รัสเซียระบุพร้อมจะต่อสู้กับเนโต หากเนโตจะเข้าร่วมต่อสู้ในความขัดแย้งในยูเครน

สำนักข่าว Tass รายงานอ้างถ้อยแถลงของนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งเข้าร่วมประชุมสุดยอดขององค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน  เมื่อ 20 มิ.ย.66 ที่กรุงมินสค์ เบลารุส ว่า รัสเซียพร้อมจะต่อสู้กับเนโต หากสถานการณ์ปรับเปลี่ยนไปสู่การเข้าร่วมของกองทัพเนโตในความขัดแย้งกับยูเครน ถ้อยแถลงดังกล่าวเนื่องมาจากนายเย็นส์ สต็อลเตินบาร์ก เลขาธิการเนโต ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag ของเยอรมนี เมื่อ 18 มิ.ย.66 ว่าเนโตไม่ต้องการให้ความขัดแย้งในยูเครนเป็นเช่นนี้ต่อไป ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ชี้ว่าเป็นการสื่อถึงเนโตต้องการจะสู้รบกับรัสเซีย และกล่าวหาตะวันตกว่า หากไม่สนับสนุนอาวุธให้แก่ยูเครนตั้งแต่แรก การสู้รบดังกล่าวอาจยุติไปแล้ว นอกจากนี้ นายลาฟรอฟยังระบุว่า เนโตใช้วิกฤตยูเครนเพื่อเป้าหมายในการต่อต้านรัสเซียมาโดยตลอด และนักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญของตะวันตกอาจเริ่มตระหนักถึงเหตุผลที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้แล้ว

อินโดนีเซียเตรียมนำเข้าข้าวจากอินเดีย

หนังสือพิมพ์ The Jakarta Post รายงานเมื่อ 19 มิ.ย.66 อ้างคำเปิดเผยของนายซุลกิฟลี ฮาซัน รัฐมนตรีการค้าอินโดนีเซีย ว่า อินโดนีเซียได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจการนำเข้าข้าวจากอินเดียจำนวน 1 ล้านตัน เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารของอินโดนีเซียในการรับมือกับผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภัยแล้งในอินโดนีเซียจนทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ทั้งนี้การนำเข้าข้าวจากอินเดียครั้งนี้ อยู่นอกเหนือจากข้อตกลงของสำนักงานอาหารแห่งชาติอินโดนีเซีย (Bapanas) และหน่วยงานที่ดูแลเรื่องอาหารของรัฐ หรือ Perum Bulog ที่ประกาศเมื่อ มี.ค.66 ว่าจะนำเข้าข้าวจำนวน 2 ล้านตัน ภายใน ธ.ค.66 เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองข้าว และรักษาเสถียรภาพของราคาข้าว อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการนำเข้าข้าว และรอผลผลิตที่ชัดเจนในช่วง ส.ค.66 เพื่อป้องกันราคาข้าวในประเทศตกต่ำ

ประธานาธิบดีรัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกับคณะผู้แทนจากประเทศในแอฟริกาเพื่อหารือในการยุติความขัดแย้งในยูเครน

สำนักข่าว RT รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นเจ้าภาพจัดประชุมกับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศในแอฟริกา 7 ประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ประธานาธิบดีเซเนกัล ประธานาธิบดีสหภาพคอโมโรส ประธานาธิบดีแซมเบีย นายกรัฐมนตรีอียิปต์ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่อาวุโสของคองโกและยูกันดา เพื่อหารือในประเด็นการยุติความขัดแย้งในยูเครนเมื่อ 17 มิ.ย.66 ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ ฝ่ายแอฟริกาเสนอแผนงานสันติภาพ 10 ประการ เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน และประธานาธิบดีคอโมโรสระบุถึงวิกฤตยูเครนที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในแอฟริกาเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานในแอฟริกา ส่วนประธานาธิบดีปูตินเสนอร่างข้อตกลงเบื้องต้นในการยุติความขัดแย้งกับยูเครนที่จัดทำขึ้นในการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยุเครนเมื่อ มี.ค.65 ที่เมืองอิสตันบลู ซึ่งยูเครนไม่ได้ปฏิบัติตามร่างข้อตกลงดังกล่าว และยืนยันว่ารัสเซียไม่เคยปฏิเสธการเจรจาสันติภาพเหมือนยูเครนและผู้สนับสนุน  นอกจากนี้ยังระบุว่าวิกฤตด้านอาหารและพลังงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ได้มาจากความขัดแย้งกับยูเครนแต่มาจากการกระทำของชาติตะวันตก โดยเฉพาะข้อริเริ่ม Black Sea Grain Initiative ที่เอื้อประโยชน์ให้ยูเครนส่งออกธัญพืชไปประเทศในยุโรปแทนที่จะเป็นประเทศที่มีความต้องการอย่างแท้จริง

ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีแผนยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง

สำนักข่าว Inquirer รายงานเมื่อ 19 มิ.ย.66 ว่า การประชุมไตรภาคีครั้งแรกของฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทั้งสามประเทศเป็นผู้แทนเข้าร่วม ได้แก่ นาย Eduardo Ano นาย Jake Sullivan และนาย Akiba Takeo ที่กรุงโตเกียว เมื่อ 16 มิ.ย.66 ทั้ง 3 ฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับความร่วมมือระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมและดำเนินกิจกรรมทางทะเลร่วมกัน ครอบคลุมการฝึกร่วมทางทะเลในรูปแบบพหุภาคีบริเวณน่านน้ำอินโด-แปซิฟิก เพื่อสนับสนุนเสรีภาพการเดินเรือ และหาแนวทางวางกรอบความตกลงว่าด้วยการเยือนของกองกำลังทหารระหว่างฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น (Visiting Forces Agreement – VFA) รวมถึงการกระชับความร่วมมือในด้านการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ และญี่ปุ่นมีแผนจัดการหารือไตรภาคีอีกครั้ง ใน ก.ค.66 เพื่อหารือเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลให้มากขึ้น

นรม.กัมพูชาสั่งเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มต่อต้านเวียดนามเข้ากัมพูชา

หนังสือพิมพ์ Khmer Times รายงานเมื่อ 19 มิ.ย.66 อ้างถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา เมื่อ 16 มิ.ย.66 ที่สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงเพิ่มการตรวจตราป้องกันไม่ให้ชนกลุ่มน้อย “มองตานยาร์ต” หลบหนีจากเวียดนามเข้ากัมพูชา หากตรวจพบ กัมพูชาจะกักตัวและส่งกลับไปดำเนินคดีในเวียดนาม พร้อมเตือนองค์กรภาคประชาสังคมในกัมพูชาไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าว และจะยุบองค์กรที่ช่วยเหลือ ด้านหน่วยงานความมั่นคงกัมพูชายกระดับความเข้มแข็งใน จ.มณฑลคีรีและ จ.รัตนคีรี กัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามจ.ดั๊กลักของเวียดนาม ทั้งนี้ กลุ่มมองตานยาร์ต เป็นชนกลุ่มน้อยในเวียดนามที่ก่อเหตุโจมตีสถานีตำรวจใน จ.ดั๊กลัก เวียดนาม เมื่อ 13 มิ.ย.66

รัสเซียเตือนจะตอบโต้ผู้ที่กระทำการใดๆ บั่นทอนเสถียรภาพในทรานนิสเทรีย

สำนักข่าว TASS รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนาย Alexey Polishchuk ผู้อำนวยการสำนักประเทศเครือรัฐเอกราช กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เมื่อ 19 มิ.ย.66 ที่กล่าวเตือนว่า ผู้ที่กระทำการใดๆ บั่นทอนเสถียรภาพในทรานนิสเทรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียประจำการในการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพนั้น รัสเซียจะถือว่าเป็นการโจมตีรัสเซีย และจะตอบโต้กลับอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นภายหลังประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนแนะนำให้เจ้าหน้าที่กลาโหมรัสเซียเดินทางออกนอกพื้นที่ทรานส์นิสเทรีย ( รัสเซียประจำการกองกำลังประมาณ 1,300 นาย) เนื่องจากกำลังเผชิญกับการปิดล้อมเส้นทางขนส่งทั้งจากยูเครนและมอลโดวา

UN ระบุว่ารัสเซียขัดขวางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเขื่อนในยูเครนแตก

สำนักข่าว CNA รายงานเมื่อ 19 มิ.ย. 66 อ้างการแถลงของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติด้านการประสานงานให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในยูเครน (UN humanitarian coordinator for Ukraine) เมื่อ 18 มิ.ย.66 ว่า รัสเซียขัดขวางการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัยจากกรณีเขื่อนโนวา คาคอฟกา แตกเมื่อ 6 มิ.ย.66 ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในแค้วนเคอร์ซอน ทางตอนใต้ของยูเครนที่เป็นพื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย โดย UN ระบุว่ารัฐบาลรัสเซียยังคงปฏิเสธคำขอของ UN ในการเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ การที่เขื่อนโนวา คาคอฟกาแตกนั้น ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ โดยทั้งรัสเซียและยูเครนต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้โจมตีทำให้เขื่อนเสียหาย อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียแถลงยอดผู้เสียชีวิตจากกรณีเขื่อนดังกล่าวแตกเพิ่มขึ้นเป็น 29 คน ขณะที่ยูเครนระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในดินแดนของตนเพิ่มขึ้นเป็น 16 คน และสูญหาย 31 คน

สหรัฐฯ ยังคงจัดไทยให้อยู่ใน Tier 2 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2566

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2566 (TIP Report) เมื่อ 15 มิ.ย.66 ระบุว่า ในภาพรวมสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยมี 24 ประเทศได้รับการปรับเลื่อนระดับที่ดีขึ้น ขณะที่ 20 ประเทศถูกปรับลดระดับลง สำหรับไทยยังคงถูกจัดให้อยู่ใน Tier 2 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่าไทยยังคงไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ยังมีความไม่สม่ำเสมอ ความไร้ประสิทธิภาพ และการทุจริตคอร์รัปชันในหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าไทยจะแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ การบังคับใช้แนวทางปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism-NRM) ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของการบังคับใช้แรงงาน (forced labor) และการค้ามนุษย์โดยการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) ทั่วโลก ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการแรงงานในห่วงโซ่การผลิตและความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคระบาด COVID-19 บรรเทาลง

อาเซียนและ EAEU หารือการเจรจาทางธุรกิจระหว่างกัน

สำนักข่าว Vietnam Plus รายงานเมื่อ 15 มิ.ย.66 ว่า อาเซียนและสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union-EAEU) หารือการเจรจาทางธุรกิจในกรอบ ASEAN-EAEU Business Dialogue ครั้งที่ 5 นอกรอบการประชุม St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF) ครั้งที่ 26 ที่เมืองเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก รัสเซีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับรัสเซีย โดยที่ประชุมเน้นย้ำการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในมิติต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจหมุนเวียน ความมั่นคงทางอาหาร โลจิสติกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการท่องเที่ยว

เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ USS Michigan SSGN ของสหรัฐฯ แวะเทียบท่าที่เกาหลีใต้

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานเมื่อ 16 มิ.ย.66 ว่า ในวันเดียวกัน เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี USS Michigan SSGN ของสหรัฐฯ เทียบท่าที่ฐานทัพเรือในนครปูซาน เกาหลีใต้ โดยเป็นการเยือนเกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบ 6 ปี หลังจากสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงการประจำการยุทโธปกรณ์ทางยุทธศาสตร์ในคาบสมุทรเกาหลีผ่านปฏิญญาวอชิงตัน ที่จัดทำขึ้นในการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ เม.ย.66 ด้าน พล.ร.ท.คิม มย็อง-ซู รอง ผู้บัญชาการกองทัพเรือเกาหลีใต้ระบุว่า การที่เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์สหรัฐฯ แวะเทียบท่าที่เกาหลีใต้แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของพันธมิตรเกาหลีใต้-สหรัฐฯ ในการส่งเสริมสันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง และ กองทัพเรือทั้งสองประเทศวางแผนที่จะฝึกซ้อมปฏิบัติการพิเศษร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการร่วม โดยเฉพาะการตอบโต้ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ