นรม.อิสราเอลเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั่วโลกเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารเพื่อต่อต้านอิหร่าน

นรม.เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แถลงเมื่อ 22 มี.ค.69 ระหว่างการเยือนเมือง Arad ทางตอนใต้ของอิสราเอล ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน โดยเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับอิสราเอลและสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านอิหร่าน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามของอิหร่านที่มีต่อโลก  นรม.เนทันยาฮูย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน  แต่เห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องดำเนินการให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน นรม.เนทันยาฮู ชี้แจงว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีพลเรือน แต่กำหนดเป้าหมายไปที่ กกล.พิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ผู้นำระดับสูง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของระบอบอิหร่าน

อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยสมบูรณ์ หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน

กกล.พิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองทัพอิหร่าน แถลงเมื่อ 22 มี.ค.69 ตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่าน หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง โดยยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เรือที่ไม่เป็นภัยคุกคามสัญจรผ่านไปได้ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน แต่หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านจริง อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์  พร้อมทั้งจะขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยีของอิสราเอล รวมถึงผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค  ขณะเดียวกัน  สมาชิกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางจากเรือบางลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในอัตราประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยวแล้ว

เกิดเหตุโจมตีทัพสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร ด้วยขีปนาวุธ บนเกาะ Diego Garcia ในมหาสมุทรอินเดีย

  นสพ. Wall Street Journal รายงานเมื่อ 21 มี.ค.69 โดยอ้างแหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง จำนวน 2 ลูก พุ่งเป้าโจมตีฐานทัพร่วมสหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร บนเกาะ Diego Garcia กลางมหาสมุทรอินเดีย แต่ไม่มีขีปนาวุธลูกใดเข้าเป้า เนื่องจากขีปนาวุธลูกหนึ่งเกิดขัดข้องระหว่างบิน ส่วนอีกลูกถูกเรือรบสหรัฐฯ ยิงสกัด อย่างไรก็ดี ฐานทัพบนเกาะ Diego Garcia ตั้งอยู่ห่างจากอิหร่านราว 4,000 กิโลเมตร จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า อิหร่านยังมีขีปนาวุธที่มีศักยภาพยิงได้ไกลกว่าที่คาดการณ์ไว้

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชม.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน truth social ขู่ให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชม. (24 มี.ค.69) หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตาม สหรัฐฯ พร้อมจะโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านหลายแห่ง เป้าหมายแรกคือ โรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุด พร้อมทั้งระบุว่า อิหร่านต้องการเจรจาเพื่อยุติสงคราม แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ ขณะที่ผู้แทนอิหร่านประจำองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization-IMO) ระบุเมื่อ 22 มี.ค.69 ว่า อิหร่านพร้อมที่จะประสานงานกับ IMO เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางทะเลและคุ้มครองลูกเรือในอ่าวเปอร์เซีย ตลอดจนย้ำว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เรือทุกลำสามารถแล่นผ่านได้ ยกเว้นเรือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับศัตรูของอิหร่าน

อิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเป้าหมายบุคคลรวมถึงสถานที่พักผ่อนของฝ่ายตรงข้ามทั่วโล

โฆษกกองทัพอิหร่าน ระบุเมื่อ 20 มี.ค.69 ว่า การลอบสังหารเจ้าหน้าที่และผู้บัญชาการระดับสูงของอิหร่านเป็นภาพสะท้อนของความไร้ทางออกและสิ้นหวังของศัตรู ขณะเดียวกันก็ระบุว่าอิหร่านกำลังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรงข้ามทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงไปจนถึงนักบินและพลทหาร เพื่อดำเนินมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ สถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกจะไม่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มที่เป็นศัตรูของอิหร่าน

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำเมียนมา พบหารือกับ ผบ.ทสส.ไทย ห้วงเยือนกรุุงเนปยีดอ

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ รักษาการประธานาธิบดี และ ผบ.ทสส.เมียนมา ให้การต้อนรับ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส.ไทย ที่นำคณะผู้แทนระดับสูงเยือนกรุุงเนปยีดอ เมื่อ 18 มี.ค.69 พร้อมหารือในประเด็นความร่วมมือระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การรักษาเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาค ตลอดจนความมั่นคงและความสงบในพื้นที่ชายแดน การต่อต้านการค้าผิดกฎหมายผ่านพื้นที่ชายแดน แผนการจัดประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย–เมียนมา ความร่วมมือด้านการฝึกอบรมระหว่างกองทัพ การปราบปรามยาเสพติด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหามลพิษและหมอกควันข้ามพรมแดน และความร่วมมือในการป้องกันการฉ้อโกงทางเทคโนโลยี

สหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินไปประจำการในพื้นที่ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น

สนข.Newsmax รายงานเมื่อ 19 มี.ค.69 ว่า กลุ่มเรือลำเลียงพลและยกพลขึ้นบก บ็อกเซอร์ (Boxer Amphibious Ready Group) ของสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย (1) USS Boxer (LHD-4) (2) USS Portland (LPD-27) และ (3) USS Comstock (LSD-45) พร้อมกับหน่วยกำลังรบผสมนอกประเทศของนาวิกโยธิน ที่ 11 (11st Marine Expeditionary Unit) จำนวนประมาณ 2,200 – 2,500 นาย กำลังเคลื่อนพลออกจากเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อไปประจำการในพื้นที่ตะวันออกกลาง

ญี่ปุ่น-สหรัฐฯ กระชับความร่วมมือส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น พบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 19 มี.ค.69  ที่วอชิงตัน ดี.ซี. นรม.ญี่ปุ่น แสดงความพร้อมในการสนับสนุนความพยายามของสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประชาคมโลก ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะประสานงานและสื่อสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับรองความปลอดภัยของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายยังเปิดตัวโครงการลงทุนของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ชุดที่สอง จำนวน 3 โครงการ รวมมูลค่า 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท) โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ การก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ในรัฐเทนเนสซี และแอละแบมา นอกจากนี้ ประกาศข้อตกลงเพิ่มเติมอีก 3 ฉบับ เกี่ยวกับแร่หายาก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

มาเลเซียเฝ้าระวังผลกระทบจากความขัดแย้งใน ตอ.กลาง

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 20 มี.ค.69 ว่า มาเลเซียเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังผลกระทบด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์สู้รบในภูมิภาค ตอ.กลางทวีความตึงเครียด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาเลเซียมากขึ้น จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. กองทัพ เตรียมความพร้อมรับมือระดับสูงสุด และจัดการประชุมระดับสูงบ่อยครั้งเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมา นรม.อันวาร์ ได้ติดต่อกับผู้นำหลายประเทศ เช่น อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ตุรกี และอินเดีย เพื่อหารือถึงพัฒนาการในภูมิภาค ตอ.กลาง ซึ่งผู้นำหลายประเทศ เช่น อินเดีย แสดงความประสงค์ให้มาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย

การค้าทวิภาคีกัมพูชา-ไทยลดลงร้อยละ 43.5

นาย Kun Nhim อธิบดีกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา (GDCE) ระบุว่า การค้าทวิภาคีระหว่างกัมพูชากับไทยเมื่อ ม.ค.69 มีมูลค่า 209 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 43.5 จากเมื่อ ม.ค.68 โดยกัมพูชาส่งออก 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 20) และนำเข้า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 49.3) โดยกัมพูชายังคงนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและการลงทุน อาทิ เครื่องจักร สินค้าและปัจจัยการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมและการเกษตร ทั้งนี้ GDCE ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการค้าระหว่างกัมพูชากับไทย ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ