กลุ่มบริษัทจดทะเบียนเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ฟื้นตัวดีขึ้น

การสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนปี 2566 – 2567 เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยปี 2567 จะดีขึ้น น่าจะขยายตัวได้ตั้งแต่ร้อยละ 3 – 4 โดยมีปัจจัยแรงหนุน ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ เสถียรภาพการเมืองในประเทศ การส่งออก และกำลังซื้อในประเทศ แต่อาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน ได้แก่หนี้ภาคครัวเรือน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนค่าจ้างแรงงาน  

การท่องเที่ยวแบบ Workation ในต่างประเทศจะเป็นเทรนด์ท่องเที่ยวหลักในปี 2567

ข้อมูลจากบริษัทด้านธุรกิจการท่องเที่ยว อาทิ Booking.com SiteMinder Rabbit Care เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์การท่องเที่ยวปี 2567 พบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่และในทุกช่วงวัยวางแผนท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มขึ้น  โดยนักท่องเที่ยว 5 ประเทศ ที่มีแผนท่องเที่ยวในต่างประเทศมากที่สุด ได้แก่ เยอรมนี สหราชอาณาจักร ไทย (นักท่องเที่ยวไทยมีแผนเที่ยวต่างประเทศถึงร้อยละ 69 – 82) จีน และฝรั่งเศส  

ดัชนีทางเศรษฐกิจในปัจจุบันสะท้อนภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

รายงานดัชนีทางเศรษฐกิจที่ได้รับการเปิดเผยในวันนี้ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปประจำ พ.ย. 66 ลดลงร้อยละ 0.4 หรือลดลงต่ำสุดในรอบ 33 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) อยู่ที่ระดับ 60.9 หรือเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 45 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจในอนาคต ด้านโอกาสหางานทำ และด้านรายได้ในอนาคต ล้วนปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ โดยเป็นผลมาจากสินค้าส่วนใหญ่มีราคาคงตัว และผู้บริโภคกลับมามีความเชื่อมั่น

เอกชนเรียกร้องให้ชะลอการขึ้นค่าไฟฟ้า-แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวยังต่ำ

  ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการขึ้นค่าไฟฟ้า ท่าทีของภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังคงมีต่อประเด็นคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)เตรียมปรับขึ้นค่าไฟฟ้า โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาอย่างรอบคอบและชะลอการปรับขึ้นออกไปก่อน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนที่อาจสูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5 – 10 ถือเป็นการซ้ำเติมปัญหาของผู้ประกอบการในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงส่งผลกระทบให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ยาก และกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนของต่างชาติ โดยอ้างว่ามีนักลงทุนต่างชาติเริ่มท้วงติงและตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ค่าไฟฟ้าของไทยมีราคาแพงกว่าประเทศอื่น ๆ บ้างแล้ว กกร. คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 2.9 – 3.3 ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2567 โดยคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.9 – 3.3 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และเศรษฐกิจในประเทศที่เปราะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ของภาคธุรกิจมีระดับสูง อีกทั้งปัญหาด้านศักยภาพการเติบโตและการแข่งขันของไทย ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและการเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน เพื่อเตรียมรับมือกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและสังคมคาร์บอนต่ำ ด้านการส่งออกประเมินว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2 – 3 จากติดลบร้อยละ 1 – 2 ในปี 2566 โดยได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจของอินเดียและกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้า อาทิ รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และอาหาร ขณะที่นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตคาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP…

ธุรกิจในไทยเสี่ยงปิดตัวเพิ่มขึ้น – หนี้เสียขยายตัว – การท่องเที่ยวยังเป็นเชิงบวก

ธุรกิจในไทยเสี่ยงปิดตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและสินค้าต่างชาติเข้ามาชิงตลาด กรณีในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏข่าวสารบริษัทและโรงงานขนาดใหญ่ในไทยประกาศปิดกิจการลง อาทิ บจ.คิตากาว่า (ประเทศไทย) ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานยนต์ บจ.โรงงานเหล็กกรุงเทพฯ ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็ก และ บจ.ทีเอ็มที โมลด์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิตและรับจ้างผลิตแม่พิมพ์ ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้บริษัทมีคำสั่งซื้อลดลงและขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม

ภาคประชาสังคมสร้างความตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

ภาคประชาสังคมสร้างความตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว กลุ่มภาคประชาสังคมจัดเสวนารณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงโดยผู้ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจากข้อมูลทางสถิติปี 2565 แสดงว่าสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 3 เท่า ส่วนมากเกิดขึ้นกับสตรีและมีแนวโน้มจะถูกกระทำซ้ำรุนแรงมากขึ้น ส่วนลักษณะความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือ การฆ่ากัน คิดเป็นร้อยละ 47.2 รองลงมาคือ การทำร้ายกัน ร้อยละ 28.6 การฆ่าตัวตาย ร้อยละ 13.7 ความรุนแรงทางเพศ ร้อยละ 5.6 และความรุนแรงในครอบครัว ร้อยละ 4.9

บริษัทไทยมีแนวโน้มปรับขึ้นค่าตอบแทนพนักงานเฉลี่ยร้อยละ 5

  บริษัทไทยมีแนวโน้มปรับขึ้นค่าตอบแทนพนักงานเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค โดย Mercer Thailand (เมอร์เซอร์ ประเทศไทย) เปิดเผยผลสำรวจการขึ้นค่าตอบแทนพนักงานประจำปี 2567 ของบริษัทและองค์กรทั่วโลก พบว่าบริษัทในไทยมีแนวโน้มจะขึ้นค่าตอบแทนเฉลี่ยร้อยละ 5 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ทำการสำรวจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่จะขึ้นเงินเฉลี่ยร้อยละ 5.2 และไทยอยู่ในอันดับ 7 ของภูมิภาค ตามหลังอินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จีน และมาเลเซีย ตามลำดับ แต่อยู่ในอันดับดีกว่าเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น ผลสำรวจจึงสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทในประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มจะขึ้นค่าตอบแทนพนักงานสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย ด้านข้อมูลผลสำรวจจากสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ออกมาสอดคล้องกันว่าในปี 2567 บริษัทในไทยอาจขึ้นค่าตอบแทนเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.64 โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะปรับขึ้นเงินค่าตอบแทนมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ภาพจาก ไทยรัฐ

การส่งออกไทยผ่านจุดวิกฤติและจะขยายตัวได้ดีขึ้น

การส่งออกไทยผ่านจุดวิกฤติและจะขยายตัวได้ดีขึ้นในปี 2567 สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ประเมินการส่งออกไทยในไตรมาส 4/2566 จะกลับมาขยายตัวได้ที่ร้อยละ 5 – 7 ทำให้ภาพรวมตลอดทั้งปีอาจติดลบเหลือร้อยละ 1 – 1.5 เนื่องจากปัจจัยที่กระทบต่อการส่งออกในปัจจุบันล้วนเป็นไปในทิศทางดีขึ้น อาทิ ค่าระวางเรือ จำนวนตู้คอนเทนเนอร์ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส รวมถึงสินค้าส่งออกไทยหลายชนิดยังมีศักยภาพในการแข่งขัน ด้านแนวโน้มการส่งออกปี 2567 จะฟื้นตัวได้มากขึ้นและขยายตัวที่ร้อยละ 1.2 โดยได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร

กลุ่มธนาคารปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทย

  ธนาคารเอชเอสบีซี ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป เปิดเผยผลคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 จะขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 ด้านบริษัทหลักทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และบริษัทหลักทรัพย์โนมูระ คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 จะขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 และร้อยละ 2.4 ตามลำดับ ส่วนในปี 2567 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 3.2 และ 3.8 ตามลำดับ ขณะที่ธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 3 แต่หากไทยดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอาจช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ร้อยละ 4 ภาพจาก Electrek

แนวโน้มผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นผู้ก่อเหตุอาชญากรรมในสังคม

แนวโน้มผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มมากขึ้นและกลายเป็นผู้ก่อเหตุอาชญากรรมในสังคม ข้อมูลจากโรงพยาบาล Bangkok Mental Health Hospital เปิดเผยแนวโน้มผู้เข้ารับการรักษาโรคทางจิตเวชมีมากขึ้น โดยจากสถิติผู้เข้ารับการรักษาในช่วง ส.ค. – พ.ย. 66 มีมากกว่า 1,000 คน อายุเฉลี่ย 25 – 40 ปี และ 5 อันดับแรกของโรคทางจิตเวชที่มีผู้มารักษามากที่สุด ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคเครียด โรคแพนิก และโรคไบโพลาร์ (ตามลำดับ) สาเหตุส่วนมากเกิดจากปัญหาครอบครัว ปัญหาคู่ครอง ปัญหาการทำงาน และปัญหาทางการเงิน ตามสภาพสังคมที่มีความเครียด กดดัน และการแข่งขันสูง