นรม.อินเดียเยือนยุโรป 4 ประเทศ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

  นายนเรนทรา โมดิ นรม.อินเดียจะเยือนเนเธอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่าง 15 – 20 พ.ค.69 โดยจะมุ่งเน้นความร่วมมือด้านการค้าและความมั่นคง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และ ตอ.กลาง รวมถึงการรับมือกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและการค้า ทั้งนี้ จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอินเดีย – นอร์ดิก ครั้งที่ 3 ที่นอร์เวย์  การเยือนเนเธอร์แลนด์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ อาทิ การค้า น้ำ สุขภาพ พลังงานสะอาด ความมั่นคง และอาจมีความคืบหน้าเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์   การเยือนสวีเดนเป็นโอกาสในการทบทวนความร่วมมือในด้านสำคัญ เช่น การค้า นวัตกรรม และเทคโนโลยี การเยือนอิตาลีจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการค้า ความมั่นคง ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน  การเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นโอกาสทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างกัน เฉพาะอย่างยิ่ง การเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและหารือเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ที่อินเดียจะเป็นเจ้าภาพในห้วง ก.ย.69

การประชุมสุดยอดประชาคมการเมืองยุโรปเน้นย้ำเอกภาพ และการรับมือความท้าทาย

การประชุมสุดยอดประชาคมการเมืองยุโรป (European Political Community-EPC) ครั้งที่ 8 เมื่อ 4 พ.ค.69 ที่กรุงเยเรวาน อาร์มีเนีย ซึ่งมีนาย António Costa ประธานคณะมนตรียุโรป และนาย Nikol Pashinyan นรม.อาร์มีเนีย เป็นประธานร่วม มีผู้นำยุโรปกว่า 40 ประเทศเข้าร่วม อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร อิตาลี โปแลนด์ สเปน ยูเครน และสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงแคนาดา ในฐานะผู้แทนจากนอกภูมิภาคยุโรป โดยที่ประชุมเน้นย้ำการเสริมเอกภาพและเสถียรภาพของยุโรป ท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ เฉพาะอย่างยิ่งสงครามยูเครนและความขัดแย้งตะวันออกกลาง พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงแบบรอบด้าน การเสริมความยืดหยุ่นของระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนความมั่นคงพลังงานและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศ

ผบ.ทสส.เมียนมา หารือกับ ผบ.ทร.อินเดีย เกี่ยวกับการกระชับความร่วมด้านการทหาร

พล.อ.เยวินอู ผบ.ทสส.เมียนมา ให้การต้อนรับ พล.ร.อ.Dinesh Kumar Tripathi ผบ.ทร.อินเดีย เมื่อ 4 พ.ค.69 และได้หารือร่วมกันในหลายประเด็น ได้แก่ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และกระชับความร่วมมือด้านการทหาร การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้นำทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายทหาร การฝึกร่วมทางเรือเพื่อยกระดับขีดความสามารถการปฏิบัติการของกำลังพล ความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนเพื่อปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย การแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและกีฬาระหว่างกองทัพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการฝึกอบรม การส่งเสริมการค้าทางทะเล ตลอดจนมุมมองต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของเมียนมา

ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย ส่งเสริมความร่วมมือด้านแร่สำคัญและความมั่นคงทางพลังงาน

นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น พบหารือกับนายแอนโทนี อัลบาเนซี นรม.ออสเตรเลีย เมื่อ 4 พ.ค.69  ที่กรุงแคนเบอร์รา ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ลงนามถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และออกแถลงการณ์ร่วม  2 ฉบับ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านแร่ที่มีความสำคัญ และความมั่นคงด้านพลังงาน  ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องเสริมสร้างความร่วมมือด้านการทหารให้แน่นแฟ้นขึ้น รวมถึงเห็นพ้องการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย (Japan-Australia Strategic Cyber Partnership)

UNSC เตรียมพิจารณาร่างข้อมติที่เสนอโดยสหรัฐฯ และประเทศรอบอ่าวอาหรับ เพื่อประณามอิหร่าน

  สนข. Reuters รายงานเมื่อ 4 พ.ค.69 ว่า สหรัฐฯ ร่วมกับ บาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย กำลังร่างข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ฉบับใหม่ เพื่อประณามอิหร่านที่ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และให้อิหร่านยุติการโจมตีเรือสินค้าและการพยายามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งจะเรียกร้องให้อิหร่านหยุดวางทุ่นระเบิดในทะเลและเปิดเผยตำแหน่งของทุ่นระเบิด ทั้งนี้ นาย Mike Waltz ผู้แทนถาวรสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติระบุว่า การเจรจาเกี่ยวกับร่างข้อมติดังกล่าวจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังจากที่รัสเซียและจีนซึ่งเป็นสมาชิกถาวร UNSC ใช้สิทธิ์ยับยั้ง (Veto) ร่างข้อมติ UNSC ที่เสนอโดยบาห์เรน เมื่อ เม.ย.69 โดยคาดหวังว่าร่างข้อมติฉบับใหม่จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดความพยายามระหว่างประเทศในการฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือ

ฟิลิปปินส์เข้มงวดการ รปภ.ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน

ถ้อยแถลงของ พล.ต.ท. Jose Melencio Nartatez Jr. ผบ.ตร.ฟิลิปปินส์ ว่า ได้ประจำการ จนท. กว่า 7,300 นาย จากหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานรับมือเหตุฉุกเฉินของรัฐ เพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ผู้นำประเทศในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ระหว่าง 7-8 พ.ค.69  ที่เมืองเซบู โดยการวางกำลังจะครอบคลุมการ รปภ.ในพื้นที่ การคุ้มครองขบวนยานพาหนะ การเฝ้าระวังชายฝั่งและน่านฟ้า การจราจร การตอบสนองทางการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงการจัดการต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว

OPEC+ เห็นชอบในหลักการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบสำหรับห้วง มิ.ย.69

ที่ประชุมสมาชิก OPEC+ 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน เมื่อ 3 พ.ค.69 เห็นชอบในหลักการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 188,000 บาร์เรลต่อวันในห้วง มิ.ย.69 แม้จะยังไม่ผลิตได้จริง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสมาชิก OPEC+ ได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีจากอิหร่าน และการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่า OPEC+ พร้อมดำเนินการผลิตน้ำมันดิบ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง และเป็นการส่งสัญญาณว่าการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อ 1 พ.ค.69 ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ OPEC+

สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้กับประเทศในตะวันออกกลาง

กต.สหรัฐฯ อนุมัติการขายระบบอาวุธ และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ให้แก่บางประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง มูลค่ารวม 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมระบบอาวุธสำคัญ ดังนี้ (1) ระบบจรวดนำวิธีที่พัฒนาจากจรวด Hydra 70 หรือ Advanced Precision Kill Weapon System (APKWS)

การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เวียดนามห้วง ม.ค.-15 เม.ย.69

รายงานเมื่อ 29 เม.ย.69 ว่า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามตั้งแต่ ม.ค.-15 เม.ย.69 มีมูลค่ารวมเกือบ 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสินค้าที่เวียดนามส่งออกทั้งหมดที่ 144,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบมูลค่า 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.3 จากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2568 และโทรศัพท์และชิ้นส่วน ส่งออกมูลค่า 18,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมการค้าระหว่างเวียดนามกับบริษัท Samsung และ LG เกาหลีใต้ บริษัท Pegatron และ Foxconn ของไต้หวัน ที่ส่งออกไปยังตลาดในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และภูมิภาคเอเชีย ตอ.น. มากที่สุด

อินโดนีเซียย้ำจุดยืนจัดหาน้ำมันจากทุกประเทศหลัง EU เตือนอาเซียนให้ยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

ถ้อยแถลงโฆษก กต.อินโดนีเซีย เมื่อ 30 เม.ย.69 กรณีสหภาพยุโรป (European Union-EU) เตือนประเทศอาเซียนให้ยุติการซื้อน้ำมันรัสเซีย เนื่องจากนำทุนไปสนับสนุนสงครามในยูเครน โดยระบุว่า อินโดนีเซียยินดีเปิดรับความร่วมมือจากทุกประเทศในการจัดหาน้ำมัน เพื่อเสริมสร้างคลังสำรองพลังงาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์เร่งด่วนของชาติ โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายฝ่าย รวมถึงสหรัฐฯ และรัสเซีย พร้อมเปิดรับความร่วมมือจาก EU ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้ตกลงซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG) จากรัสเซีย หลังการเดินทางเยือนรัสเซียของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เมื่อห้วง ต้น เม.ย.69  โดยรัสเซียเสนอให้ในราคาพิเศษ ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียยังมีคำมั่นนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ ประกอบด้วยน้ำมัน 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG) 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ