สงครามไซเบอร์ระหว่างไทย–กัมพูชาเป็นความท้าทายต่ออาเซียน 

เว็บไซต์ Fulcrum ของสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak ในสิงคโปร์ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีกลุ่มแฮกเกอร์ทั้งของไทยและกัมพูชาโจมตีทางไซเบอร์ต่ออีกฝ่ายโดยมุ่งเป้าหมายหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของรัฐจึงทำให้การหาผู้รับผิดชอบซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการควบคุมพฤติกรรมทางไซเบอร์ทั้งโดยรัฐและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ด้านกรอบปฏิบัติของอาเซียน เช่น ASEAN Checklist on Cyberspace Norms ยังขาดกลไกตรวจสอบและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม อาเซียนสามารถใช้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ระดับภูมิภาคของอาเซียน (ASEAN CERT) เพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาค และเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

การลงทุนของผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศช่วยผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก

สนข.Bloomberg รายงานเกี่ยวกับการลงทุนของ Netflix ที่ผลิตคอนเทนต์จากไทยอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างมาก โดยมีการลงทุนไปมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,500 ล้านบาท) ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก สอดคล้องกับเป้าหมายของไทยที่มีนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้ประเทศ รวมถึงกระจายการลงทุนออกจากรูปแบบการเติบโตที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งไทยได้รับแรงบันดาลใจจากกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ นอกจาก Netflix ยังมีผู้ผลิตหลายค่ายที่มาถ่ายทำในไทย โดยตั้งแต่ปี 2559 มีโครงการภาพยนตร์ต่างประเทศมากกว่า 4,600 โครงการที่เข้ามาใช้สถานที่ถ่ายทำในไทย โดยใช้ทีมงานที่มีฝีมือ และสตูดิโอที่ทันสมัย สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,770 ล้านบาท) ซึ่งระบบการคืนเงินของไทยช่วยดึงดูดมากขึ้น

ปัญหาแอปเงินกู้เถื่อนยังคงระบาดในแพลตฟอร์มออนไลน์ 

จากรายงานข่าวการจับกุมสมาชิกแก๊งเงินกู้เถื่อนในแอปพลิเคชันอย่าง Nature Wallet และ New Wallet ซึ่งมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด โดยบางกรณีสูงถึงร้อยละ 3,000 ต่อปี อีกทั้งการทวงหนี้ยังละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยสถิติจาก บช.สอท.ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 20 ส.ค. 68 พบคดีความออนไลน์ทั้งหมด 212,549 คดี เป็นคดีเกี่ยวกับการหลอกลวงให้กู้เงินในลักษณะฉ้อโกง มากกว่าร้อยละ 8  ส่วนสาเหตุหลัก คือ ความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เช่น การไม่มีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน รายได้ไม่แน่นอน หรือมีประวัติหนี้เสีย รวมถึงกระบวนการกู้เงินในระบบที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้ผู้ที่ต้องการใช้เงินด่วนหันไปพึ่งแอปกู้เงินเถื่อนที่ให้กู้ได้ง่ายและเร็วกว่า โดยสามารถดาวน์โหลดได้ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น CreditU ไนน์พลัส PrimeGo BMP Lending Cofecre และ APM Money เนื่องจากช่องโหว่ในกระบวนการตรวจสอบใบอนุญาต ซึ่งแอปเหล่านี้มักใช้ใบอนุญาตในนามของธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ หรือใบอนุญาตอื่นที่ไม่ตรงกับลักษณะบริการจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากแพลตฟอร์มและหน่วยงานที่กำกับดูแล

พบการก่อเหตุอาชญากรรมทางเพศในแพลตฟอร์มเกมออนไลน์ 

แพลตฟอร์มเกมออนไลน์ Roblox ซึ่งเป็นเกมออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มเยาวชน เช่น มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 13 ปี เข้าเล่นเกมมากถึงร้อยละ 40 ประเด็นคือ เกมดังกล่าวกำลังถูกใช้เป็นช่องทางในการล่อลวงเด็ก และก่อเหตุอาชญากรรมทางเพศ โดยเป็นลักษณะการล่อลวงคุกคามทางออนไลน์จากผู้ใหญ่ที่แฝงเข้ามาอยู่ในเกม เพื่อล่อหลอกให้เยาวชนส่งภาพหรือวิดีโอที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการล่อลวงพบเจอบนโลกจริง เพื่อกระทำอนาจาร หรือลักพาตัวเรียกค่าไถ ซึ่งกำลังเกิดเหตุอย่างมากในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ และอินโดนีเซีย ขณะที่ในไทย แม้จะเกิดเหตุไม่มาก แต่อาจกลายเป็นแหล่งหลอกลวงและแสวงผลประโยชน์จากเด็กเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เศรษฐกิจชายแดนยังคงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

บรรยายกาศเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ สระแก้ว และอุบลราชธานี ยังคงซบเซาหนัก ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงปิดกิจการและไม่มีผู้มาจับจ่ายใช้สอย นักท่องเที่ยวต่างยกเลิกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว และมีการยกเลิกงานอีเวนต์ต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างขาดรายได้อย่างหนัก และผู้ประกอบการบางรายเริ่มแบกรับปัญหาขาดรายได้ไม่ไหวจนทยอยปิดกิจการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ยังคงปรากฏ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ถึงแม้จะมีการผ่อนผันให้ชาวกัมพูชาที่มีวีซ่าทำงานสามารถอยู่ในไทยต่อได้อีก 6 เดือน แต่ชาวกัมพูชายังคงเลือกเดินทางกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง และแม้ผู้ประกอบการจะหาแรงงานไทยหรือชาติอื่นมาทดแทน แต่ต้องเผชิญปัญหาแรงงานทดแทนไม่มีทักษะความสามารถที่เทียบเท่าแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งทำให้ธุรกิจบางอย่างต้องหยุดชะงักลง เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของไทยเป็นบทเรียนให้ต่างประเทศ

นสพ.Times Now ของอินเดีย รายงานระบุว่า เรือดำน้ำชั้น Hangor ของปากีสถาน กำลังเผชิญปัญหาเรื่องเครื่องยนต์คล้ายกันกับไทย โดยแผนเดิมสำหรับทั้งเรือดำน้ำของปากีสถาน และเรือดำน้ำ S26T ของไทยใช้เครื่องยนต์ดีเซล MTU 396 ของเยอรมนี แต่เยอรมนีปฏิเสธการอนุมัติส่งออกเครื่องยนต์ดังกล่าวสำหรับเรือดำน้ำที่สร้างโดยจีน โดยอ้างถึงพันธกรณีด้านการควบคุมอาวุธ ขณะที่เครื่องยนต์ที่ถูกนำมาทดแทนคือ CHD-620 ที่จีนพัฒนาขึ้นเองซึ่งยังไม่มีประวัติการใช้งานในต่างประเทศ ด้านผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นว่า ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ส่งผลโดยตรงต่อความทนทาน ความเร็ว และสำคัญที่สุดคือ เอกลักษณ์ทางเสียงของเรือ  หากเครื่องยนต์มีเสียงผิดไปจากที่ออกแบบอาจทำให้เรือดำน้ำถูกตรวจจับได้ง่ายขึ้น และทำลายความได้เปรียบด้านการซ่อนตัว ซึ่งกรณีไทยที่ตกลงยอมรับการใช้เครื่องยนต์ CHD-620 ทำให้การส่งมอบล่าช้าเกินจากกำหนดเดิมมาก และไทยต้องยอมรับความเสี่ยงในการใช้เครื่องยนต์ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพ

ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาทำให้กองทัพมีอำนาจมากขึ้น

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ DW ของเยอรมนี เผยแพร่บทความระบุว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้กองทัพมีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลพลเรือนอ่อนแอลง โดยไทยเกิดการรัฐประหารมาแล้วอย่างน้อย 12 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2474 และกองทัพได้เข้ามามีบทบาทสำคัญทางการเมืองมายาวนาน แม้การรัฐประหารครั้งใหม่อาจไม่ได้ใกล้เข้ามาในขณะนี้ แต่กองทัพกำลังขยายอิทธิพลมากขึ้นหลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนครั้งล่าสุด ซึ่งทำให้กองทัพมีอิสระอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติการ ขณะที่การควบคุมจากพลเรือนมีน้อย โดยหลังจากการรั่วไหลของคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม./รมว.วธ. กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง ขณะที่อนาคตของรัฐบาลขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาลทั้งคดีของ น.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ ชินวัตร อดีต นรม. ซึ่งการล่มสลายทางการเมืองของตระกูลชินวัตรและพรรค พท. จะทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและกองทัพแข็งแกร่งขึ้น

กระแสเรียกร้องการเยียวยาเจ้าหน้าที่ จชต. ให้เท่าเทียมกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

จากกรณีที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบการเยียวยาผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะได้รับเงินเยียวยาคนละ 10 ล้านบาท และประชาชนได้รับคนละ 8 ล้านบาทนั้น พบกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการเยียวยาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จชต.อย่างเท่าเทียมเช่นกันด้วย โดยมี จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ (จ่าปืน EOD) ผบ.หมู่ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด จ.นราธิวาส ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จนสูญเสียขาทั้งสองข้าง ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะตัดพ้อและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเยียวยาเจ้าหน้าที่ใน จชต.มากขึ้น เนื่องจากเผชิญกับความเสี่ยงและความสูญเสียต่อชีวิตไม่ต่างกัน แต่กลับไม่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการเยียวยาในระดับเดียวกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา และพบเจ้าหน้าที่ จชต.อื่น ๆ ออกมาแสดงการสนับสนุนด้วย ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและความเห็นใจจากประชาชน ซึ่งมองว่าเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่ล้วนเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย จึงควรได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกตามพื้นที่ปฏิบัติการ

กัมพูชาแพ้ไทยในสงครามข้อมูลข่าวสาร

นิตยสาร The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความของนาย Jay Sophalkalyan ผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชา ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยรอบล่าสุดทำให้แนวคิดชาตินิยมขยายตัวไปสู่โลกออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์ในกัมพูชาต่างทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารว่า สื่อต่างประเทศเสนอข่าวเข้าข้างไทยมากกว่ากัมพูชา เพราะไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า มีเครือข่ายมากกว่า แต่ผู้เขียนบทความเห็นว่าสาเหตุเป็นเพราะกัมพูชาไม่มีความเป็นอิสระของสื่อ สื่อไทยค่อนข้างหลากหลาย แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังมีการรายงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในสื่อภาษาอังกฤษและสื่อออนไลน์ โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานตัวแทนสื่อต่างประเทศที่สำคัญทั่วโลก ขณะที่กัมพูชาแม้จะมีการเลือกตั้งเป็นระยะแต่รัฐบาลพรรคเดียวครองอำนาจ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการทำลายสื่ออิสระ นักข่าวที่พยายามเปิดโปงความจริง เช่น การทุจริต การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ มักเผชิญกับการคุกคามหรือต้องติดคุก จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ค่อยมีรายงานข่าวจากมุมมองของกัมพูชา และกัมพูชาไม่มีทางชนะสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยการแจกสคริปต์ชุดเดียวกันให้อินฟลูเอนเซอร์ โดยที่ไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามหรือสื่ออิสระ จึงไม่สามารถเรียกร้องให้โลกฟังเสียงของกัมพูชาได้

นักท่องเที่ยวต่างชาติถูกจับกุมจากกรณีบินโดรนในสถานที่ท่องเที่ยว

นสพ.SCMP ของฮ่องกง รายงานกรณีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ถูกจับกุมขณะบินโดรนเพื่อถ่ายภาพที่ถนนคนเดินพัทยา เมื่อ 7 ส.ค. 68 ซึ่งเป็นช่วงที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกประกาศห้ามทำการบินโดรนทั่วประเทศ ตั้งแต่30 ก.ค . – 15 ส.ค. 68 ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงของชาติที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท โดยรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อ 3 ส.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวสวีเดนถูกจับกุมในลักษณะเดียวกัน หลังจากบินโดรนใกล้ชายหาดพัทยา โดยได้รับการปล่อยตัวพร้อมคำเตือน และถูกยึดโดรนไว้