องค์กรด้านมนุษยธรรมมาเลเซีย พยายามผลักดันให้กลุ่มแรงงานต่างชาติได้รับวัคซีนภายในสิ้นปี 2564

เว็บไซต์ Free Malaysia Today รายงานเมื่อ 11 พ.ย.64 โดยอ้างนาง Suhana Sidik โฆษกสมาคม Malaysian Red Crescent Society (MRCS) ในมาเลเซีย ว่า MRCS จะตรวจสอบจำนวนแรงงานต่างชาติและผู้ลี้ภัยในมาเลเซีย ทั้งที่มีเอกสารและไม่มีเอกสาร ซึ่งยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 โดยจะประสานผ่านเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูล ก่อนจะนำเสนอต่อรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อผลักดันให้กลุ่มคนดังกล่าวได้รับวัคซีนให้มากที่สุดภายในปี 2564 ปัจจุบัน มาเลเซียดำเนินการฉีดวัคซีนให้กลุ่มคนดังกล่าวที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่เกือบครบแล้ว โดยที่ผ่านมา MRCS ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้ดำเนินโครงการฉีดวัคซีนให้กลุ่มแรงงานต่างชาติและผู้ลี้ภัยในมาเลเซีย เพื่อช่วยเร่งกระบวนการฉีดวัคซีนในประเทศ ซึ่ง MRCS ร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (Non-Governmental Organization-NGO) ต่าง ๆ ในมาเลเซีย และผู้นำชุมชนเพื่อจัดให้กลุ่มแรงงานต่างชาติและผู้ลี้ภัยเข้ารับวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนในรัฐต่าง ๆ ทั้งเริ่มโครงการฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ให้กลุ่มคนดังกล่าวตั้งแต่ 4 ก.ย.64

สิงคโปร์เริ่มได้รับผลกระทบกรณี EU ถอดออกจากรายชื่อประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำ

หนังสือพิมพ์ Straits Times รายงานเมื่อ 11 พ.ย.64 ว่า หลายประเทศในสหภาพยุโรป (European Union-EU) ปรับมาตรการคัดกรองสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากสิงคโปร์ หลังจาก EU ถอดสิงคโปร์ออกจากบัญชีรายชื่อประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำเมื่อ 9 พ.ย.64 เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 โดยเมื่อ 11 พ.ย.64 เดนมาร์ก ประกาศไม่รับรองเอกสารยืนยันการฉีดวัคซีนของทางการสิงคโปร์ และให้ผู้ที่เดินทางจากสิงคโปร์ครอบคลุมถึงผู้ที่ฉีดวัคซีนต้องกักตัวในสถานที่พักเป็นเวลา 10 วัน แต่หากมีผลตรวจยืนยันว่าไม่ติดเชื้อเมื่อกักตัวครบ 4 วัน สามารถออกจากการกักตัวได้  ด้านเนเธอร์แลนด์  ออกมาตรการคัดกรองเพิ่มเติมให้ผู้ที่เดินทางมาจากสิงคโปร์ ต้องแสดงผลตรวจยืนยันว่าไม่ติดเชื้อเมื่อเดินทางถึงเนเธอร์แลนด์ ขณะที่เยอรมนีออกมาตรการเข้มงวดเพิ่มเติมก่อนที่ EU จะปรับบัญชีรายชื่อ รวมถึงมาตรการกักตัวเด็กที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน เป็นเวลา 5 วัน   ทั้งนี้ การที่ EU ถอดสิงคโปร์ออกจากบัญชีประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนด้วยช่องทางพิเศษชนิด Vaccinated Travel Lane (VTL) ของสิงคโปร์ ซึ่งมีประเทศในยุโรป รวมอยู่ด้วย 10 ประเทศ ทั้งที่เป็นและไม่ได้เป็นสมาชิก…

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ หารือกับ 6 ประเทศและสหภาพยุโรปประเด็นเมียนมา

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 10 พ.ย.64 เกี่ยวกับผลการหารือระหว่างนายเดเร็ก โชลเลต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนีและสหภาพยุโรปเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา โดยนายโชลเลต์แสดงความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงและวิกฤตด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพเมียนมายุติการใช้ความรุนแรง เคารพสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ประการที่เป็นผลการประชุมของอาเซียนเมื่อ เม.ย.64 และให้กลับสู่ระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวด้วยเหตุผลทางการเมือง รวมทั้งเปิดทางให้ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่ต้องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมาด้วย

ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มุ่งผลักดันแนวคิด Free and Open Indo-Pacific

สำนักข่าว Kyodo รายงานเมื่อ 12 พ.ย.64 โดยอ้างผลการหารือของนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและพลเรือเอก จอห์น อากีลีโน ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ  เมื่อ 11 พ.ย.64 ว่าญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เห็นพ้องกระชับการเป็นพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ และผลักดันแนวคิดเสรีและเปิดกว้างภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Free and Open Indo-Pacific) โดยจะมุ่งรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงในภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีน รวมถึงการทดสอบขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคงกองทัพสหรัฐฯในญี่ปุ่น นอกจากนี้ ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกยังหารือกับนายคิชิ โนบุโอะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และนายฮามายาชิ โยชิมะซะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับภาพรวมความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

ผู้นำศาสนาในอินโดนีเซียห้ามชาวมุสลิมใช้สกุลเงินดิจิทัล

นิตยสาร Forbes รายงานเมื่อ 11 พ.ย.64 อ้างคำกล่าวของ อาสโรรุน นีอัม โซเลห์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของสภาอิสลามแห่งชาติอินโดนีเซีย (MAJELIS ULAMA INDONESIA-MUI) ว่าได้มีประชุมหารือกับผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการแล้วว่า การใช้สกุลเงินดิจิทัลนั้น เป็นฮะรอม หรือสิ่งต้องห้าม เนื่องจากมีความไม่แน่นอน เป็นการพนัน และอันตราย ซึ่งห้ามไม่ให้เป็นตัวเลือกการชำระเงินภายใต้กฎหมายชารีอะฮ์ อย่างไรก็ดี MUI สามารถอนุมัติการใช้สกุลเงินดิจิทัลได้ หากมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายชารีอะฮ์ ทั้งนี้ แม้ว่า MUI จะไม่มีอำนาจทางกฎหมาย แต่ข้อวินิจฉัยดังกล่าวส่งผลต่อการตัดสินใจของชาวมุสลิมในการใช้จ่ายและลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล และส่งผลให้สถาบันการเงินต้องทบทวนการออกสินทรัพย์ดิจิทัล โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังและธนาคารกลางของอินโดนีเซีย ต้องปรึกษา MUI ในประเด็นเกี่ยวกับการเงินของชาวมุสลิม

รัฐสภาญี่ปุ่นรับรองนายคิชิดะ ฟูมิโอะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการอีกสมัย

สำนักข่าวJapan Times และ NHK รายงานเมื่อ 10 พ.ย.64 ว่านายคิชิดะ ฟูมิโอะนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้รับการเลือกตั้งจากรัฐสภาญี่ปุ่นเป็น นรม.อีกสมัย หลังพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party-LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 31 ต.ค.64 โดยนายกรัฐมนตรีคิชิดะเตรียมประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่นภายในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีแผนประกาศมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพิ่มเติมใน 12 พ.ย.64 และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ใน 19 พ.ย.64 เช่น การแจกเงินจำนวน 100,000 เยนหรือราว 29,000 บาทแก่เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี

นิวซีแลนด์ยืนยันไม่ขัดขวางจีนเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP

หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอรัลด์ รายงานเมื่อ 10 พ.ย.64 อ้างคำสัมภาษณ์ของนาย Damien O’Connor รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้านิวซีแลนด์ ว่า นิวซีแลนด์เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายยื่นขอเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Trans-Pacific Partnership–CPTPP) รวมถึงจีนและไต้หวัน ซึ่งนิวซีแลนด์จะไม่ใช้อคติตัดสินการยื่นขอเข้าร่วม CPTPP ของจีน นอกจากนี้ นาย O’Connor ตอบคำถามในประเด็นผลกระทบจากการบังคับใช้แรงงานในเขตการปกครองตนเองซินเจียงของจีนต่อการพิจารณารับจีนเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวว่า จะยังไม่ตัดสินจีนถึงการเปลี่ยนแปลงหรือการดำเนินการเพื่อให้ตรงตามมาตรฐาน รวมถึงยังไม่ได้หารือกับออสเตรเลียเพิ่มเติมในกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรการบีบบังคับทางเศรษฐกิจจากจีน ทั้งนี้ นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) รับผิดชอบประเด็นการหารือนอกรอบเกี่ยวกับการเข้าร่วม CPTPP ของจีนและไต้หวัน  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ย้ำจะให้ความสำคัญกับเอเปค

เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 9 พ.ย 64 เผยแพร่ท่าทีของนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และนางแคทเทอรีน ไท ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระหว่างเข้าร่วมการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค ระดับรัฐมนตรีแบบออนไลน์เมื่อ 8-9 พ.ย.64 ที่นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพ โดยนายบลิงเคนย้ำว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเอเปคซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเห็นว่าเอเปคสนับสนุนเป้าหมายของสหรัฐฯ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้เปิดกว้าง 2) การส่งเสริมบทบาทของสตรี 3) การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่ง และ 4) การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ จะเพิ่มความร่วมมือกับเอเปคเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกันและหุ้นส่วนต่อไป

สหรัฐฯ กับเวียดนามหารือร่วมกันในประเด็นสิทธิมนุษยชน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการหารือระหว่างสหรัฐฯ กับเวียดนามประเด็นสิทธิมนุษยชนในกรอบ Human Rights Dialogue ที่วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 9 พ.ย.64 โดยนาง Lisa Peterson รักษาการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการสิทธิมนุษยชน แรงงานและประชาธิปไตย เป็นหัวหน้าคณะ ฝ่ายสหรัฐฯ  ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะร่วมมือส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในการนับถือศาสนา สิทธิแรงงาน ความเท่าเทียมระหว่างเพศ รวมทั้งสิทธิและความเสมอภาคของชนกลุ่มน้อย นอกจากนี้ สหรัฐฯ กับเวียดนามจะเพิ่มความร่วมมือประเด็นดังกล่าวผ่านกรอบพหุภาคีมากขึ้น และสหรัฐฯ ย้ำว่าให้ความสำคัญกับการใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนดำเนินนโยบายต่างประเทศ รวมทั้งความร่วมมือกับเวียดนาม

โปแลนด์กล่าวหารัสเซียอยู่เบื้องหลังวิกฤติผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุส

นายกรัฐมนตรี Mateusz Morawiecki ของโปแลนด์ กล่าวหาเมื่อ 9 พ.ย.64 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย อยู่เบื้องหลังวิกฤติผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุส เนื่องจากประธานาธิบดี Alexander Lukashenko ของเบลารุส เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับประธานาธิบดีปูติน โดยเบลารุสและรัสเซียพยายามใช้ประเด็นผู้ลี้ภัยเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อลดทอนเสถียรภาพของสหภาพยุโรป (European Union-EU) และสร้างความปั่นป่วนในยุโรป ถือเป็นการทำสงครามรูปแบบใหม่ที่ใช้มนุษย์เป็นเครื่องกำบัง ขณะเดียวกันสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวภายใน EU ว่า EU เตรียมออกมาตรการคว่ำบาตรตัวบุคคลและหน่วยงานของเบลารุส อย่างน้อย 30 ราย อาทิรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลารุส สายการบิน Belavia เพื่อตอบโต้กรณีที่เบลารุสใช้ปัญหาผู้ลี้ภัยเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังมีรายงานว่า ผู้ลี้ภัยกว่า 2,000 คน ติดอยู่บริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุส ในสภาพอากาศหนาวเย็น ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีพ