เงินบาทแข็งค่าเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลไทย

สำนักข่าว Bloomberg ระบุถึงกรณีเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 8 ปี อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีสำหรับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยความสามารถในการแข่งขันลดลง เนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในตลาดต่างประเทศ และยังลดความน่าดึงดูดของไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวราคาประหยัด ซึ่งเป็นความท้าทายเพิ่มขึ้นต่อรักษาการ นรม. ที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2569 และรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อ โดยหากเงินบาทแข็งค่าต่อไปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว แต่หากดำเนินการให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างมากอาจทำให้ กค.สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การคว่ำบาตรทางการค้าและส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทย

ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง

East Asia Forum เผยแพร่บทบบรรณาธิการว่า ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองพร้อมกัน ทำให้ประเทศอาจติดอยู่ในภาวะชะงักงันยาวนาน โดยเกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การลดลงของประชากร และมีผลิตภาพต่ำ กับทั้งความไม่มั่นคงทางการเมืองที่มีมานาน การแทรกแซงซ้ำ ๆ ของอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและขัดขวางการปฏิรูป  ทำให้การลงทุนซบเซา และงบประมาณถูกนำไปใช้ในด้านอื่นแทนที่ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับกัมพูชากลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ยิ่งซ้ำเติมจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง ทำให้ไทยติดอยู่ในวงจรความไม่แน่นอนทางการเมืองและมีผลงานทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งบั่นทอนสถานะของประเทศในระดับภูมิภาค

ไทยเป็นจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

Harvard International Review เผยแพร่บทความว่าไทยเป็น 1 ในจุดหมายสำคัญในเอเชีย ตอ.ต. ที่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกนิยมเดินทางไปรับบริการทางแพทย์และการศัลยกรรม เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกกว่า ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การปรับนโยบายของรัฐที่เอื้ออำนวยต่อการเข้ามาใช้บริการของชาวต่างชาติ และนโยบายสนับสนุนโรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้บริการชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาต่อระบบสวัสดิการด้านสุขภาพสำหรับประชาชน เพราะทำให้โรงพยาบาลของรัฐไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณหรือทรัพยากรจากรัฐอย่างเต็มที่ อีกทั้งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับโรงพยาบาลของรัฐมากยิ่งขึ้น

ไทยประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์เสือ

Mongabay องค์การสื่อไม่หวังผลกำไรของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการอนุรักษ์เสือของไทย ที่ทำให้มีเสือมากถึง 223 ตัวอาศัยอยู่ในป่า โดยเฉพาะในกลุ่มป่าตะวันตก (WEFCOM) ที่มีจำนวนเสือเพิ่มขึ้นจากประมาณ 40 ตัวในปี 2550 เป็นมากกว่า 140 ตัวในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากความทุ่มเทของกรมอุทยานฯ ในการอนุรักษ์และปกป้องพื้นที่อยู่อาศัยของเสือมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยการอนุรักษ์เสือในไทยเป็นความสำเร็จที่หาได้ยาก ท่ามกลางแนวโน้มการลดลงของเสือสายพันธุ์อินโดจีนในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งหากไม่มีความพยายามในการอนุรักษ์อาจทำให้เสือต้องถูกจัดอยู่ในสถานะเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์

ไทยเตรียมออกกฎหมายสภาพภูมิอากาศ

CNA ของสิงคโปร์เผยแพร่บทความกรณีไทยเตรียมออก พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งครอบคลุมมาตรการทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว ตลาดคาร์บอน ภาษีคาร์บอน และการเงินสีเขียว นับเป็นกฎหมายสำคัญในห้วงที่ไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากกรณีอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ แต่ภาคประชาสังคมยังมีความกังวลว่า กฎหมายดังกล่าวอาจปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าคุ้มครองชุมชน ขณะที่กระบวนการออกกฎหมายยังต้องใช้เวลา และการพิจารณาอาจล่าช้า ด้วยกฎหมายมีความซับซ้อนและครอบคลุมหลายประเด็น อ

FDI ไม่สามารถดึงไทยออกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำ

Nikkei Asia ของญี่ปุ่นเผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ แม้ได้รับความนิยมสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะจีนที่เข้ามาลงทุนในภาคยานยนต์ไฟฟ้า แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำ เป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ประชากรวัยแรงงานที่ลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โครงการโครงสร้างพื้นฐานล่าช้า การขาดแคลนแรงงานทักษะ รวมถึงข้อจำกัดด้านศักยภาพในการรองรับ FDI ซึ่งไทยต้องแก้ไขด้วยการเพิ่มต้นทุน ทั้งทางกายภาพและในดิจิทัล ยกระดับคุณภาพแรงงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และมุ่งเป้าหมาย FDI อย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น ทั้งนี้ ความท้าทายของไทยอาจอยู่ที่เจตจำนงทางการเมืองและความมั่นคงที่จำเป็นต่อการผลักดันการปฏิรูปให้สำเร็จ

คนรุ่นใหม่ในไทยและเวียดนามแต่งงานน้อยลง

CNA ของสิงคโปร์เผยแพร่บทความเรื่องการเปลี่ยนแปลงของการแต่งงานในไทยและเวียดนาม โดยอ้างข้อมูลว่าคนไทย 1 ใน 4 คนยังคงเป็นโสด และครึ่งหนึ่งของประชากรในกรุงเทพฯ ยังไม่แต่งงาน ขณะที่ในเวียดนามอายุเฉลี่ยในการแต่งงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น ซึ่งทั่วทั้งเอเชียกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกัน คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่ได้มองการแต่งงานเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิต โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z  มีมุมมองเปิดกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับบทบาททางเพศและโครงสร้างครอบครัว หลายคนยังเห็นว่าการแต่งงานและการมีลูกเป็นภาระทางการเงิน  และบางส่วนมีปัญหาเรื่องการหาคนที่เหมาะสม ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจในอำเภอแม่สอดกลับมาฟื้นตัว

The Business Times ของสิงคโปร์ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจใน อ.แม่สอด จ.ตาก ที่กลับมาฟื้นตัว สะท้อนจากการเข้ามาของแฟรนไชส์นานาชาติ โดยเฉพาะจีน และความต้องการของคนในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น โดยเมื่อปี 2558 รัฐบาลไทยได้กำหนดให้แม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) และต้องการให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงไทยกับเมียนมา แต่ต้องเผชิญทั้งสถานการณ์ COVID-19 การรัฐประหารในเมียนมา และการเกิดขึ้นของศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในเมืองเมียวดี ทำให้การพัฒนาหยุดชะงัก ขณะที่เศรษฐกิจในแม่สอดส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจนอกระบบ  การที่อำเภอแม่สอดจะเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของเมียนมา และความเต็มใจของไทยที่จะทำให้กิจกรรมที่อยู่ใต้โต๊ะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ชาวนาไทยหวังเพิ่มการส่งออกข้าวไปญี่ปุ่น

Nikkei Asia ระบุว่า ชาวนาไทยที่กำลังเผชิญกับราคาข้าวในประเทศที่ตกต่ำ หวังที่จะเพิ่มการส่งออกไปยังญี่ปุ่นเพื่อใช้ประโยชน์จากราคาข้าวในญี่ปุ่นที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันราคาขายปลีกข้าวในญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 900 บาท/5 กิโลกรัม ส่วนข้าวไทยที่ขายในญี่ปุ่นอยู่ที่ 650 บาท/5 กิโลกรัม แต่ข้าวหอมมะลิไทยยังมีความแตกต่างจากข้าวญี่ปุ่นในเรื่องกลิ่น ความเหนียว และรูปทรง ทำให้ความต้องการใช้แทนข้าวญี่ปุ่นในครัวเรือนทั่วไปยังมีจำกัด ซึ่งชาวนาไทยบางส่วนกำลังพยายามปลูกข้าวพันธุ์ญี่ปุ่นคุณภาพสูงเพื่อตอบสนองรสนิยมของชาวญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกข้าวไทย เนื่องจากญี่ปุ่นจะเพิ่มการนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ ร้อยละ 75 ภายใต้โควตาปลอดภาษี จึงจำเป็นต้องลดการนำเข้าข้าวจากไทยและประเทศอื่น

เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากเหตุอุทกภัยในภาคใต้

Bloomberg รายงานกรณี สนค.เปิดเผยถึงผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งผลให้การขนส่งสินค้าไปยังมาเลเซียหยุดชะงักโดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบรถยนต์ ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานของไทย แต่อาจเป็นผลดีต่ออินโดนีเซียและเวียดนามที่เป็นคู่แข่ง ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกสูงถึงประมาณ 14,100 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้ เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นนับเป็นความท้าทายสำหรับไทย ต่อเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมียนมาเมื่อ มี.ค. 68 และการปะทะบริเวณแนวชายแดนกับกัมพูชา เมื่อ ก.ค. 68 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/68 ชะลอตัวลงร้อยละ 0.6 จากไตรมาส 2/68