ไทยอาจเผชิญปัญหาเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจนถึงปี 2569

  Bloomberg รายงานกรณีนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ก่อนจะพ้นจากตำแหน่ง ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.กค. เตือนถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงว่า มีสาเหตุจากความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง และภาวะการเงินที่ตึงตัว เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งต้องเร่งแก้ไข แต่นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งยังไม่มีสัญญาณของภาวะเงินฝืด  ความเสี่ยงที่ควรติดตาม ได้แก่ 1) การชะลอลงของราคาสินค้าในวงกว้าง 2) ความผันผวนของราคาพลังงานโลก และ 3) การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานจากสงครามการค้า   นายเศรษฐพุฒิย้ำถึงความท้าทายของ ธปท.ในการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายร้อยละ 1-3 และยังสะท้อนแนวคิดของ กนง.ที่ตัดสินใจคงดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่องนานถึง 6 เดือน

เอกชนไทยลงทุนสร้างศูนย์การค้าใหม่ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง

  Nikkei Asia เผยแพร่รายงานสาระสำคัญเกี่ยวกับกรณี บมจ.เซ็นทรัลพัฒนาลงทุน 21,000 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์การค้า “The Central พหลโยธิน” โดยระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยปรับตัวลดลง และการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง โดยไตรมาส 2/2568 เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.8 จึงทำให้รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการฟื้นโครงการคนละครึ่ง สำหรับธุรกิจค้าปลีกของไทยในปี 2568 น่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 4.6 ซึ่งลดลงจากปี 2567 ที่ขยายตัวร้อยละ 6.02 เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่สูง และเผชิญกับความท้าทายจากปริมาณศูนย์การค้าเกิดใหม่มีเพิ่มขึ้นเมื่อห้วงปี 2567 จึงจะทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยต้องแข่งขันกันสูงขึ้น

กลุ่มสแกมเมอร์กลับมาระบาดโดยมุ่งเป้าคนไทยมากขึ้น

  จากรายงานข่าวการช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา พบว่ากลุ่มสแกมเมอร์กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ความน่ากังวลคือกลุ่มดังกล่าวมุ่งเป้ามาที่คนไทยมากขึ้น โดยภายในไม่กี่วันสามารถหลอกลวงคนไทยจากหลายพื้นที่ได้มากถึง 15 คน (ไม่รวมกรณีอื่น) รูปแบบการล่อลวงมีลักษณะเจาะจงกลุ่มผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป เช่น ชวนให้ไปทำงานเทรดคริปโตหรือเว็บพนันออนไลน์ที่ดูเหมือนถูกกฎหมาย เมื่อคนที่ถูกหลอกทราบความจริงและขอกลับบ้าน จะถูกบังคับให้หาคนไทยมาเพิ่ม โดยมีการตั้งค่าหัวสำหรับคนไทยที่ถูกหลอกมาใหม่ในอัตราหัวละ 10,000 บาท ซึ่งการมุ่งเป้ามาที่คนไทยนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้คนไทยหลอกคนไทยด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook Instagram Tiktok และ Line ทำให้ประชาชนไทยเสี่ยงถูกหลอกและตกเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย หากไม่ได้รับการป้องกันและแก้ไขอย่างครอบคลุม

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน

มันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ซึ่งมันสำปะหลังไทยแข่งขันได้ยากเพราะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ประกอบกับนักลงทุนจากจีนและเวียดนามมีแนวโน้มขยายฐานการผลิตโรงงานแป้งมันไปยังลาว ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกแป้งมันไทยชะลอตัว และมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดหลักอย่างจีนให้กับประเทศคู่แข่งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยในประเทศที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย เช่น ปัญหาโรคใบด่างระบาดที่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรบางส่วนเริ่มหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน และคาดว่าผลผลิตรวมของมันสำปะหลังไทยจะหดตัวลงเกือบร้อยละ 9  

ภาคการก่อสร้างไทยเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จากกรณีผู้รับเหมาจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดและลงทุนโดยตรงในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเงินลงทุนจากจีนในภาคการก่อสร้างไทยขยายตัวระหว่างปี 2563 – 2567 สูงถึงร้อยละ 21 สาเหตุเพราะภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนชะลอตัวลง ทำให้ผู้รับเหมาจีนขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในไทย ซึ่งมีการขยายตัวของเมืองและมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซ้ำเติมความเปราะบางของผู้รับเหมาไทยที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่แล้ว เช่น การขาดผลิตภาพในการก่อสร้าง ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และการจ้างงานของแรงงานไทย อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากผู้รับเหมาจีนส่วนใหญ่ใช้วัสดุก่อสร้าง และแรงงานจากจีนเป็นหลัก นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ยังมีแนวโน้มหดตัวได้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้รับเหมาไทยได้รับงานน้อยลงต่อเนื่องด้วย

ผู้ลี้ภัยชาวจีนในไทยกังวลอิทธิพลของรัฐบาลจีน

สนข.AFP ของฝรั่งเศส รายงานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวจีนในไทยที่แสดงความกังวลต่อการถูกคุกคามและความเสี่ยงถูกบังคับส่งตัวกลับประเทศ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในปี 2568 จะครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน จีนอาจใช้เป็นโอกาสในการกดดันไทยให้ส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวจีนกลับประเทศ ขณะที่ไทยไม่มีกฎหมายรองรับผู้ลี้ภัย โดยผู้ลี้ภัยชาวจีนหลายคนเริ่มเดินทางออกจากไทยไปยังแคนาดาและยุโรป AFP ยังได้สัมภาษณ์นาย Zhou Junyi ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานกักตัวคนต่างด้าวในกรุงเทพฯ ซึ่งถูก จนท.ตร.ไทยจับกุมหลังจากจัดงานรำลึกถึงเหยื่อจากการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อ 4 มิ.ย. 68 ที่ จ.กาญจนบุรี โดยอ้างการกระทำความผิดเกี่ยวกับวีซ่า และนาย Zhou กำลังเผชิญกับการเนรเทศ โดยระบุว่ามี จนท.สถานทูตจีนเข้าเยี่ยมหลายครั้งเพื่อให้ลงชื่อในแบบฟอร์มกลับประเทศโดยสมัครใจ แต่ตนปฏิเสธทุกครั้ง เพราะกังวลว่าหากถูกส่งตัวกลับจีนอาจต้องเผชิญกับการทรมานและถูกจำคุกเป็นเวลานาน ซึ่งการจับกุมนาย Zhou สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิเคราะห์อธิบายว่าเป็นรูปแบบที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้นของการปราบปรามข้ามชาติของจีน พร้อมอ้างถึงกรณีไทยบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน ซึ่งถูกประณามจากรัฐบาลชาติตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชน

อาวุธจากจีนเป็นจุดเปลี่ยนสงครามไทย-กัมพูชา 

นสพ.The New York Times ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความระบุ อาวุธจากจีนเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยอ้างรายงานข่าวกรองทางทหารของไทยว่า เมื่อ มิ.ย. 68 จีนได้ขนส่งจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ไปยังกัมพูชา จำนวน 42 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยจัดเก็บไว้ใกล้กับฐานทัพเรือเรียม และต่อมาอาวุธดังกล่าวถูกลำเลียงไปยังชายแดนทางเหนือของกัมพูชาซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทกับไทย สอดคล้องกับข้อมูลของกลุ่มสิทธิมนุษยชน Fortify Rights ที่ระบุว่า จรวดที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยส่วนใหญ่มาจากจีน รายงานการขนส่งอาวุธดังกล่าว ทำให้ความพยายามของจีนที่จะแสดงบทบาทเป็นคนกลางผลักดันสันติภาพในเอเชีย ตอ.ต.ซับซ้อนยิ่งขึ้น ด้านนักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า การส่งมอบอาวุธน่าจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำระดับสูงของจีน และด้วยการสนับสนุนจากจีน อาจทำให้นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มั่นใจว่ากัมพูชาอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าในอดีต ส่งผลให้ความขัดแย้งครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรง เพราะมีการใช้อาวุธหนักแทนการใช้ปืนไรเฟิลและปืนเล็ก โดยในปี 2554 ที่เกิดเหตุการณ์ปะทะครั้งใหญ่ระหว่างกัมพูชากับไทย กัมพูชาเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอาวุธ ซึ่งผลักดันให้กัมพูชากระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับจีน หลังจากนั้นจีนได้กลายเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของกัมพูชา ทั้งสองประเทศได้จัดการฝึกซ้อมรบประจำปีร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และในปี 2561 จีนยังให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กัมพูชามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ปัจจุบันอาวุธส่วนใหญ่ในคลังของกัมพูชามาจากจีน

สินค้าจีนมีแนวโน้มทะลักเข้าไทยมากขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน

ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระบุว่า สินค้าจากจีนมีแนวโน้มไหลทะลักเข้าสู่ไทย และภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.  ซึ่งมีปัจจัยมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาวิกฤตของภาคอสังหาริมทรัพย์และการฟื้นฟูการบริโภคภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างอยู่ให้กลายเป็นพื้นที่ค้าปลีก การเพิ่มเงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการและประชาชน โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยกำลังซื้อในประเทศยังไม่เพียงพอ ประกอบกับการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ เผชิญกับการปรับขึ้นภาษี ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องหาตลาดรองเพื่อระบายสินค้าส่วนเกิน โดยเฉพาะอาเซียนและไทย ซึ่งยังกลายเป็นพื้นที่ประกอบชิ้นส่วนและขนส่งต่อเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ อีกด้วย นอกจากนี้ จีนยังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าในพื้นที่ชนบท ซึ่งช่วยให้ผู้ค้าออนไลน์ในชนบทกว่า 20 ล้านราย สามารถส่งออกสินค้าได้ในราคาถูก ขณะที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนยังใช้ระบบอัลกอริทึม และเครือข่ายในการกระจายสินค้าเพื่อผลักดันสินค้าจีนให้เข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้สินค้าไทยเสียเปรียบในการแข่งขันด้านราคา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้ค้ารายย่อยไทยอย่างมาก

ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบจากชัตดาวน์สหรัฐฯ

หลายภาคส่วนเศรษฐกิจให้ความสนใจต่อกรณีรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในภาวะปิดทำการ (ชัตดาวน์) โดยประเด็นที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะส่งผลกระทบต่อไทย คือ ปัญหาเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอยู่ในทิศทางแข็งค่าต่อไป ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยที่จะชะลอตัวมากขึ้น เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และส่งผลต่อภาคการส่งออกไทยเพราะสินค้าจะสามารถแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้นจากราคาที่แพงขึ้น กับทั้งอาจได้รับคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ ลดลงตามกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ อาจล่าช้าจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารสินค้านำเข้า ซึ่งทั้งหมดทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูญเสียมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูงถึง ๑๐,๖๘๐ ล้านบาทต่อเดือน

ไทยเสี่ยงถูกขึ้นบัญชีประเทศแทรกแซงค่าเงินจากสหรัฐฯ

  ภาคส่วนเศรษฐกิจ ได้แก่ กกร. และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ยังคงให้ความสนใจกับสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยเตือนว่าการแข็งค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่ม  (Shock Amplifier) ที่จะซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่อยู่ในภาวะอ่อนแออยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังเตือนว่า การแทรกแซงค่าเงินของ ธปท. อาจทำได้อย่างจำกัด เนื่องจากไทยเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน (FX Manipulator) โดยไทยเข้าข่ายเกณฑ์ แล้วในประเด็นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกินร้อยละ 3 ของ GDP และการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ   ส่วนเกณฑ์ที่เหลือที่ไทยต้องเฝ้าระวังคือ การแทรกแซงค่าเงิน ส่งผลให้การเข้าดูแลค่าเงินบาทจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ ในอนาคต