กระแสเรียกร้องการเยียวยาเจ้าหน้าที่ จชต. ให้เท่าเทียมกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

จากกรณีที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบการเยียวยาผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะได้รับเงินเยียวยาคนละ 10 ล้านบาท และประชาชนได้รับคนละ 8 ล้านบาทนั้น พบกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการเยียวยาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จชต.อย่างเท่าเทียมเช่นกันด้วย โดยมี จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ (จ่าปืน EOD) ผบ.หมู่ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด จ.นราธิวาส ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จนสูญเสียขาทั้งสองข้าง ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะตัดพ้อและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเยียวยาเจ้าหน้าที่ใน จชต.มากขึ้น เนื่องจากเผชิญกับความเสี่ยงและความสูญเสียต่อชีวิตไม่ต่างกัน แต่กลับไม่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการเยียวยาในระดับเดียวกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา และพบเจ้าหน้าที่ จชต.อื่น ๆ ออกมาแสดงการสนับสนุนด้วย ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและความเห็นใจจากประชาชน ซึ่งมองว่าเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่ล้วนเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย จึงควรได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกตามพื้นที่ปฏิบัติการ

กัมพูชาแพ้ไทยในสงครามข้อมูลข่าวสาร

นิตยสาร The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความของนาย Jay Sophalkalyan ผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชา ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยรอบล่าสุดทำให้แนวคิดชาตินิยมขยายตัวไปสู่โลกออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์ในกัมพูชาต่างทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารว่า สื่อต่างประเทศเสนอข่าวเข้าข้างไทยมากกว่ากัมพูชา เพราะไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า มีเครือข่ายมากกว่า แต่ผู้เขียนบทความเห็นว่าสาเหตุเป็นเพราะกัมพูชาไม่มีความเป็นอิสระของสื่อ สื่อไทยค่อนข้างหลากหลาย แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังมีการรายงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในสื่อภาษาอังกฤษและสื่อออนไลน์ โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานตัวแทนสื่อต่างประเทศที่สำคัญทั่วโลก ขณะที่กัมพูชาแม้จะมีการเลือกตั้งเป็นระยะแต่รัฐบาลพรรคเดียวครองอำนาจ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการทำลายสื่ออิสระ นักข่าวที่พยายามเปิดโปงความจริง เช่น การทุจริต การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ มักเผชิญกับการคุกคามหรือต้องติดคุก จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ค่อยมีรายงานข่าวจากมุมมองของกัมพูชา และกัมพูชาไม่มีทางชนะสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยการแจกสคริปต์ชุดเดียวกันให้อินฟลูเอนเซอร์ โดยที่ไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามหรือสื่ออิสระ จึงไม่สามารถเรียกร้องให้โลกฟังเสียงของกัมพูชาได้

นักท่องเที่ยวต่างชาติถูกจับกุมจากกรณีบินโดรนในสถานที่ท่องเที่ยว

นสพ.SCMP ของฮ่องกง รายงานกรณีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ถูกจับกุมขณะบินโดรนเพื่อถ่ายภาพที่ถนนคนเดินพัทยา เมื่อ 7 ส.ค. 68 ซึ่งเป็นช่วงที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกประกาศห้ามทำการบินโดรนทั่วประเทศ ตั้งแต่30 ก.ค . – 15 ส.ค. 68 ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงของชาติที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท โดยรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อ 3 ส.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวสวีเดนถูกจับกุมในลักษณะเดียวกัน หลังจากบินโดรนใกล้ชายหาดพัทยา โดยได้รับการปล่อยตัวพร้อมคำเตือน และถูกยึดโดรนไว้

วิกฤตไทย–กัมพูชาสะท้อนบทบาทกองทัพท่ามกลางสุญญากาศทางการเมือง

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าศูนย์กลางอำนาจของไทยอยู่ที่กองทัพ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีความไม่มั่นคง โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ นรม.ตามคำสั่งศาล และอาจถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีต นรม. พร้อมอ้างความเห็นนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า กองทัพเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของไทยในการเจรจาหยุดยิง อีกทั้งกองทัพยังเป็นผู้ควบคุมการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กองทัพใช้อำนาจเชิงยุทธศาสตร์

ท่าทีเอกชนต่อมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ

กรณีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ร้อยละ 19 ภาคเอกชนล่าสุด เช่น ส.อ.ท. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย แสดงความคาดหวังสอดคล้องกัน โดยต้องการอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 โดยมองว่า หากรัฐบาลทำได้จะเป็นสัญญาณที่ดี ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไทยรุนแรงทั้งด้านการส่งออก และด้านผลห่วงโซ่การผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร ที่สำคัญคือจะทำให้ไทยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจน่าสนใจของนักลงทุนต่อไป สำหรับผู้ประกอบการ แม้จะส่งผลกระทบ แต่อยู่ในระดับที่พอรับได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการต่อจากนี้คือ การออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ประมาณการว่า หากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ เป็นไปตามคาดหวังยังมีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2

ปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ

  กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพาราต่างออกมาสะท้อนถึงปัญหาความเดือดร้อนเรื่องผลผลิตการเกษตรตกต่ำ กลุ่มลำไยระบุว่าสาเหตุ  เพราะปริมาณผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ส่วนใหญ่ผลมีขนาดเล็กลง ซึ่งทำให้ใช้ส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้มาก และทำให้ล้งและโรงอบชองชาวจีนต้องคัดเลือกการรับซื้อผลผลิต ด้านกลุ่มมันสำปะหลังระบุว่าปริมาณผลผลิตที่จะออกมาน่าจะมีมาก เพราะเหตุอุทกภัยจึงพากันเร่งขุดมันสำปะหลังออกขาย  ส่วนกลุ่มปาล์มน้ำมัน และยางพารา ออกมาเรียกร้องเช่นกัน แต่ราคาผลผลิตตกต่ำ เพราะรัฐบาลอนุญาตให้มีการนำเข้าผลผลิตจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ดี เกษตรกรทุกกลุ่มได้แสดงปัญหาตรงกันคือเรื่องต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มสูง โดยเฉพาะราคาปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรทุกกลุ่มต้องการให้รัฐบาลเร่งมีมาตรการช่วยเหลือพยุงราคาผลผลิต โดยกลุ่มลำไย และกลุ่มกลุ่มปาล์มน้ำมัน และยางพารา ระบุว่า หากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือ อาจจำเป็นต้องยกระดับโดยรวมตัวชุมนุมเพื่อแสดงการเรียกร้องต่อไป

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาขยายตัวสู่โลกออนไลน์

เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบของข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง แต่การโจมตีทางออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังของทั้งสองประเทศนั้นยุติได้ยาก และจะทิ้งบาดแผลไปยาวนาน ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่รุนแรงขึ้น โดยการเคลื่อนไหวทางออนไลน์เพิ่มขึ้นทันที หลังจากเกิดการปะทะกันทางทหาร ทั้ง Facebook TikTok X Telegram Truth Social รวมถึงในเกม Roblox การใช้แฮชแท็ก การใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง จนถึงขั้นกล่าวหาว่าอีกฝ่ายฆ่าคนของตนเอง โดยมีการสร้างเนื้อหาภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับต่างประเทศ ตลอดจนความพยายามแก้ไขแผนที่ชายแดนบน Google Maps นอกจากนี้ ยังมีการสร้างบัญชีปลอม สร้างข่าวปลอม การโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์จากทั้งสองประเทศ

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสะท้อนการยกระดับการใช้อาวุธ

สนข.ABC ของออสเตรเลีย เผยแพร่บทความระบุ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของอาวุธทั่วโลกในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธระดับสูงจากหลายประเทศ โดยไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 โดรน ยานเกราะ Stryker และเครื่องบินรบ Gripen ซึ่งไทยมีทั้งงบประมาณด้านกลาโหมและกำลังพลมากกว่ากัมพูชา ขณะที่กัมพูชาเร่งปรับปรุงกองทัพอย่างรวดเร็วโดยการกระชับความสัมพันธ์กับจีน กัมพูชาใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ PHL-81 ของจีน และระบบอาวุธอื่น ๆ  นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ และการใช้จรวดแบบไม่มีระบบนำวิถีในพื้นที่ที่มีพลเรือนหนาแน่น ซึ่งถูกวิพากวิจารณ์อย่างมาก ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ระดับของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เห็นจากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเป็นระบบอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อสงครามที่มีความขัดแย้งในระดับสูง และแสดงความกังวลว่า การใช้อาวุธพิสัยไกลจะทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น และอาจยกระดับความรุนแรงในอนาคต

ท่าทีภาคส่วนเศรษฐกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

  ส.อ.ท. สทท. หอการค้าไทย สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ประเมินถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประมาณการมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท/วัน และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้ออาจมีมูลค่าความเสียหายในช่วงครึ่งหลังปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 110,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยมีความเข้าใจ และได้ปรับแผนธุรกิจ โดยเปลี่ยนไปใช้การส่งออกผ่านทางเครื่องบิน หรือทางเรือแทน หรือใช้วิธีส่งไปขายในพื้นที่อื่น หรือด่านชายแดนฝั่งอื่นแทน ทั้งนี้ ภาคส่วนเศรษฐกิจได้แสดงท่าทีร้องขอต่อรัฐบาลด้วยคือ การหาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย หรือมาตรการคุ้มครองธุรกิจไทยในกัมพูชาด้วย รวมถึงการมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ/ผู้ค้ารายย่อยไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

ประเทศในเอเชีย ตอ.ต.เผชิญแรงกดดันในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานระบุ ประเทศเศรษฐกิจหลักของเอเชีย ตอ.ต.กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากกรณีการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งจะถึงกำหนดใน 1 ส.ค. 68 ส่งผลให้เสี่ยงต่อการถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง โดยมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ แล้ว โดยในส่วนของไทยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากตกลงอัตราภาษีได้ที่ร้อยละ 15 – 20 เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 1.1 – 1.4 นักวิเคราะห์ยังมองว่า การเจรจาภาษีแยกกันของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่อเอกภาพของกลุ่มอาเซียน โดยสหรัฐฯ ต้องการควบคุมสินค้าจากจีนที่หลีกเลี่ยงภาษีด้วยการส่งผ่านประเทศที่สามในเอเชีย ตอ.ต.ไปยังสหรัฐฯ ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ ในการเพิ่มแรงกดดันต่อจีนที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ