กรณีพบวัตถุคล้ายระเบิดหลายจุดกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว

  ตามที่ในห้วง 24 – 26 มิ.ย. 68 พบวัตถุต้องสงสัยและวัตถุคล้ายระเบิดหลายจุดในพื้นที่ จ.พังงา กระบี่ และภูเก็ต พบเป็นกระแสความสนใจของประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ โดยความเห็นส่วนใหญ่กังวลความไม่ปลอดภัย และสันนิษฐานว่าอาจเป็นการก่อเหตุความรุนแรงที่ขยายวงมาจากพื้นที่ จชต. หรืออาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยโดยกลุ่มที่ไม่หวังดี ซึ่งอาจต้องการบั่นทอนความเชื่อมั่นรัฐบาล หรือเป็นฝีมือของกลุ่มในต่างประเทศ นอกจากนี้ พบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อจีนที่มีทั้งสำนักข่าว สื่อออนไลน์ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียจีนนำไปรายงานต่อ โดยเน้นเผยแพร่ข่าว ภาพ และคลิปขณะเจ้าหน้าที่กำลังเก็บกู้วัตถุต้องสงสัยที่มีควันและเสียงคล้ายระเบิด จึงปรากฏกระแสความคิดเห็นในลักษณะมองว่าไทยไม่ปลอดภัย เพราะเกิดเหตุความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแจ้งเตือนกันให้ระมัดระวังในการเดินทางมาไทย

แรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานและกระทำผิดกฎหมายในไทยยังไม่ลดลง

พบประชาชนโพสต์โซเชียลมีเดียร้องเรียนถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานและกระทำผิดกฎหมายในไทยหลายกรณี โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน อาทิ กรุงเทพฯ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งมีแรงงานจากหลายเชื้อชาติ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา แอฟริกา และอุซเบกิสถาน  ส่วนใหญ่ลักลอบประกอบอาชีพค้าขายและบริการ เช่น ช่างไฟฟ้า ร้านอาหารตามงานวัดและงานเทศกาล รับจ้างทั่วไป ประเด็นที่น่ากังวลคือ บางกลุ่มมีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายอย่างจงใจและเป็นขบวนการ เช่น กลุ่มลักลอบค้าประเวณีในเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา กลุ่มชาวเวียดนามลักลอบประกอบกิจการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และหลอกขายแผงโซลาร์เซลล์ปลอมที่พบมากใน จ.เชียงราย   สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้แรงงานต่างด้าวลักลอบประกอบอาชีพผิดกฎหมายได้ เพราะผู้ประกอบการไทยจำนวนมากนิยมใช้แรงงานต่างด้าวในธุรกิจของตนเอง เพราะค้าจ้างต่ำ และหากเป็นแรงงานผิดกฎหมายไม่ต้องรับผิดชอบให้สิทธิสวัสดิการตามกฎหมาย ซึ่งสะท้อนได้จากโพสต์ตามกลุ่มหาแรงงานต่างด้าวในโซเชียลมีเดียที่ยังมีผู้แสดงความต้องการแรงงานต่างด้าวให้เห็นเป็นจำนวนมาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างชาติย้ายมาตั้งฐานในไทยเพราะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

จากกรณีในช่วงที่ผ่านมามีการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติมากขึ้น เช่น ออสเตรเลีย เวียดนาม เกาหลีใต้ ซึ่งแต่ละกลุ่มคล้ายกันคือ ส่วนใหญ่เข้ามาด้วยวีซ่าฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว และเช่าบ้านพักตามชานเมืองในการดำเนินการหลอกลวงเหยื่อ เช่น ที่ จ.ปทุมธานี สมุทรปราการ และชลบุรี ส่วนสาเหตุที่ไทยถูกเลือกเป็นฐานศูนย์กลางนั้นเพราะว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนไทยเพิ่มขึ้น กับทั้งไทยเดินทางเข้ามาได้ง่าย ค่าครองชีพไม่สูง มีการให้วีซ่าฟรีกับหลายประเทศ ที่สำคัญคือไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี อินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูง มีผู้ที่รับจ้างจดทะเบียนซิมและเปิดบัญชีม้าจำนวนมาก ซึ่งแม้มีการจับกุมมากเช่นกัน แต่ยังปรากฏแก๊งบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจร้านอาหารเผชิญกับความเสี่ยงสูง

ธุรกิจร้านอาหารในไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  เฉพาะอย่างยิ่งจากการระมัดระวังใช้จ่ายของผู้บริโภค และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ส่งผลให้ตลาดอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8  มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 646,000 ล้านบาท ซึ่งป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำ นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารยังต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค และค่าเช่า  ทำให้วัฏจักรของธุรกิจร้านอาหารสั้นลง จากเดิมที่ร้านอาหารส่วนใหญ่สามารถอยู่รอดได้เกิน 1 ปี แต่ปัจจุบันหลายแห่งต้องปิดตัวภายใน 7 – 8 เดือน โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กและรายย่อยได้รับผลกระทบหนัก อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมีความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นความแปลกใหม่ ประสบการณ์ คุณภาพ สุขภาพ และราคาที่เหมาะสม ทำให้ลูกค้าไม่ยึดติดกับชื่อเหมือนเดิม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่สำหรับกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร

รายได้ภาคการท่องเที่ยวลดลงและเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น

  สมาคมโรงแรมไทยเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม ประจำ พ.ค.68 พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีแนวโน้มลดลง และรายได้ธุรกิจในไตรมาส 2/2568 อาจหายไปถึงร้อยละ 20 เพราะอัตราเข้าพักเฉลี่ยโดยรวมลดลง ได้แก่ ภาคเหนือมีอัตราเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 30.4 ภาคตะวันออกร้อยละ 62.2 ภาคกลางร้อยละ 61 และภาคใต้ร้อยละ 51.1  นักวิเคราะห์แสดงความเห็นตรงกันว่าสาเหตุมาจาก 1) การแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูงขึ้น โดยหลายประเทศต่างออกนโยบายฟรีวีซ่า หรือโปรแกรมการท่องเที่ยวฟรีสำหรับผู้โดยสารที่แวะพักเครื่อง เพื่อดึงดูดให้สายการบินเข้ามาเปิดเส้นทาง 2) ราคาที่พักและบริการท่องเที่ยวในไทยปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งขัน เช่น เวียดนามที่ทำการตลาดในเรื่องความคุ้มค่า ทั้งค่าครองชีพ ค่าโรงแรม ค่าอาหาร และราคาทัวร์ที่ถูกกว่าไทย และ 3) ความกังวลในความปลอดภัยและคุณภาพในการบริการ เนื่องจากไทยถูกมองว่าไม่ปลอดภัยจากปัญหาขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมักถูกคิดค่าบริการในราคาสูงเกินจริง เช่น ค่าแท็กซี่ ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ไม่ดีและไม่กลับมาซ้ำ

คนไทยเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดจากฝุ่น PM 2.5

มีข้อมูลว่าสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในปัจจุบันยังคงรุนแรง โดยค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 รายปีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปี 2565 และในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคเหนือ พบค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐานที่กำหนด จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่ฝุ่น PM 2.5 มีผลกระทบต่อสุขภาพเพราะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจจนถึงถุงลมปอด และเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในเนื้อเยื่อปอด รวมถึงกระตุ้นการกลายพันธุ์ของเซลล์ และเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเกิดมะเร็งปอด ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยในปัจจุบัน  จากการสำรวจพบว่า ประชาชนทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่อาศัยหรือทำงานกลางแจ้งที่มีการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจ รวมถึงมะเร็งปอด

กลุ่ม BRN เรียกร้องการปกครองตนเองและตั้งรัฐปาตานีดารุสสลาม

กลุ่ม BRN เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านทางยูทูบ ระบุว่า “ประชาคมปาตานี” ไม่ได้รับความเป็นธรรมมาโดยตลอด รัฐบาลไทยไม่ได้จริงจังกับการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง เพราะจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้งคณะพูดคุยอย่างจริงจัง ทั้งยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในทางปฏิบัติ  เนื้อหาในคลิปวิดีโอยังได้กล่าวถึงแนวคิดการปกครองตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และตั้งรัฐปาตานีที่จะประกอบด้วยฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาชูรอ) ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ (ศาลกฎหมายอิสลาม) พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมปาตานีออกมารวมตัวกันเพื่อปกป้องดินแดนที่เป็นสิทธิของตน โดยยืนยันว่ากลุ่ม BRN จะยืนหยัดต่อสู้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

เศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนสูงที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเอกชน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยรายงานเศรษฐกิจไทยที่ได้คงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2568 ที่ร้อยละ 1.5 และร้อยละ 1.4 ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต เนื่องจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1) สงครามการค้าโลก 2) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 3) ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่สั่งสมและข้อจำกัดทางการคลัง  ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้การลงทุนในไทยชะลอตัวลงอย่างมาก เห็นได้จากตัวเลขการลงทุนในไตรมาสที่ 1/2568 เริ่มติดลบ แม้ว่าตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) ค่อนข้างดี ขณะเดียวกัน อัตราการเปิดกิจการใหม่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 ลดลงร้อยละ 5.7 และอัตราการปิดกิจการเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 โดยที่ปิดกิจการส่วนใหญ่เป็น SME

ผลผลิตทางการเกษตรเสี่ยงเจอภาวะล้นตลาดมากขึ้น

สถานการณ์ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำ เช่น ลำไยภาคเหนือ คาดว่าในปี 2568 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดถึง 740,000 ตัน ปริมาณสูงที่สุดในรอบ 10 ปี และเกินความต้องการตลาด  200,000 ตัน เพราะจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกส่วนใหญ่ ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ และมีการนำเข้าผลไม้จากประเทศอื่นเพื่อเพิ่มขึ้น ด้านผลผลิตทุเรียน ปัญหาคือเกษตรกรเลิกปลูกพืชชนิดอื่น และปลูกทุเรียนมากขึ้น ทำให้ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมีมากกว่าปกติ โดยคาดว่าถึง 400,000 ตัน  ซึ่งราคาทุเรียนในตลาดตอนนี้ ลดลงเหลือเฉลี่ย 110 บาท/กก. เท่านั้น  ผลกระทบในระยะต่อไปคือเกษตรกรไม่มีเงินเหลือเพียงพอหมุนเวียนเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูต่อไป และการร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐจะเพิ่มมากขึ้น 

หน่วยงานเศรษฐกิจปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2568

ธนาคารโลก (World Bank) ได้ประกาศปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยลงเหลือร้อยละ 1.8 ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดเหลือร้อยละ 1.4 โดยเห็นคล้ายกันว่ามาจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลง และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทย เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องจักรกล เหล็ก ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ หดตัว  รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ที่คาดว่าสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าของธุรกิจค้าปลีกในปี 2568 จะอยู่ที่ร้อยละ 30 อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บจากสินค้าไทยยังคงไว้อยู่ที่ร้อยละ 10 ตลอดทั้งปี คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 0.5 และ GDP ไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ที่ร้อยละ 1.8