การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของกัมพูชาขยายตัว

รายงานของธนาคารชาติกัมพูชา (NBC) ระบุว่าห้วง ม.ค.-มิ.ย.69 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของกัมพูชา มีมูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2568 ร้อยละ 18.5 แม้เผชิญภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงกรณีพิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นว่าการเมืองและเศรษฐกิจกัมพูชามีเสถียรภาพ สำหรับ FDI ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเงิน   ส่วนอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ภาคการเงิน ที่ขยายตัวมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงาน และโรงงานผลิต   ขณะที่ FDI บางภาคส่วนปรับลดลง ได้แก่ ภาคการเกษตร อสังหาริมทรัพย์ และโรงแรมและสถานบริการ

มาเลเซียเริ่มคัดกรองและเตรียมส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา

ดาตุ๊ก ซรี ไซฟุดดิน นาซุตียน อิสมาอิล รมว.กระทรวงความมั่นคงภายในมาเลเซีย แถลงเมื่อ 30 ก.ค.69 ว่า เตรียมส่งตัวชาวเมียนมากลับประเทศ หลังจากรัฐบาลเมียนมาตกลงรับตัวกลับ โดยกระทรวงฯ และกำลังคัดกรองผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ผ่านระบบลงทะเบียนเอกสารผู้ลี้ภัย (Refugee Registration Document System-DPP) ซึ่งประกอบด้วยหลายขั้นตอน ได้แก่ การติดตาม ระบุตัวตน ตรวจสอบความปลอดภัย และการพิจารณาสถานะของแต่ละบุคคล ก่อนออกเอกสารยืนยันเมื่อสิ้นสุดกระบวนการ เพื่อคัดกรองบุคคลที่จะได้สถานะผู้ลี้ภัย หรือส่งกลับประเทศ ปัจจุบัน มาเลเซียควบคุมตัวผู้หลบหนีเข้าเมืองประมาณ 22,000 คน ในศูนย์กักกัน 19 แห่ง ทั่วประเทศ ในจำนวนดังกล่าวมีชาวเมียนมาประมาณ 4,000 คน ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ซึ่งจะถูกย้ายให้ไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวแห่งเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการทั้งระบบ

เวียดนามต้อนรับเรือบรรทุกเครื่องบิน CVN-73 ของสหรัฐฯ เทียบท่าที่นครดานัง

สนข.VGP ของทางการเวียดนาม รายงานเมื่อ 30 ก.ค.69 ว่าเมื่อวันเดียวกัน ทร.ภทร.3 จนท.กต. กห. กรมกิจการต่างประเทศนครดานัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเวียดนาม ให้การต้อนรับ ทร.สหรัฐฯ ที่นำเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington (CVN-73) เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือ Tien Sa นครดานัง เป้าหมายส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนท้องถิ่น ทั้งด้านวัฒนธรรม กีฬา การแลกเปลี่ยนด้านภาษา

UN ระบุโลกกำลังเผชิญสัญญาณเตือนภัยด้านสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

นายไซมอน สตีล เลขาธิการบริหารกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ระบุเมื่อ 28 ก.ค.69 ว่า โลกกำลังเผชิญสัญญาณเตือนภัยด้านสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง เช่น ไฟป่าครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสและสเปน คลื่นความร้อนรุนแรงในยุโรป แอฟริกาเหนือ และญี่ปุ่น รวมถึงพายุร้ายในชิลี กำลังสร้างความสูญเสียต่อชีวิต เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานในระดับวิกฤต พร้อมย้ำว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่า ภาวะโลกร้อนซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ เป็นสาเหตุที่ทำให้คลื่นความร้อน น้ำท่วม และพายุรุนแรงเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ดังนั้น ประชาคมโลกจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน ปกป้องป่าไม้ และเพิ่มการสนับสนุนประเทศที่เปราะบาง เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างเร่งด่วน

รัสเซียตั้งข้อหาผู้ก่อตั้ง Telegram ว่าอำนวยความสะดวกในการก่อการร้าย

หน่วยข่าวกรองรัสเซีย (FSB) ระบุเมื่อ 29 ก.ค.69 ว่า FSB ตั้งข้อหานาย Pavel Durov ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ Telegram ว่าอำนวยความสะดวกในการก่อการร้ายและออกหมายจับระหว่างประเทศ   FSB อ้างว่า Telegram ล้มเหลวในการสกัดกั้นเนื้อหาที่ทางการยูเครน รวมถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรงใช้ในการเตรียมการก่อวินาศกรรม สังหารหมู่ และการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในรัสเซีย อย่างไรก็ดี นาย Durov ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฝ่ายบริหารของ Telegram ยังไม่แสดงท่าทีต่อการตั้งข้อหาดังกล่าว

วุฒิสภาสหรัฐฯ รับรองนายเจย์ เคลย์ตันให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.DNI

วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติเมื่อ 28 ก.ค.69 รับรองนายเจย์ เคลย์ตัน อดีตอัยการประจำเขตนิวยอร์กใต้ ดำรงตำแหน่ง ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) คนใหม่อย่างเป็นทางการด้วยมติ 51 ต่อ 47 เสียง  นายเคลย์ตันต้องเร่งผลักดันการต่ออายุกฎหมายสอดแนมและการดักฟังข้อมูลข่าวกรองต่างประเทศ (FISA Section 702) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญด้านความมั่นคงที่สิ้นสุดการบังคับใช้ตั้งแต่ 12 มิ.ย.69  รวมทั้งฟื้นฟูเสถียรภาพและความเชื่อมั่นใน DNI กลับคืนมาหลังจากนายบิล พัลเต อดีตรักษาการ ผอ.DNI  ได้ปรับลดจำนวนบุคลากรลง ร้อยละ 30

เศรษฐกิจอาเซียน+3 จะขยายตัวร้อยละ 4.1 ในปี 2569 จากปัจจัยสนับสนุนด้าน AI

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office-AMRO) เผยแพร่รายงานประเมินเศรษฐกิจ ไตรมาส 3/2569 เมื่อ 27 ก.ค.69 ว่า เศรษฐกิจของอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) จะขยายตัวที่ร้อยละ 4.1 (เพิ่มจากการคาดการณ์ เมื่อ มิ.ย.69 ที่ร้อยละ 4) และจะชะลอลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.0 ในปี 2570 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะลดลง ปัจจัยสนับสนุนมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคเทคโนโลยีในภูมิภาค โดยเฉพาะอุปสงค์ด้านเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่ปรับตัวลดลง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ยังคงแข็งแกร่ง การลงทุนที่มีความยืดหยุ่น  ส่วนผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ยังอยู่ในระดับต่ำ  อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของภูมิภาคยังเผชิญความไม่แน่นอน  ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ใน ตอ.กลาง ความผันผวนของตลาดการเงินโลก การกีดกันทางการค้า รวมถึงความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของภาคเทคโนโลยีโลก

เอเปคเสริมสร้างความร่วมมือด้านข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การประชุม APEC Data for Growth High-Level Roundtable ที่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน จีน เมื่อ 25 ก.ค.69 หารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยได้รับรองแถลงการณ์ประธาน ได้แก่ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล การส่งเสริมนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนา และการกระชับความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเขตเศรษฐกิจสมาชิก นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้สมาชิกเอเปคร่วมกันหารือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมความเชื่อมั่น ความมั่นคงปลอดภัย และความสามารถในการทำงานร่วมกันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

สหรัฐฯ ดำเนินการกีดกันเรือเข้า-ออกอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

  กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศเมื่อ 25 ก.ค. 69  ได้กีดกันเรือพาณิชย์ที่พยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปแล้ว 12 ลำ และ นย.จากเรือรบ USS Boxer (LHD-4) ได้ตรวจค้นเรือ เมื่อ 24 ก.ค.69 บริเวณอ่าวโอมาน นอกจากนี้ สื่อต่าง ๆ รายงานถึงการไม่มีปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อ 24 ก.ค.69  จนถึงปัจจุบันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งการให้หยุดปฏิบัติการชั่วคราว ภายหลังการปรึกษาหารือกับรองประธานาธิบดี เจ.ดี.แวนซ์ และ พล.อ.อ.แดน เคน ประธานเสนาธิการทหารร่วมกองทัพสหรัฐฯ ในการประชุม จนท.ความมั่นคงระดับสูงในวันเดียวกัน เนื่องจากมีข้อห่วงกังวลถึงการขยายวงกว้างของสงครามในภูมิภาคตะวันออกและอาจจะกระทบต่อการเจรจาทางการทูต ตลอดจนข้อกังวลเกี่ยวกับปริมาณอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหลืออยู่ในภูมิภาค

เวียดนามส่งออกข้าวปริมาณเพิ่มขึ้นห้วง 6 เดือนแรกของปี 2569 แต่มูลค่าลดลง

ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (National Statistics Office-NSO) ว่าห้วงครึ่งแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.69) เวียดนามส่งออกข้าวไปต่างประเทศประมาณ 5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 จากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2568 แต่มีมูลค่าลดลงร้อยละ 2.5 อยู่ที่ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งเพราะราคาขายข้าวต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณตันละ 460 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 11 ทั้งนี้ เวียดนามส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์มากที่สุด ประมาณ 2.4 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 1,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาเป็นจีน 915,466 ตัน มูลค่า 454 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกานา 445,534 ตัน มูลค่า 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ