การก่อสร้างจุดผ่านแดนถาวรลาว-ไทย ในแขวงไซยะบุลี คืบหน้าร้อยละ 60

นสพ.Laotian Times รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.69 ว่า การก่อสร้างจุดผ่านแดนถาวรบ้านน้ำเงิน-บ้านห้วยโก๋น แขวงไซยะบุลี (ตรงข้าม อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน) งบประมาณ 6.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัท Shanghai Construction Group ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจีน มีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 60 ล่าช้ากว่ากำหนดเดิมร้อยละ 5.71 หลังจากเริ่มก่อสร้างเมื่อ ก.พ.68 กำหนดแล้วเสร็จใน ก.พ.70 และมีระยะเวลาซ่อมบำรุงอีก 2 ปี  ทั้งนี้ แขวงไซยะบุลีมีจุดผ่านแดนถาวร 4 แห่ง ได้แก่ จุดผ่านแดนและสะพานมิตรภาพแม่น้ำเหือง (ตรงข้าม อ.ท่าลี่ จ.เลย) จุดผ่านแดนถาวรภูดู่ เมืองปากลาย (ตรงข้าม อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์) จุดผ่านแดนถาวรบ้านปางมอน (ตรงข้าม บ้านฮวก อ.ภูซาง จ.พะเยา) และจุดผ่านแดนถาวรบ้านน้ำเงิน (กำลังก่อสร้าง)

NATO ทบทวนแผนป้องกันยุโรป

สนข.ABC รายงานเมื่อ 12 มิ.ย.69 ว่า องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) อยู่ระหว่างพิจารณาปรับแผนป้องกันยุโรปใหม่ภายใต้กรอบ NATO Force Model หลังสหรัฐฯ ประกาศลดจำนวนเครื่องบินและเรือรบที่จัดสรรให้พันธมิตรยุโรปในกรณีวิกฤต และหันไปให้ความสำคัญต่อภัยคุกคามในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อาทิ จีน มากขึ้น โดย NATO เน้นย้ำว่า พันธมิตรยุโรปและแคนาดาจำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถทางทหารเพื่อชดเชยช่องว่างดังกล่าว ขณะเดียวกัน NATO ได้ปรับลดกำลังบางส่วนในภารกิจโคโซโวลงตามสภาวะความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ยังคงยืนยันว่าความเสี่ยงความขัดแย้งโดยตรงกับรัสเซียยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่รายงานข่าวกรองเตือนว่า รัสเซียอาจมีศักยภาพในการโจมตีทวีปยุโรปได้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า หากสถานการณ์เอื้ออำนวย

FIDH แสดงความเสียใจต่อคำพิพากษาประหารชีวิตชาวอุยกูร์ในไทย

สหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน (International Federation for Human Rights-FIDH) ระบุเมื่อ 11 มิ.ย.69 แสดงความเสียใจต่อคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ตัดสินประหารชีวิตชาวอุยกูร์ 2 คน ได้แก่ นายบิลาล โมฮัมเหม็ด และนายไมไรลี ยูซุฟู จากเหตุระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณเมื่อปี 2558 โดยเห็นว่าการพิจารณาคดีตลอดเกือบ 11 ปีที่ผ่านมา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ เช่น การควบคุมตัวเป็นเวลานาน การถูกกล่าวหาว่าถูกปฏิบัติที่โหดร้ายระหว่างสอบสวน และการไม่ได้รับการพิจารณาคดีภายในระยะเวลาที่เหมาะสม  FIDH เรียกร้องให้ไทยเพิกถอนคำพิพากษาและโทษประหาร ฟื้นฟูกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง และยกเลิกโทษประหารชีวิตในระยะยาว

สหรัฐฯ ระบุว่าบรรลุการเจรจาและเตรียมลงนามยุติสงครามกับอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุผ่าน Truth Social เมื่อ 11 มิ.ย.69 ว่า บรรลุการเจรจาและเตรียมลงนาม MOU สงครามกับอิหร่านภายในสัปดาห์นี้ที่ยุโรป โดยอ้างว่าอิหร่านยอมรับเงื่อนไขเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยุติโครงการพัฒนาแร่ยูเรเนียมและอาวุธนิวเคลียร์ 15-20 ปี ขณะที่สหรัฐฯ จะผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากผู้นำอิหร่าน รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค อาทิ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต จอร์แดน อียิปต์ ตุรกี และปากีสถาน อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ จะยังคงมาตรการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าจะลงนามสำเร็จ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว

ญี่ปุ่นจะมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้งานจนถึง มี.ค.71

ถ้อยแถลงของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น ต่อที่ประชุม รมต. ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง เมื่อ 12 ก.ค.69 ว่า การนำเข้าน้ำมันของญี่ปุ่นใน ก.ค.69 จะเป็นการนำเข้าจากแหล่งทางเลือก (ที่ไม่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ) ทั้งหมด แม้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งทางเลือกของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือร้อยละ 75 ใน ส.ค.69 เป็นต้นไป แต่จะมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศจนถึง มี.ค.71 เนื่องจากญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรอง ก่อนหน้านี้ นางทาคาอิจิเคยระบุว่าญี่ปุ่นจะมีน้ำมันเพียงพอจนถึงฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ประจำปี 2570

ญี่ปุ่นปล่อยจรวด H3 ขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ

องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency-JAXA) ปล่อยจรวด H3 Launch Vehicle No.6 (H3F6) จากฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศทานาเกชิมะ (Tanegashima Space Center) จ.คาโกชิมะ ทาง ตต.ต. ของญี่ปุ่น เมื่อ 12 มิ.ย.69 เวลา 09.53 น. (ตามเวลาท้องถิ่นญี่ปุ่น) เพื่อนำส่งดาวเทียมขนาดเล็ก (Microsatellite) จำนวน 6 ดวง ซึ่งพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จ นับเป็นการปล่อยจรวด H3 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับแต่ JAXA ยกเลิกการปล่อยจรวด H3 Launch Vehicle No.8 (H3 F8) เมื่อ ธ.ค.68 เนื่องจากตรวจพบความผิดปกติของอุปกรณ์ที่ติดตั้งในจรวด

รมว.กต.รัสเซียกล่าวหาเนโตและ EU ว่าทำลายความมั่นคงของยูเรเชีย

สนข.TASS รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.69 ว่า นายเซียเกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการ รมว.กต.องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม (Council of Foreign Ministers of the Collective Security Treaty Organization-CSTO) ที่เมืองคาซัน สาธารณรัฐตาตาร์สตาน รัสเซีย โดยนายลาฟรอฟ กล่าวถึงประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค ที่สำคัญคือ 1) เนโตและ EU เป็นภัยความมั่นคงของทวีปยูเรเชีย ละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการค้าอาวุธ เพื่อสนับสนุนยูเครน และไม่ให้ความร่วมมือกับ CSTO เพื่อต่อต้านภัยความมั่นคง 2) อาร์เมเนียควรเลือกระหว่างการเข้าร่วมเนโตและ EU กับ CSTO และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) และ 3) รัสเซียจะยินยอมเจรจากับประเทศยุโรปต่อเมื่อประเทศยุโรปแสดงความจริงใจและเตรียมข้อเสนอที่สอดคล้องกับจุดยืนของรัสเซีย ปัจจุบันประเทศยุโรปมีเป้าหมายต่อต้านและจำกัดอิทธิพลรัสเซีย จึงยากที่รัสเซียจะประนีประนอม

นรม.ลาวพบหารือกับญี่ปุ่นหารือประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน

  ผลการหารือระหว่างนายสอนไซ สีพันดอน นรม.ลาว กับ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นรม.ญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม International Conference on the Future of Asia ครั้งที่ 31 ที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น เมื่อ 10 มิ.ย.69 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือ เฉพาะอย่างยิ่ง ความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ด้าน นรม.ลาวชื่นชมมิตรภาพที่เข้มแข็งระหว่างกัน และการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ร่วมกับย้ำการขยายความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมว่าลาวสนับสนุนโครงการความร่วมมือเพื่อความยืดหยุ่นด้านพลังงานและทรัพยากรในเอเชียที่มีเป้าหมายส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค ส่วน นรม.ญี่ปุ่นชื่นชมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างกันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การให้คำมั่นส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน และญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนลาวผ่านโครงการต่าง ๆ

UNHCR ระบุนโยบายจ้างงานผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาของไทยจะเป็นต้นแบบ

การให้สัมภาษณ์ของนาย Raouf Mazou ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เมื่อ 9 มิ.ย.69 ระบว่า นโยบายของไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิงตามแนวชายสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย จะเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการปัญหาผู้พลัดถิ่นระยะยาวให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.โดยผู้ลี้ภัยมากกว่า 5,500 คน ได้รับการจ้างงานแล้ว ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการเมื่อ ต.ค.68  จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประมาณ 80,000 คน ทั้งนี้ ไทยยังดำเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานของผู้ลี้ภัย เช่น การได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการออกบัตรประจำตัวเพื่อใช้ยืนยันสถานะทางกฎหมาย ขณะที่ UNHCR คาดว่าอาจมีผู้ลี้ภัยอีก 10,000–20,000 คนได้รับโอกาสในการทำงานภายในปี 2570

ค่าเงินรูเปียห์ฟื้นตัวหลังธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia – BI) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เมื่อ 9 มิ.ย.69 ก่อนการประชุมตามปกติในสัปดาห์หน้า โดยปรับขึ้น 0.25 จุด หลังจากที่เคยปรับเพิ่มถึง 50 จุด เมื่อห้วง พ.ค.69 เพื่อเร่งสร้างเสถียรภาพและพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่กำลังอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจากแรงกดดันภายนอก ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 18,050 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียตอบรับในสัญญาณบวก ทั้งนี้ อินโดนีเซียเผชิญความท้าทายด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากประเด็นด้านการคลัง ธรรมาภิบาลในตลาดหุ้น ความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายของ BI รวมถึงนโยบายการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขาดความแน่นอนและเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง