สหรัฐฯ เริ่มต้นสอบสวน 16 ประเทศคู่ค้าตาม Section 301

สนง.ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 11 มี.ค.69 เริ่มต้นกระบวนการสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ตาม Section 301 ของรัฐบัญญัติ Trade Act ปี 1974 กรณีมีกำลังผลิตเกินส่วนเชิงโครงสร้างและการผลิตที่มากเกินอุปสงค์ที่แท้จริงของตลาดทั้งภายในประเทศและตลาดโลก  ซึ่งไม่เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ  โดยการสอบสวนดังกล่าวจะมุ่งเน้นกลุ่มประเทศคู่ค้าที่ได้เปรียบดุลการค้าในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 16 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ 1) จีน 2) สหภาพยุโรป (EU) 3) สิงคโปร์ 4) สวิตเซอร์แลนด์ 5) นอร์เวย์ 6) อินโดนีเซีย 7) มาเลเซีย 8) กัมพูชา 9) ไทย 10) เกาหลีใต้ 11) เวียดนาม 12) ไต้หวัน 13) บังกลาเทศ 14) เม็กซิโก 15) ญี่ปุ่น และ 16) อินเดีย…

กัมพูชาเปิดตัวโครงการต่อต้านข่าวปลอมภายใต้การสนับสนุนของกลไก LMC

นายเนต เภียตรา รมว.ข่าวสารกัมพูชา ร่วมกับ อปท.จีนประจำกัมพูชา เปิดตัวโครงการ “Zero Fake News” เมื่อ 12 มี.ค.69 โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพิเศษภายใต้กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) เป้าหมายต่อต้านข่าวปลอมในกัมพูชาและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดย รมว.ข้อมูลข่าวสารกัมพูชา กล่าวว่า การกำจัดข่าวปลอมมีความสำคัญต่อการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงและระเบียบทางสังคม จึงเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้แกประชาชนกัมพูชาและอนุภูมิภาคฯ ถึงผลกระทบของข่าวปลอม และกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านข่าวปลอม

กองทัพปลดปล่อยแห่งชนชาติกะเหรี่ยง ยึดฐานที่มั่นทางทหารในภาคตะนาวศรีของเมียนมา

สนข. DVB รายงานเมื่อ 13 มี.ค.69 ว่า กองทัพปลดปล่อยแห่งชนชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ร่วมกับกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) ยึดฐานที่มั่นวินวาในพื้นที่เมืองตะเยจอง (Thayetchaung) ภาคตะนาวศรี เมียนมา เมื่อ 12 มี.ค.69 หลังการสู้รบต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน ซึ่งฐานดังกล่าวเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกองทัพเมียนมาตามแนวเส้นทางเชื่อมระหว่างเมืองตะเยจองกับเมืองผาลอ ระยะทางประมาณ 128 กม. ทั้งนี้ เมืองตะเยจองตั้งอยู่ห่างจากเมืองทวาย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของภาคตะนาวศรี ไปทางทิศใต้ประมาณ 29 กม. ส่งผลให้แนวรบขยายตัวเข้าใกล้ศูนย์กลางการปกครองของภูมิภาคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กองทัพเมียนมาได้ส่งกำลังเสริมเข้าพื้นที่ ส่งผลให้สถานการณ์การสู้รบยังคงดำเนินต่อเนื่อง

อินเดียประณามการโจมตีเรือมยุรี นารี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

กต.อินเดีย เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 11 มี.ค.69 ประณามการโจมตีเรือมยุรี นารี เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย ที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้กับน่านน้ำของโอมาน ในวันเดียวกัน โดยย้ำว่าการกระทำที่มุ่งเป้าโจมตีเรือพาณิชย์และก่อให้เกิดอันตรายแก่ลูกเรือ หรือการกระทำที่ขัดขวางต่อเสรีภาพการเดินเรือ เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ อีกทั้ง ยังแสดงความเสียใจที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ทางทะเลกลายเป็นเป้าหมายการโจมตีทางทหาร ที่ทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและสูญหาย รวมถึงพลเมืองอินเดีย ทั้งนี้ เรือมยุรี นารี อยู่ระหว่างการเดินทางไปยังปลายทางที่ท่าเรือ Kandla รัฐคุชราต อินเดีย ซึ่งภายหลังเกิดเหตุได้รับการช่วยเหลือจาก ทร.โอมาน

ญี่ปุ่นเตรียมปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง

ถ้อยแถลงของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ 11 มี.ค.69 ระบุว่า ญี่ปุ่นมีแผนปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์โดยเร็วที่สุด ใน 16 มี.ค.69 ภายหลังจากที่เรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การนำเข้าน้ำมันของญี่ปุ่นจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในห้วงปลาย มี.ค.69 ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีแผนปล่อยน้ำมันสำรองจากคลังของภาคเอกชนในปริมาณเทียบเท่ากับการบริโภคภายในประเทศ 15 วัน และจากคลังสำรองของภาครัฐในปริมาณเทียบเท่าการบริโภค 1 เดือน นอกจากนี้ นรม.ญี่ปุ่น ได้สั่งการให้นายอากาซาวะ เรียวเซ รมว.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ของญี่ปุ่น ดำเนินมาตรการฉุกเฉินโดยเร็ว เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกเฉลี่ยให้อยู่ในระดับไม่เกิน 170 เยนต่อลิตร

เรือบรรทุกน้ำมันของอินเดียได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เรือบรรทุกน้ำมันของอินเดียได้รับอนุญาตจากอิหร่านให้สามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายสุพรหมณยัม ชัยศังกระ รมว.กต.อินเดีย และนายอับบาส อะราคชี รมว.กต.อิหร่าน เมื่อ 10 มี.ค.69 โดยการหารือครั้งนี้เป็นไปเพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันและแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) ของอินเดีย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ตอ.กลาง ขณะที่ อิหร่านระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล และสหภาพยุโรป จะเผชิญข้อจำกัดในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ อินเดียพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากกลุ่มประเทศรัฐรอบอ่าวจำนวนมาก และเส้นทางเดินเรือดังกล่าวมีความสำคัญต่อความมั่นด้านพลังงานของอินเดีย

สหราชอาณาจักรห้ามเดินขบวนสนับสนุนอิหร่าน

จนท.ตร.สหราชอาณาจักรประกาศห้ามการเดินขบวนอัลกุดส์มาร์ช (Al Quds march) ที่กรุงลอนดอน ซึ่งจัดโดยองค์กร Islamic Human Rights Commission เป็นประจำทุกปีและมีกำหนดจัดขึ้นใน 15 มี.ค.69 เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดความตึงเครียดรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายตรงข้าม รวมถึงความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตำรวจระบุว่าการใช้อำนาจสั่งห้ามการชุมนุมเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี

มาเลเซียเตือนผู้ใช้รถยนต์ไทยที่ไม่มีใบอนุญาต ICP ห้ามนำรถยนต์เข้าประเทศ

สนข.Malay mail รายงานเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า ดาตุ๊ก เอดี ฟัดลี รามลี อธิบดีกรมการขนส่งทางบกมาเลเซีย (Road Transport Department-JPJ) เตือนผู้ใช้รถยนต์ของไทย ที่จะเดินทางเข้ามาเลเซียโดยไม่มีใบอนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลจากต่างประเทศเข้าประเทศมาเลเซีย (International Circulation Permit-ICP) หาก จนท.ตรวจพบห่างจากจุดผ่านแดนเกิน 2 กม. จะยึดรถดังกล่าวทันที พร้อมเตือนให้ผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยต้องขอรับ ICP ที่ศูนย์ให้บริการของ JPJ ตามแนวชายแดนก่อนนำรถเข้าประเทศ โดย  สามารถใช้ได้ 90 วัน และฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น  ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก JPJ คาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์จากไทยเดินทางเข้ามาเลเซียจำนวนมากในห้วงวันฮารีรายอ อีดิลฟิตรี (วันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศีลอดตลอดห้วงเดือนรอมฎอน) ระหว่าง 13-27 มี.ค.69

ผู้นำรัสเซียและอิหร่านหารือประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สนข.Tass รายงานเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีมัสอูด ปิซิชกียอน ของอิหร่าน ประเด็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล-สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีรัสเซียย้ำจุดยืนสนับสนุนอิหร่าน  และให้แก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีทางการทูต ส่วนประธานาธิบดีปิซิชก็ยอน ขอบคุณประธานาธิบดีปูตินที่ช่วยเหลือ และสนับสนุนอิหร่าน  โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองได้มีการหารือกันเป็นระยะ ก่อนหน้า เมื่อ 6 มี.ค.69

ประธานาธิบดีทรัมป์ข่มขู่อิหร่านไม่ให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อ 10 มี.ค.69 ว่า สหรัฐฯ จะทวีความรุนแรงในการโจมตีอิหร่านมากขึ้น หากยังปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันช่องแคบฮอร์มุซ กับทั้งเน้นย้ำว่าเป็นการช่วยเหลือจีน และประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าว  ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีดความสามารถการปล่อยขีปนาวุธ การสร้างอาวุธนิวเคลียร์และกองทัพเรือ