ความมั่นคงไทยในมิติแรงงาน การศึกษา และสร้างอาชีพ

ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยเสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทจำนวนมากต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หลายบริษัทจำเป็นต้องปรับต้นทุนด้วยการลดจำนวนพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน พนักงานหลายคนถูกยกเลิกการจ้างงาน สถานการณ์เมื่อปี 2567 มีตัวเลขสำนักงานสถติติแห่งชาติ ระบุว่าอัตราการว่างงานของคนไทยอยู่ที่ 300,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ยังต้องดิ้นรนหางานและหารายได้ในสังคม แต่เมื่อพิจารณาดูอีกที…พวกเขาเหล่านี้อาจยังมีโอกาสที่ดีกว่าเหล่านักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษาเป็นบัณฑิตจบใหม่ เพราะ HR หรือแผนกพัฒนาบุคคลของแต่ละแหล่งงานส่วนใหญ่ต้องการคุณสมบัติของพนักงงานใหม่ที่มาพร้อมกับ “ประสบการณ์” เมื่อนักศึกษาจบใหม่ เป็นกลุ่มแรงงานใหม่ที่พร้อมเข้าสู่ตลาด แต่ยังขาดประสบการณ์ในการทำงานจริง จึงทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากไม่สามารกหางานทำได้ มีข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย สำรวจและพบว่า บัณฑิตจำนวน ร้อยละ 65 ที่จบใหม่ หางานทำยังไม่ได้ หรือการหางานประจำนั้นต้องใช้เวลานานถึง 1 ปี จึงจะได้งาน …ซึ่งปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์ (human security) ในระยะยาวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีกลุ่มคนวัยแรงงานเป็นประชากรจำนวนมากของประเทศ ปรากฏการณ์นี้สร้างความน่าแปลกใจไม่น้อย เพราะในปัจจุบันเราเห็นกันว่า มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ อาชีพ content creator หรือการทำงานฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นช่องทางที่สร้างรายได้ได้มหาศาล แต่แรงงานอีกร้อยละ 48 ยังคงเป็นแรงงานที่ต้องทำงานประจำ เพราะสายอาชีพอย่าง…

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย : เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และซีรีส์วาย

  นโยบายซอฟต์พาวเวอร์เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยเริ่มผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารด้วยการอบรมเพิ่มทักษะอาชีพให้กับประชาชนผู้สนใจ และเตรียมดำเนินโครงการอบรมโค้ชสอนมวยไทย รวมทั้งได้เตรียมแผนงาน เช่น สื่อบันเทิง งานประเพณี แฟชั่น เพื่อประชาสัมพันธ์ซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์ของโลก “Global Soft Power Index 2025” พบไทยได้คะแนนอยู่ในอันดับที่ 39 ของโลก จากทั้งหมด 193 ประเทศ และเป็นอันดับ 3 ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งสะท้อนว่าไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ “ซีรีส์วาย” …. ของไทยไปได้ไกล สื่อต่างประเทศนำเสนอเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของไทยหลายด้าน และเห็นตรงกันว่าซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตเป็นเอกลักษณ์ และสร้างมูลค่ามหาศาลให้เศรษฐกิจไทยได้คือ วัฒนธรรมร่วมสมัย (Pop Culture) ประเภทสื่อบันเทิง ได้แก่ ซีรีส์และภาพยนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ความรักระหว่างเพศเดียวกันที่รู้จักกันดีในชื่อ “ซีรีส์วาย” ทั้งแนวชายรักชาย (Boy’s Love) และหญิงรักหญิง (Girl’s Love) และเพลงป๊อปไทย (T-pop) แม้สื่อบันเทิงดังกล่าวของไทยจะได้รับอิทธิพลมาจากสื่อบันเทิงเกาหลีใต้ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงมายาวนาน แต่สื่อบันเทิงดังกล่าวของไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายของไทยสามารถเติบโตได้แบบก้าวกระโดด และกลายเป็นประเทศผู้นำในด้านอุตสาหกรรมซีรีส์วาย โดยมูลค่าตลาดซีรีส์วายของไทยในปี 2568 ประเมินว่าจะมีมูลค่า 4,900 ล้านบาท…

เมียนมาเสี่ยงเผชิญโรคระบาดซ้ำเติมวิกฤตการณ์เหตุแผ่นดินไหว

เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมา เมื่อ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 3,600 คน ได้รับบาดเจ็บ 5,000 คน และสูญหายอย่างน้อย 500 คน ซึ่งคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายอาจเพิ่มขึ้นอีกในระยะต่อไป เนื่องจากทางการเมียนมายังไม่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากซากปรักหักพังได้ทั้งหมดโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่า เหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาทำให้มีเศษซากปรักหักพังในพื้นที่ 6 รัฐ/ภาคที่ได้รับผลกระทบ รวมกว่า 2.5 ล้านตัน ขณะเดียวกันห้วงเวลากว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายในประเทศเมียนมายังคงมีเหตุอาฟเตอร์ช็อกมากถึง 490 ครั้ง ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคมัณฑะเลย์ยังไม่กล้ากลับเข้าไปอาศัยที่บ้าน เพราะกังวลด้านความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร และมีคนจำนวนมากที่ต้องพักอยู่ในสถานที่พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่เปิดบริเวณข้างถนน ซึ่งในภาคสะไกง์มีมากถึง 60,000 คน การสูญเสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้สูญหาย และภาวะไร้ที่อยู่อาศัยเป็นทุกข์อันหนักหน่วงที่ชาวเมียนมาเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้อย่างใหญ่หลวง แต่สิ่งที่ซ้ำเติมความทุกข์มีเพิ่มไปอีกจากภาวะโรคระบาด สภาพความเป็นอยู่ที่แออัดและไม่ถูกสุขอนามัย พร้อมกับการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ยังเข้าไปไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลให้เมียนมาเสี่ยงเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากปัญหาภาวะสุขอนามัยไม่เหมาะสม ขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด การอยู่อาศัยอย่างแออัดในพื้นที่พักพิงชั่วคราว ได้แก่ อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคติดต่อทางผิวหนัง…

สหรัฐฯ พุ่งเป้าเก็บภาษีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยาจากจีน

สหรัฐฯ ยังไม่ยุติใช้มาตรการภาษีกับสินค้าจีน โดยกำลังพุ่งเป้าหมายไปยังสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี เช่น สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ และผลิตภัณฑ์ยา โดยประกาศเมื่อ 14 เมษายน 2568 ว่า จะแยกไปเก็บภาษีกลุ่มนี้ ต่างหาก ภายในอีก 1- 2 เดือน ข้างหน้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าสินค้ากลุ่มดังกล่าวเป็นห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจดำเนินการได้ตามมาตรา 232 ของ Trade Expansion Act of 1962 เมื่อ 2 เมษายน 2568 สหรัฐฯ ขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าจีนที่นำเข้าสหรัฐฯ ซึ่งจีนก็โต้กลับ จนในที่สุดสินค้าจีนถูกสหรัฐฯ เก็บภาษี ร้อยละ 145 ขณะที่จีนเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในอัตราภาษี ร้อยละ 125 ซึ่งมีผลเมื่อ 12 เมษายน 2568 ส่วนการที่สำนักงานด้านศุลกากรของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 11…

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว

สงครามการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ VS จีนเริ่มขึ้นแล้ว จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ยอมยุติเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากจีน หลังจากเมื่อ 9 เมษายน 2568 ประกาศให้จีนยังเป็นประเทศที่ต้องถูกเก็บภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ขณะประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ชะลอการจัดเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศที่จะเจรจากับสหรัฐฯ ไว้ 90 วัน (แต่ยังอยู่พื้นฐานจัดเก็บที่ร้อยละ 10) ดังนั้น ภาพสงครามการค้ารอบใหม่ด้วยการใช้การขึ้นภาษีตอบโต้ ระหว่างสหรัฐฯกับจีนชัดเจนมากขึ้น โดยในชั้นนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะจัดเก็บภาษีสินค้าจากจีนถึง ร้อยละ 125 หากนับรวมที่มีการขึ้นภาษีที่จีนไม่ยอมสกัดกั้นยาแก้ปวดเฟนทานีล (Fentanyl) จะขึ้นสูงถึงร้อยละ 145   นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจะเพิ่มภาษีจัดเก็บพัสดุขนาดเล็กจากจีนที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อีกด้วย ซึ่งมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ จะถูกเก็บภาษีตั้งแต่ 2 พฤษภาคม 2568 ซึ่งปกติกไม่ถูกเก็บภาษี  ซึ่งเท่ากับสกัดกั้นธุรกิจ e-commerce ของจีนไปยังสหรัฐฯ ขณะที่จีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นร้อยละ 84  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย.68 รวมทั้งเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 6…

ไทยเสนอแนวทางใช้หารือกับสหรัฐฯ : สะเทือนส่งออก 9 แสนล้านบาท

หลายภาคส่วนในไทยได้มีการหารือ และเสนอแนวทางการรับมือกับการประกาศภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางการเจรจากับสหรัฐฯ ว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มภาษี ได้แก่ 1) ลดการถูกเอาเปรียบจากการขาดดุลทางการค้า และสร้างสมดุลทางการค้าให้กับสหรัฐฯ 2) นำรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษี ไปลดภาระการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ และ 3) ดึงผู้ประกอบการและกลุ่มบริษัทของสหรัฐฯ ให้ย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ทั้งก่อนและหลังการการประกาศภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งขอหยิบยกข้อประเมินของนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ที่ได้ระดมสมองหามาตรการรับมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ซึ่งมูลค่าเสียหายจากการขึ้นภาษีดังกล่าว คาดว่าประมาณ  800,000-900,000 ล้านบาท กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร พลาสติก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งอัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าไทยในสหรัฐฯ เสียเปรียบคู่แข่ง ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า อาจได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชา ถูกเก็บภาษีสูงกว่า ทำให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ดีขึ้น นายเกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท.ได้เสนอมาตรการและหนทางที่จะหารือกับสหรัฐ เช่น 1) เจรจาสร้างความสมดุลการค้า ทั้งการนำเข้า และส่งออก เช่น นำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เพื่อมาแปรรูป และส่งออกให้มากขึ้น…

เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากจากนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

เศรษฐกิจโลกในปี 2568 จากที่ไม่ค่อยสดใสอยู่แล้ว มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงไปอีก จากผลกระทบของการขึ้นนโยบายภาษีตอบโต้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 2 เมษายน 2568 แม้สหรัฐฯ จะเลื่อนการตอบโต้ทางภาษีออกไปอีก 90 วันขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลง หรืออาจเข้าสู่ภาวะถดถอย เพราะสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ราคาแพงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกันที่คิดเป็นร้อยละ 70 ของ GDP ของประเทศอ่อนแอลง  อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF หรือสถาบันการเงินชั้นนำก็ยังเชื่อว่ามาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2568  เข้าสู่ภาวะถดถอย Kristalina Georgieva กรรมการจัดการของ IMF เตือนการขึ้นภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลีกเลี่ยงที่ทำให้เกิดสงครามการค้า และหาทางออกร่วมกัน ส่วนการประเมินผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้น IMF กำลังประเมินอยู่ และจะเผยแพร่รายงานที่จัดทำร่วมกับธนาคารโลกในภาพรวมในการประชุมเดือนเมษายน 2568 นี้ แต่ยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี น่าจะยังไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอันใกล้นี้ แต่ชะลอตัวลงจากที่คาดไว้ที่ร้อยละ 3.3 แน่นอน…

ประเทศสมาชิกอาเซียนจะหารือร่วมกันลดผลกระทบการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

มาเลเซียแสดงบทบาทในฐานะประธานอาเซียนในปี 2568 ด้วยการเร่งหารือกับประเทศสมาชิก เพื่อหาทางออกร่วมกันในการลดผลกระทบจากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศ Liberation Day เมื่อ 2 เมษายน 2568 ให้กับชาวอเมริกัน ด้วยการขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) สินค้านำเข้าประเทศคู่ค้า 185 ประเทศ ที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนมีประเทศที่ถูกเก็บภาษีสูงที่สุดที่สหรัฐฯ กำหนด คือกัมพูชาที่ร้อยละ  49 และต่ำสุดคือสิงคโปร์ที่ร้อยละ 10 นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนยังส่งสินค้าออกไปยังตลาดสหรัฐฯ เป็นหลักเลยทีเดียว มาเลเซียโดยดาโตะ เชอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีได้โพสต์เฟซบุ๊คเมื่อ 5 เมษายน 2568 ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำ สมาชิกอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นให้ได้ข้อมติร่วมกันในหลักการไปเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งรวมทั้งใช้กรอบ ASEAN-US Dialogue ซึ่งอาเซียนก็พร้อมจะเปิดกว้าง และยืดหยุ่นในเรื่องห่วงโซ่การผลิต และเมื่อ 7 เมษายน 2568…

กรอบความร่วมมือ“วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030″ ในการประชุม BIMSTEC ครั้งที่ 6

การประชุมผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation-BIMSTEC) ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้องที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่กรุงเทพฯ ได้สิ้นสุดลงเมื่อ 4 เมษายน 2568 แล้วด้วยความราบรื่น และประสบความสำเร็จ  ซึ่งมีทั้งการเปิด “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030″ โดยนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเป็นประธานการประชุมฯ และมีการลงนามในปฏิญญาการประชุมฯ  การประชุมฯ ครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ที่มีการชุมแบบพบปะกันโดยตรง สำหรับประธาน BIMSTEC ลำดับถัดไปคือบังกลาเทศ “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” เป็นไฮไลท์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวในเปิดการประชุมฯ หลังจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้รำลึกถึงผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไวเมื่อ 28 มีนาคม 2568   “วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2030” ที่นายกรัฐมนตรีไทยเสนอ จะเป็นกรอบความร่วมมือ ที่จะนำสมาชิก BIMSTEC ไปสู่อนาคตที่มีความเจริญรุ่งเรือง ยืดหยุ่น และเปิดกว้าง เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ส่งเสริมความเชื่อมโยง…

จับตา 16 รอยเลื่อนมีพลังในไทยกับความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว

  สืบเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ในเมียนมา จากรอยเลื่อนสะกายในเมืองมัณฑะเลย์ ระดับความลึก 10 กิโลเมตร เมื่อ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13.20 น. จากนั้นอีก 12 นาที เกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 6.4 ตามมา เมื่อเวลา 13.32 น. และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 1,100 กิโลเมตร (ตามรายงานของสำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS) สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนและสร้างความเสียหายในหลายจังหวัดโดยเฉพาะอาคารสูงในกรุงเทพฯ ซึ่งจนถึง 3 เมษายน 2568 มีผู้เสียชีวิตในไทยแล้ว 22 ราย บาดเจ็บ 35 ราย และสูญหาย 72 ราย ส่วนเมียนมามีรายงานมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3,085 ราย บาดเจ็บ 4,715 ราย และสูญหาย 341 ราย   ที่มา…