สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

  สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียด เนื่องจากกัมพูชายั่วยุและละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำรถถังและยิงวิถีตรงเข้ามาในเขตชายแดน บริเวณตรงข้ามช่องตาเฒ่า ทางขึ้นเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และมีเสียงปืนที่คาดว่าเป็นการยิงยั่วยุในหลายจุดของพื้นที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ส่งผลให้ประชาชนตื่นตระหนกและหวาดกลัว บางส่วนเตรียมการอพยพด้วยตนเองโดยไม่รอคำสั่ง โรงเรียนต้องเร่งจัดสอบเผื่อเกิดกรณีการปะทะอย่างฉับพลัน ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว มีมวลชนไทยเดินทางมาให้กำลังใจทหารไทย  ส่วนฝ่ายกัมพูชา แม้มีมวลชนลดลง แต่คาดว่าจะมีการเกณฑ์จากนอกพื้นที่เข้ามารวมตัวบริเวณแนวหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่การยั่วยุ และปะทะระหว่างมวลชนไทยกับกัมพูชาได้อีกครั้ง

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด

สถานการณ์น้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุรากาซายังคงส่งผลกระทบรุนแรงในหลายพื้นที่ของ จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะ อ.สันป่าตอง อ.กัลยานิวัฒนา และ อ.แม่แจ่ม ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำขานและแม่น้ำสาขาล้นตลิ่งและเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนมากกว่า 700 ครัวเรือน  ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 3,000 คน อีกทั้งมีแนวโน้มน้ำท่วมสูงขึ้น เนื่องจากฝนยังตกชุกในพื้นที่ตลอดทั้งวัน ขณะที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมกว่า 6,900 หลังคาเรือน แต่ภาพรวมระดับน้ำเริ่มลดลง ด้านจังหวัดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พบน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ อ.เสนา บางจุดมีระดับน้ำสูงถึง 3 เมตร ถึงหลังคาบ้าน แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ต้องการอพยพออกจากพื้นที่ เพราะเป็นห่วงบ้านและมีผู้สูงอายุ

อุตสาหกรรมข้าวไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน

  ราคาข้าวตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณข้าวในตลาดโลกล้นสต็อก  ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ พบว่าปี 2568  ข้าวจากประเทศผู้ผลิตได้ออกสู่ตลาดโลกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ข้าวไทยแข่งขันได้ยาก เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า ประกอบกับฟิลิปปินส์ซึ่งเคยเป็นตลาดนำเข้าข้าวไทย เตรียมขยายเวลาห้ามนำเข้าข้าวตั้งแต่ ก.ย  ต.ค. 68 เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรมข้าวไทยคือ ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและท่วมในพื้นที่ซ้ำซาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาค ตอ.น. และภาคกลางในปี 2568 จะส่งผลให้พื้นที่ข้าวนาปีได้รับผลกระทบประมาณ 1.85 ล้านไร่ มีผลผลิตเสียหายประมาณ 4.8 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,210 ล้านบาท

หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 4 ปี

ข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ระบุว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปี 2568 วิกฤต โดยครัวเรือนไทยมากถึงร้อยละ 95.1 มีหนี้สิน เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 740,596.94 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 22.1 สูงที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะเดียวกันยังพบว่าครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ไม่มีเงินออมใช้ในยามฉุกเฉิน และร้อยละ 22.2 มีเงินไม่เพียงพอใช้จ่าย จึงต้องกู้ยืมเงิน โดยเฉพาะการกดเงินสดจากบัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง สาเหตุที่เงินไม่พอใช้นั้นส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นเพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้ลดลง ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยในปัจจุบันนิยมใช้สินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าแฟชั่นและความงามมากขึ้น   ปัญหาหนี้นอกระบบยังน่ากังวล โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบสูงถึงร้อยละ 35 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 30.1 เนื่องจากการเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารที่ยากขึ้น

เงินบาทแข็งค่ากระทบด้านการท่องเที่ยวและส่งออกของไทย

สนข.Reuters ของสหราชอาณาจักร ระบุว่า สกุลเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปี เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลใหม่ของไทย เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะชะลอตัว ท่ามกลางความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ และปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง  นักเศรษฐศาสตร์และภาคเอกชนประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และเกิดขึ้นในห้วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ระหว่างตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยวในฤดูไฮซีซัน ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเลือกเดินทางไปเยือนประเทศอื่น อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการทำงานของ ธปท. และต้องการให้ทำงานเพื่อทางออกที่ดีร่วมกัน

ไทยถูกเวียดนามแซงขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน

ข้อมูลจากองค์กรวิจัยในจีน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจในไทย รวมถึงแพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยว แสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยวของชาวจีนแทนที่ไทย โดยห้วงเดือน ม.ค. – ส.ค. 68 ชาวจีนเดินทางไปเที่ยวเวียดนามมากถึง 3.5 ล้านคน เมื่อเทียบกับไทยในห้วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคน ทำให้จีนกลายเป็นอันดับ 2 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทย รองจากมาเลเซีย นอกจากนี้ แม้จะใกล้เข้าช่วงวันหยุดยาว (Golden Week) ในวันชาติจีน (ช่วงต้น ต.ค.68) แต่บรรยากาศของนักท่องเที่ยวจีน ไม่คึกคักเท่าที่ควร และจำนวนเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำลดลง ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากชาติเอเชียตะวันออกที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยังหันไปท่องเที่ยวเวียดนามมากขึ้น โดยนอกจากปัญหาความไม่เชื่อมั่นความปลอดภัยในไทยแล้ว ยังเป็นเพราะค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหยวนของจีนและดองของเวียดนาม รวมถึงชาวจีนที่เดินทางด้วยตนเองชื่นชอบความสดใหม่ของสถานที่และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง ซึ่งเวียดนามมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิมกับแหล่งท่องเที่ยวพัฒนาใหม่ มีย่านชอปปิ้งหรูหรา และร้านอาหารข้างทางคล้ายไทย แต่ราคาถูกกว่า จึงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจีน

กลุ่มเปราะบางกลายเป็นเป้าหมายในการว่าจ้าง/หลอกลวงให้เปิดบัญชีม้า

พบปัญหาหลอกเปิดบัญชีม้าของกลุ่มหลอกลวงออนไลน์เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย รวมถึงกรุงเทพฯ พื้นที่อาศัยของคนไร้บ้าน เช่น สนามหลวง ย่านพระนคร โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนไร้บ้าน รูปแบบการเข้ามาหลอกลวงมีทั้งเข้ามาสอบถามแบบเปิดเผย และเข้ามาหลอกสอบถามข้อมูลส่วนตัวและขอบัตรประชาชน โดยอ้างเพื่อจะนำของมาแจก หรือช่วยทำเรื่องขึ้นทะเบียนบัตรผู้สูงอายุและสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ นอกจากนี้ พบกลุ่มเยาวชนที่ไม่ยอมกลับบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายด้วย แต่การถูกหลอกจะชักชวนให้เปิดบัญชีม้าที่อ้างเพื่อนำไปทำบัญชีค้าขายออนไลน์หรือทำงานพิเศษ และบางรายถูกเพื่อน (ที่ถูกหลอกจากกลุ่มหลอกลวงออนไลน์อีกทอดหนึ่ง) ยืมบัญชีโดยอ้างเพื่อให้พ่อแม่โอนเงินเข้าบัญชีมาคืนเงินที่ยืม ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กลุ่มผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต่างหลงเชื่อหรือเต็มใจเปิดบัญชีม้าให้ เพราะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเพียงบัญชีละ ๑,๐๐๐ บาท และกลุ่มหลอกลวงออนไลน์ที่เข้ามาหลอกเปิดบัญชีม้ามากันเป็นกลุ่ม หรือทำเป็นขบวนการ และพบมี จนท.รัฐ และ จนท.ธนาคารในพื้นที่ เกี่ยวข้องหรือปล่อยให้กลุ่มหลอกลวงออนไลน์เข้ามาเคลื่อนไหวได้อย่างเปิดเผย

ไทยเผชิญปัญหาผู้อพยพจากเมียนมาเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลการสำรวจพบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2567 มีจำนวนกว่า 2 ล้านคน สอดคล้องกับตัวเลขจำนวนชาวเมียนมาในไทยตั้งแต่ปี 2562 – 2568 ในพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 ขณะที่ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มขึ้นเท่าตัว นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนเมียนมาในระบบการศึกษาไทยเพิ่มขึ้นจาก 49,000 คนในปี 2562 เป็น 79,000 คนในปี 2567 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการอพยพ ได้แก่ ความไม่สงบในเมียนมาร์ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ การบังคับเกณฑ์ทหาร และภัยธรรมชาติ ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อไทยคือ พบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมากถึงร้อยละ 60 เดินทางเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาต ทำให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และผลักดันให้บางส่วนเข้าสู่วงจรอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ายาเสพติด และแก๊งคอลเซนเตอร์

สถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชายังคงซบเซา

จากปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้สถานการณ์เศรษฐกิจบริเวณ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด จันทบุรี และสระแก้ว ยังคงชะลอตัว เนื่องจากภาคธุรกิจและประชาชนยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ จึงไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ นักเดินทางไม่กล้าเข้าไปท่องเที่ยว และยังขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศหยุดชะงัก จึงไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินที่จะมาเพิ่มกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ในขณะที่เอกชนยังคงมีรายจ่ายเพื่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแย่ลงและซบเซาไปจนถึงสิ้นปี 2568 ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตั้งแต่เริ่มการปะทะเกิดขึ้น ทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อเดือน

คนไทยโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้น

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  (NCDs) ในไทยอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย เช่น กลุ่ม Gen Y (อายุ 30-40 ปี) ข้อมูลจาก สธ.ระบุว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยใหม่ขยับลงมาอยู่ที่ 30 ปี จากเดิมที่มักพบในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสจัด ฟาสต์ฟู้ด และโซเดียมสูง การขาดกิจกรรมทางกาย หรือการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ความเครียดเรื้อรัง รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยโรค NCDs เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และมะเร็ง เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ เฉลี่ยวันละกว่า 1,000 คน คิดเป็นร้อยละ 81ของสาเหตุการเสียชีวิต อีกทั้งโรคเหล่านี้ต้องควบคุมอาการไปตลอดชีวิต ทำให้นอกจากจะกระทบต่อชีวิตประชาชนแล้ว ยังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศด้วย