้าและบริการหลายรายการมีราคาแพงขึ้น เช่น เนื้อหมู และไข่ไก่ ส่วนกลุ่มเกษตรกรระบุปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แต่ผลผลิต/สินค้าและบริการกลับมีราคาต่ำ และบางกลุ่มออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือ เช่น ชาวสวนยางพารา ชาวสวนปาล์ม เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจที่มีความเดือดร้อนจากปัญหาต้นทุนการผลิตและผลประกอบการที่ลดลงมีบางส่วนทยอยปิดกิจการ ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารพิจารณาสินเชื่ออย่างเข้มงวดและกำลังซื้อที่อยู่อาศัยยังคงไม่กลับมา ด้านธุรกิจท่องเที่ยวกังวลเรื่องจำนวนและการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวลดลง รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แสดงพฤติกรรมการบริโภคที่ระมัดระวังและเลือกสรรมากขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกังวลถึงปัญหาสินค้าจีนและธุรกิจจีนเข้ามาแย่งตลาด ซึ่งนับเป็นลักษณะแบบศูนย์กลางปัญหานี้เกิดขึ้นในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ท่ามกลางปัญหาหนี้เสียและกำลังซื้อของประชาชนที่เปราะบาง

การขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศในไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ

เว็บไซต์มูลนิธิ Rosa Luxemburg ซึ่งเป็นสถาบันด้านนโยบายการเมืองของเยอรมนี เผยแพร่บทความระบุว่า กระบวนการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมของไทยมีมาอย่างยาวนาน แต่เผชิญกับอุปสรรคจากลักษณะสังคมของไทยที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง และการเมืองขาดเสถียรภาพ เนื่องจากเกิดรัฐประหารหลายครั้งนับ และยังมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง โดยมีเหตุการณ์สำคัญในยุคใหม่ คือ กรณีพรรค กก.ชนะการเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และพรรค พท.จับมือกับพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่กลับยอมเห็นชอบร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยนักกิจกรรมการเมืองประเมินสาเหตุว่าเป็นเพราะแรงกดดันสังคมที่สนับสนุนกฎหมายอย่างมาก และสายทุนกลุ่มทุนใหญ่เห็นช่องทางสร้างกำไร รวมถึงช่วยจำกัดพลังของขบวนการเคลื่อนไหวทางเพศกลุ่มที่ไม่ได้เน้นเฉพาะการแต่งงาน แต่ต้องการการรับรองในประเด็นอื่น ๆ ที่ซับซ้อน อาทิ การเปลี่ยนเพศบนเอกสารราชการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศในไทยคืบหน้าเพียงก้าวเล็ก ๆ และยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดอีกหลายประการ

สถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลง

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างหนักหลังพบสถิติเมื่อ 16 เม.ย. 68 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเพียง 5,833 คน ซึ่งต่ำที่สุดจากค่าเฉลี่ย วันละ 15,000 – 20,000 คน ซึ่งการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนรุนแรงกว่าช่วงเกิดเหตุการณ์เรือนักท่องเที่ยวล่มที่ จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2561 คาดว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และนโยบายของรัฐบาลจีนที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ แอตต้าประเมินว่า แม้ไทยจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาที่ 10,000 – 15,000 คนต่อวันได้ในช่วงที่เหลือของปี 2568 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมจะอยู่ที่เพียง 4.2 – 5.5 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 7 ล้านคน และต่ำกว่าเมื่อปี 2567

แก๊งหลอกลวงกลับมาเพิ่มขึ้นและเป็นลักษณะเลือกเหยื่อแบบเจาะจง

ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์กลับมาเพิ่มขึ้น โดยแต่ละเหตุมีจุดร่วมเหมือนกันคือ กลุ่มหลอกลวงออนไลน์สามารถเข้าถึงข้อมูลเหยื่อแบบละเอียด โดยเฉพาะข้อมูลการทำธุรกรรมต่าง ๆ และมีวิธีการหลอกลวงที่แนบเนียนกว่าเดิม เช่น สามารถอายัดแอปบัญชีธนาคารของเหยื่อได้ สามารถซักถามระบุข้อมูลของเหยื่อได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันพบกลุ่มมิจฉาชีพก่อเหตุในพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยปลอมเป็น จนท.เดินขายสินค้าประเภทต่าง ๆ หรือ จนท.สำรวจข้อมูลประชากร และจะเลือกบ้านและช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุอยู่เพียงลำพัง เพื่อหลอกขายสินค้า และขโมยข้อมูล ซึ่งพบมากในพื้นที่ชนบททางจังหวัดในภาคเหนือ และภาค ตอ.น.

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจส่งผลให้สินค้าจีนทะลักเข้าไทย

กรณีสหรัฐฯ และจีนออกมาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างกันนั้น พบนักวิเคราะห์และภาคเอกชนต่างแสดงความกังวลถึงผลกระทบจากสงครามการค้าที่รุนแรง จนอาจทำให้เกิดการทะลักของสินค้าจีนมายังเอเชีย ตอ.ต. รวมถึงไทยที่เป็นจุดหมายสำคัญ เพราะมีการเติบโตของแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจีนสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคไทยได้สะดวก ขณะที่สินค้าในภาคอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก อลูมิเนียม เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า อาจถูกส่งออกจากจีนมายังไทยเพิ่มขึ้น เพราะจีนสามารถผลิตสินค้าดังกล่าวได้ในราคาถูกกว่าไทยแต่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือดีกว่า ประเด็นสำคัญคือ ผู้ประกอบการไทยขนาดกลางและขนาดย่อมอาจไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ จนต้องลดกำลังผลิตหรือปิดกิจการลง

ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรมีราคาตกและเผชิญการแข่งขันสูง

ผลผลิตทางการเกษตรกรหลายรายการมีราคาตกต่ำลงอย่างมาก เช่น ยางพาราได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อในตลาดต่างประเทศจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ทำให้ราคารับซื้อน้ำยางสดหน้าสวนปรับลงมาอยู่ที่ ๔๖ บาทต่อ กก. จากเดิมเมื่อช่วงต้นปีอยู่ที่ประมาณ 70 บาทต่อ กก. โดยเกษตรกรคาดหวังให้ราคาอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า ๖๐ บาท จึงจะอยู่รอดได้ ด้านพริกชี้ฟ้ามีราคารับซื้อเหลือเพียง 30 บาทต่อ กก. จากปกติอยู่ 60 บาท เพราะมีพริกออกสู่ตลาดจำนวนมาก และพบกรณีชาวสวนพริกหยวก ใน อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ โพสต์คลิปเทกระจาดพริกที่ปลูกเอง เผยแพร่ทางติ๊กต็อก เพื่อประท้วงราคาที่ตกต่ำจนขาดทุน

กรณีอาคาร สตง.ถล่ม มีข้อสงสัยว่าอาจเกิดจากการแก้ไขแบบและวัสดุที่ใช้ไม่มีคุณภาพ

กรณีอาคาร สตง.ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวยังคงเป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสืบสวนสาเหตุของการถล่ม ซึ่งมีประเด็นที่ถูกนำมาเปิดเผยและกำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์คือ เอกสารการแก้ไขสัญญาที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิศวกรรม เช่น การแก้ไขรูปแบบปล่องลิฟท์ (Core Wall) และผนังคอนกรีตเสริมเหล็กรับแรงเฉือน (Shear Wall) ที่ถือเป็นโครงสร้างหลักในการรับแรงของอาคาร และการปรับใช้วัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็กที่ต้องเป็นเหล็กข้ออ้อยประทับสัญลักษณ์ตัว T (หมายถึงเหล็กข้ออ้อยที่ใช้กรรมวิธีทางความร้อนมาทำให้ผิวของเหล็กมีความแข็งโดยไม่ได้ต้องเติมคาร์บอน ซึ่งนิยมใช้ในงานก่อสร้างแต่มีกระแสต่อต้านเพราะถูกมองว่าแข็งนอกอ่อนใน)

เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดกาญจนบุรี

 เมื่อ 14 เมษายน 2568 เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดกาญจนบุรี โดยที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ แรงกว่าที่ อ.ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี  สำหรับที่จังหวัดกระบี่เกิดขึ้นเมื่อ 14.52 น. เป็นเหตุแผ่นดินไหวบนบก ขนาด 3.5 แมกนิจูด  ความลึก 2 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณ ต.คลองเขม้า อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ทำให้เกิดข่าวลือว่าจะเกิดสึนามิ ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ยืนยันว่า จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่บนบก จึงไม่ก่อให้เกิดสึนามิ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ให้ตรวจสอบความเสียหายทั้งที่อาคารโรงพยาบาลจังหวัดกระบี่ ไม่พบความเสียหายในระดับอันตราย และสนามบินจังหวัดกระบี่ยังเปิดดำเนินการปกติ  

เหตุแผ่นดินไหวกระทบเศรษฐกิจไทยกว่า 30,000 ล้านบาท

  ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินสถานการณ์แผ่นดินไหวมีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท โดยภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ 1) ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณจากการยกเลิกเที่ยวบินและห้องพักของชาวต่างชาติแล้ว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 400,000 คน 2) ภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมหรือโอนกรรมสิทธิ์น่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปจนกว่าจะมีความมั่นใจในความปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมที่ยังมีสต็อกสะสมประมาณ 7.4 หมื่นยูนิต น่าจะต้องใช้เวลาในการขายนานขึ้น และ 3) ภาคการลงทุน เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนต่อไป ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจน่าจะเกิดขึ้นรุนแรงในช่วงเดือน เม.ย. 68 ก่อนปรับเข้าสู่ฐานปกติได้ภายใน 3 เดือน

สังคมพยายามขุดค้นข้อมูลกิจการของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ

พบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ที่รับจ้างก่อสร้างอาคาร สตง.ที่ถล่มลงมา พบว่าบริษัทฯ ยังได้สัมปทานก่อสร้างโครงการรัฐอย่างน้อย 12 แห่ง เช่น อาคารผู้ป่วยภายนอกโรงพยาบาลสงขลา อาคารศาลอาญามีนบุรี อาคารพักอาศัยข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 9 สงขลา อาคารหอพักของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อาคารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคใน จ.ภูเก็ต ทำให้มีกระแสวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยโครงการดังกล่าวมากขึ้น นอกจากนี้ สื่อได้พยายามขุดค้นข้อมูลของกรรมการบริษัทฯ ที่เป็นคนไทย ซึ่งพบว่าสภาพฐานะไม่เหมาะกับตำแหน่งที่ได้รับ ทำให้สังคมเชื่อว่าคนไทยดังกล่าวเป็นนอมินีของทุนจีน และเชื่อว่ามีข้าราชการที่ทุจริตด้วยการช่วยเหลือให้ได้รับสัมปทานแลกกับผลประโยชน์ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบถึงต้นตอและเอาผิดบริษัทฯ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด