เรือประมงจีนใช้แรงงานลูกเรือชาวเกาหลีเหนือซึ่งละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของ UN

สนข.AP รายงานเมื่อ 25 ก.พ.68 อ้างรายงานของมูลนิธิเพื่อความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation-EJF) ของสหราชอาณาจักรว่า ในห้วงปี 2562-2567 เรือประมงจีน 12 ลำ ใช้ลูกเรือชาวเกาหลีเหนือทำประมงบริเวณ ตต.ต.ของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งละเมิดข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ปี 2560 ที่ให้ประเทศสมาชิกส่งกลับแรงงานเกาหลีเหนือทั้งหมดภายในสิ้นปี 2562 โดย EJF ได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่ทำงานร่วมกับลูกเรือเกาหลีเหนือ ซึ่งลูกเรือชาวเกาหลีเหนือถูกส่งต่อจากเรือประมงลำหนึ่งไปสู่อีกลำหนึ่งเพื่อป้องกันการหลบหนี และหลายรายถูกบังคับให้ทำงานบนเรือต่อเนื่องนับ 10 ปี ทั้งไม่ให้ใช้โทรศัพท์มือถือหรือขึ้นฝั่งเมื่อเรือแวะเทียบท่า แต่ไม่สามารถประเมินจำนวนลูกเรือชาวเกาหลีเหนือได้ ด้านโษฆก กต.จีน ระบุว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าวแต่จีนปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในการทำประมงนอกชายฝั่ง

ผู้นำสหรัฐฯ หารือผู้นำฝรั่งเศสเพื่อผลักดันสันติภาพในยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 24 ก.พ.68 ระบุว่าได้พบหารือกับประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ วอชิงตัน ดี.ซี. ประเด็นสำคัญคือการสร้างสันติภาพในยูเครน และความมั่นคงของยุโรป โดยประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องการยุติสงครามและความรุนแรงในยูเครนด้วยการทำข้อตกลง และเชื่อมั่นว่าฝ่ายรัสเซียพร้อมจะทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวจะต้องครอบคลุมการที่ยูเครนจะอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้าไปสำรวจแร่ธรรมชาติที่มีความสำคัญของยูเครนได้ ซึ่งประเด็นนี้ผู้นำสหรัฐฯ คาดหวังว่ายูเครนจะร่วมมือกับสหรัฐฯ และลงนามในข้อตกลงได้ภายในสัปดาห์หน้า

เมียนมาเจรจากับบริษัทจีนสร้างท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิวในรัฐยะไข่

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 23 ก.พ.68 ว่า รมว.กระทรวงการลงทุนและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียนมา เป็นประธานการประชุมประสานงาน ครั้งที่ 2 เพื่อเจรจากับบริษัท CITIC ของจีน เกี่ยวกับเงื่อนไขเบื้องต้นที่รัฐบาลและ CITIC ต้องปฏิบัติตามเพื่อผลักดันการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิวในรัฐยะไข่ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องเป็นไปข้อตกลงสัมปทานที่ได้จัดทำร่วมกัน เมื่อปี 2563   รวมถึงภาคผนวกของข้อตกลงสัมปทานที่ลงนามเพิ่มเติมเมื่อปี 2566 ซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการออกไปอีก 18 เดือน หรือจนถึง มิ.ย.68 โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันเร่งทำงานให้แล้วเสร็จก่อนถึงวันสิ้นสุดสัญญา

รัสเซียพอใจร่างข้อมติของสหรัฐฯ ต่อ UNSC ไม่ได้ระบุถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

สนข.Tass รายงานเมื่อ 24 ก.พ. 68 ว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งจีนเป็นประธานแบบหมุนเวียนห้วง ก.พ.68 จะพิจารณาร่างข้อมติของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนใน 24 ก.พ.68  ซึ่งรัสเซียค่อนข้างพอใจร่างข้อมติดังกล่าวของสหรัฐฯ ซึ่งมีขึ้นตรงกับห้วงวันครบรอบ 3 ปีการรุกรานยูเครนของรัสเซีย (เมื่อ 24 ก.พ.65) เพราะไม่ได้มีเนื้อหาประณามหรือระบุถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซีย แต่เน้นถึงการตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากสงคราม เรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด ตลอดจนสนับสนุนสันติภาพระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ดี ในวันเดียวกัน ยูเครนจะเสนอร่างข้อมติต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเช่นกัน โดยมีเนื้อหาตำหนิรัสเซียอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้รัสเซียถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากยูเครนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข มีรายงานด้วยว่า ร่างข้อมติดังกล่าวของยูเครนได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป แต่สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยและพยายามกดดันให้ยูเครนถอดถอนข้อมตินี้ตั้งแต่ 23 ก.พ.68

MSS เตือนประชาชนระวังข้อมูลรั่วไหลจากการนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในเชิงพานิชย์

นสพ.South China Morning Post  รายงานเมื่อ 23 ก.พ.68 อ้างกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน (Ministry of State Security-MSS)  เตือนประชาชนให้ระวังข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมโดรนที่ถูกนำมาใช้ในเชิงพานิชย์  เนื่องจาก อุปกรณ์ดังกล่าวมีขนาดเล็ก ราคาถูก และถูกตรวจจับได้ยาก ทั้งติดตั้งกล้องคุณภาพสูงได้ จึงอาจถูกนำไปใช้กระทำการจารกรรมได้ในพื้นที่ซึ่งเป็นเขตหวงห้าม MSS ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางที่ชัดเจน เพื่อสร้างหลักประกันความปลอดภัยจากการขยายตัวของการนำโดรนมาใช้เชิงพาณิชย์ พร้อมขอให้ภาคเอกชนและประชาชนตระหนักถึงการรักษาความปลอดภัยและความเสี่ยงจากการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว รวมถึงการปกป้องข้อมูลส่วนตัว รวมถึงเฝ้าระวังกิจกรรมที่น่าสงสัยจากการใช้โดรน และรายงานต่อ จนท.รัฐ  

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหารือกับผู้นำฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร

สนข.euronews รายงานเมื่อ 22 ก.พ.68 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพบหารือกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นรม.สหราชอาณาจักร ที่จะเยือนสหรัฐฯ ใน 24 และ 27 ก.พ.68 ตามลำดับ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบหารือกับนาย Andrzej Duda ประธานาธิบดีโปแลนด์ซึ่งเยือนสหรัฐฯ เมื่อ 22 ก.พ.68 ทั้งนี้ การพบหารือดังกล่าว มีขึ้นในห้วงที่สหรัฐฯ กำลังฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียและพยายามผลักดันการเจรจายุติความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน โดยจัดการหารือ จนท.ระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ – รัสเซียที่ซาอุดีอาระเบีย โดยไม่มีผู้แทนจากประเทศในยุโรปและยูเครนเข้าร่วมเมื่อ 19 ก.พ.68

มาเลเซียย้ำจุดยืนแก้ไขปัญหาขัดแย้งในเมียนมา

ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ  โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 23 ก.พ.68 ว่า มาเลเซียมีจุดยืนแก้ไขปัญหาขัดแย้งในเมียนมา ปัญหาการค้ามนุษย์ การสร้างสันติภาพ และการรับประกันความปลอดภัยแก่ชาวเมียนมา ตลอดจนการจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แม้อาเซียนจะยึดถือในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน แต่วิกฤติเมียนมาได้เป็นปัญหาข้ามแดนที่กระทบต่อสมาชิก รวมถึงมาเลเซีย เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาค้ามนุษย์ หลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมออนไลน์ และยาเสพติด  รมว.กต.มาเลเซีย คาดหวังว่าเมียนมาจะกลับคืนสู่ความมีเสถียรภาพ เพื่อนำไปสู่การหารือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ชาวเมียนมามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศ

จีนพัฒนาระบบเรดาร์รอบทิศทางสำหรับติดตั้งบนเรือผิวน้ำสำเร็จ

นสพ.Global Times เมื่อ 23 ก.พ.68 อ้างรายงานจาก The Science and Technology Daily ว่า นักวิทยาศาสตร์จีนจากมหาวิทยาลัยวิศวกรรรมฮาร์บิน ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบเรดาร์รอบทิศทาง โดยใช้วัสดุภายในประเทศ ระบบดังกล่าวสามารถตรวจจับเรือผิวน้ำ เรือไร้คนขับ และทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนแก่เรือต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันในที่แคบ และพื้นที่ที่มีทัศนวิสัยแย่ในการสัญจรทางน้ำ  อุปกรณ์นี้ซึ่งได้ทดลองติดตั้งบนเรือวิจัย Dolphin-1 ของจีน มีรัศมีทำการกว้างขึ้น สามารถลดจุดบอดในระบบเรดาร์เดิมของจีน โดยสามารถปฏิบัติการได้ในทุกสภาพอากาศ ใช้พลังงานน้อยลง และมีประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล เพื่อการประมวลผลสูงขึ้น

IMF ประเมินเศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 2.9 ในปี 2568

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF) รายงานเมื่อ 20 ก.พ.68 ประเมินเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่ร้อยละ 2.9 ในปี 2568 แต่ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยภาคเอกชนและการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหลักในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการอุดหนุนราคาพลังงาน และการควบคุมราคาสินค้า อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก คือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น  ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศ คือ หนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งนี้ IMF เสนอ ให้ไทยพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับผลิตภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

WHO เรียกร้องประเทศสมาชิกรับมือกับโรคระบาดในอนาคต หลังสหรัฐฯ ถอนตัว

นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (World Health Organization–WHO) แถลงเมื่อ 17 ก.พ.68 ในการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Negotiating Body–INB) ครั้งที่ 13 เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการรับมือกับโรคระบาดในอนาคต หลังสหรัฐฯ ถอนตัวจาก INB ทั้งนี้ ผอ.WHO ย้ำถึงความสำคัญในการดำเนินตามข้อตกลงอย่างเร่งด่วน เนื่องจากโลกยังคงเผชิญกับภัยคุกคามจากโรคอุบัติใหม่ การร่วมมือในระดับนานาชาติจึงเป็นแนวทางรับมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ดี แม้ข้อตกลงฉบับนี้จะได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิก แต่ยังคงมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติโดยเฉพาะการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโรคที่มีศักยภาพในการแพร่ระบาด