นรม.เกาหลีเหนือจะเยือนจีน เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 65 ปีสนธิสัญญาระหว่างกัน

สนข.KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานเมื่อ 9 ก.ค.69 ว่า นายพัก แท-ซ็อง นรม.เกาหลีเหนือ ในฐานะหัวคณะผู้แทนจะเยือนจีน ระหว่าง 10-12 ก.ค.69 ตามคำเชิญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 65 ปีการลงนามสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ ความร่วมมือ และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเกาหลีเหนือกับจีน  สนธิสัญญาดังกล่าวลงนามเมื่อ 11 ก.ค.04 โดยนายคิม อิล-ซ็อง ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และนายโจว เอินไหล นรม.จีน ในขณะนั้น ปัจจุบัน เกาหลีเหนือและจีนพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือในหลายด้าน หลังเกาหลีเหนือกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียตั้งแต่ปี 2567 โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการทหารในบริบทความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

มาเลเซียเตรียมประจำการโดรนในทุกรัฐเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย

  ดาตุ๊ก ซากาเรีย ซาอาบัน ผบช.สตม.มาเลเซีย แถลงเมื่อ 10 ก.ค.69 ว่า สตม.เตรียมจัดตั้งหน่วยอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในทุกรัฐเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวน โดยจะเพิ่มจำนวนโดรนและผู้ควบคุมให้สอดคล้องกับความต้องการ ตลอดจนจะบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถขั้นสูง อาทิ การสร้างแผนที่พื้นที่เป้าหมาย ทั้งนี้ สตม.มาเลเซียเริ่มใช้โดรนเสริมภารกิจตั้งแต่ปี 2564 เน้นใช้ในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองในพื้นที่เข้าถึงยาก เฝ้าระวังทางอากาศระหว่างที่ จนท.ปฏิบัติการค้นหาผู้ต้องสงสัยที่พยายามหลบหนีหรือซ่อนตัว และติดตามเป้าหมายระหว่างการบุกตรวจค้น

อิสราเอลเตือนสหรัฐฯ ว่าอิหร่านวางแผนลอบสังหารประธานาธิบดีทรัมป์

นสพ. Wall Street Journal รายงานเมื่อ 9 ก.ค.69 อ้างแหล่งข่าวว่า อิสราเอลส่งรายงานข่าวกรองให้สหรัฐฯ เพื่อแจ้งเตือนว่า อิหร่านวางแผนปฏิบัติการลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้ง โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของแผนดังกล่าว รวมทั้งไม่ได้ระบุว่าอิสราเอลส่งรายงานแจ้งเตือนสหรัฐฯ เมื่อใด หรือผ่านช่องทางใด   สื่อดังกล่าวรายงานเพิ่มเติมว่า อิหร่านแสดงจุดยืนต่อสาธารณะมาโดยตลอดว่าจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อแก้แค้นกรณีสหรัฐฯ ปฏิบัติการลอบสังหาร พล.ท.กอซิม สุลัยมานี อดีต ผบ. Quds Force สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน เมื่อปี 2563 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก

ลาวต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.1 ล้านคน ห้วง ม.ค.-พ.ค.69

ในห้วง ม.ค.-พ.ค.69 ลาวต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 47 ของเป้าหมายในปี 2569 ซึ่งมีจำนวน 4.46 ล้านคน และสร้างรายได้ให้ประเทศ 960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2567 ร้อยละ 8 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยมีชาวลาวท่องเที่ยวในประเทศ 1.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 30 ของเป้าหมายปี 2569 ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการแหล่งท่องเที่ยว การสำรวจที่ดินและกำหนดเขตแดนในแหล่งท่องเที่ยว ดำเนินการแล้วเสร็จ 3 แห่ง มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีละ 2 แห่ง ทั้งนี้ แม้ภาพรวมการท่องเที่ยวลาวจะมีทิศทางเชิงบวก แต่บางพื้นที่ อาทิ แขวงหลวงพระบาง กลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ผลจากราคาพลังงานเชื้อเพลิงและค่าบัตรโดยสารที่เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลลาวยังคงเร่งดำเนินการปรับปรุงมาตรฐาน และการคุ้มครองนักท่องเที่ยว ทั้งยังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจาก สอท.จีน เพื่อแก้ไขปัญหา “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”

จีนประกาศแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระยะ 5 ปี ฉบับใหม่

สำนักงานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัฐจีน อนุมัติแผนส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระยะ 5 ปี ฉบับใหม่ เมื่อ 8 ก.ค.69 ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวในจีนให้ได้ 190 ล้านคน ขยายการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ และกระตุ้นการใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวภายในจีนให้ได้ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ ปี ภายในปี 2573   อาทิ การขยายโครงการเดินทางเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า (Visa free) และเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างประเทศทั้งทางอากาศและทางราง เพิ่มการอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงิน การเดินทาง การสื่อสาร และที่พัก รวมถึงปรับปรุงขั้นตอนการขอคืนภาษี ยกระดับทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร  นำระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการแปลภาษาเพื่อลดข้อจำกัดในการให้บริการนักท่องเที่ยวมากขึ้นในอนาคต

สหรัฐฯ ยุติข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการหารือกับนายมาร์ค รุตเตอ เลขาธิการ NATO ก่อนการประชุมกับกลุ่มผู้นำประเทศสมาชิก NATO ณ กรุงอังการา ตุรกี เมื่อ 8 ก.ค.69 ว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านภายใต้บันทึกความเข้าใจแห่งอิสลามาบัด (Islamabad Memorandum of Understanding) ได้สิ้นสุดลง หลังจากอิหร่านโจมตีของเรือพาณิชย์ จนทำให้สหรัฐฯ ต้องตอบโต้ และไม่เห็นความเป็นได้ที่จะบรรลุข้อตกลงจากการเจรจากับอิหร่านอีก แต่ผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ ยังสามารถเจรจากับอิหร่านต่อไปได้

กรีนแลนด์ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ

สนข.Euronews รายงานเมื่อ 8 ก.ค.69 ว่า การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่กรุงอังการา ตุรกี มีบรรยากาศตึงเครียด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ควรเข้าควบคุมกรีนแลนด์ พร้อมวิจารณ์เดนมาร์กว่าใช้งบประมาณด้านกลาโหมเพื่อปกป้องดินแดนดังกล่าวไม่เพียงพอ ขณะที่ นาง Mette Frederiksen นรม.เดนมาร์ก ยืนยันว่ากรีนแลนด์เป็นอธิปไตยของเดนมาร์กและไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาซื้อขาย ด้านเลขาธิการ NATO หลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่ากำลังมีการหารือผ่านช่องทางที่เหมาะสม ทั้งนี้ ความขัดแย้งดังกล่าว ประกอบกับสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีแนวโน้มส่งผลให้ประเด็นด้านความมั่นคงของ NATO รวมถึงยูเครนและการป้องกันยุโรป ถูกลดความสำคัญลงในการประชุม

มาเลเซียมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอจนถึง ธ.ค.69

  งกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย ยื่นเอกสารชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาเลเซียเมื่อ 7 ก.ค.69 ตอบกระทู้ถามประเด็นสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ ห้วง ก.ค.-ธ.ค.69 ว่า ปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกที่แบ่งเป็นระยะ ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซเริ่มได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งใน ตอ.กลาง เมื่อ 28 ก.พ.69 แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ห้วง 1-5 มิ.ย.69 จะลดลงมาอยู่ที่ 99.29 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียได้ดำเนินมาตรการในหลายด้านเพื่อรับประกันความมั่นคงในการจัดหาน้ำมัน เช่น การกระจายแหล่งนำเข้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเชื้อเพลิงภายในประเทศ โดยเฉพาะไบโอดีเซล การทำสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงระยะยาว และการเฝ้าระวังขบวนการลักลอบค้าน้ำมัน

ญี่ปุ่นจะส่งมอบเรือรบที่ปลดระวางประจำการให้ฟิลิปปินส์

สนข. Japan Times รายงานเมื่อ 8 ก.ค.69 ว่า ญี่ปุ่นมีแผนส่งมอบเรือพิฆาตคุ้มกัน  ชุดเรืออาบูคูมะ   ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น (Japan Maritime Self-Defense Force-JMSDF) ที่จะปลดระวางประจำการ จำนวน 5 ลำ ให้ฟิลิปปินส์ ภายในระยะเวลา 2-3 ปี โดยเรือลำแรกในชุดเรือดังกล่าวมีกำหนดปลดระวางประจำการในปี 2570 และญี่ปุ่นจะส่งมอบให้ฟิลิปปินส์ผ่านกรอบความช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงอย่างเป็นทางการ

อิหร่านประกาศจะตอบโต้การรุกรานของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

อิหร่าน ออกแถลงการณ์ เมื่อ 8 ก.ค.69 ว่า จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างรุนแรงต่อการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน และจะไม่ยินยอมให้สหรัฐฯ แทรกแซงการบริหารช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันที่ปลอดภัยต้องเป็นไปตามที่อิหร่านกำหนด  การรุกรานของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงการไม่เคารพพันธกรณีภายใต้บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันเมื่อ มิ.ย.69 อีกทั้งการกระทำดังกล่าวยังเกิดขึ้นในห้วงที่อิรักมีกำหนดจัดพิธีแสดงความอาลัยต่ออายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน   การแสดงท่าทีดังกล่าวของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศครั้งใหม่ต่อบริเวณท่าเรือตามแนวชายฝั่งทางใต้ของอิหร่าน ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการตอบโต้อิหร่านที่โจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำ นอกจากนี้ ในสหรัฐฯ ยังประกาศยุติมาตรการผ่อนปรนให้นานาประเทศสามารถซื้อน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากอิหร่าน ภายใน 17 ก.ค.69