สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้กับประเทศในตะวันออกกลาง

กต.สหรัฐฯ อนุมัติการขายระบบอาวุธ และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ให้แก่บางประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง มูลค่ารวม 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมระบบอาวุธสำคัญ ดังนี้ (1) ระบบจรวดนำวิธีที่พัฒนาจากจรวด Hydra 70 หรือ Advanced Precision Kill Weapon System (APKWS)

การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เวียดนามห้วง ม.ค.-15 เม.ย.69

รายงานเมื่อ 29 เม.ย.69 ว่า การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของเวียดนามตั้งแต่ ม.ค.-15 เม.ย.69 มีมูลค่ารวมเกือบ 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสินค้าที่เวียดนามส่งออกทั้งหมดที่ 144,580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบมูลค่า 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.3 จากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2568 และโทรศัพท์และชิ้นส่วน ส่งออกมูลค่า 18,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมการค้าระหว่างเวียดนามกับบริษัท Samsung และ LG เกาหลีใต้ บริษัท Pegatron และ Foxconn ของไต้หวัน ที่ส่งออกไปยังตลาดในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และภูมิภาคเอเชีย ตอ.น. มากที่สุด

อินโดนีเซียย้ำจุดยืนจัดหาน้ำมันจากทุกประเทศหลัง EU เตือนอาเซียนให้ยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

ถ้อยแถลงโฆษก กต.อินโดนีเซีย เมื่อ 30 เม.ย.69 กรณีสหภาพยุโรป (European Union-EU) เตือนประเทศอาเซียนให้ยุติการซื้อน้ำมันรัสเซีย เนื่องจากนำทุนไปสนับสนุนสงครามในยูเครน โดยระบุว่า อินโดนีเซียยินดีเปิดรับความร่วมมือจากทุกประเทศในการจัดหาน้ำมัน เพื่อเสริมสร้างคลังสำรองพลังงาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์เร่งด่วนของชาติ โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายฝ่าย รวมถึงสหรัฐฯ และรัสเซีย พร้อมเปิดรับความร่วมมือจาก EU ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้ตกลงซื้อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG) จากรัสเซีย หลังการเดินทางเยือนรัสเซียของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เมื่อห้วง ต้น เม.ย.69  โดยรัสเซียเสนอให้ในราคาพิเศษ ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียยังมีคำมั่นนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ ประกอบด้วยน้ำมัน 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG) 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าการสู้รบกับอิหร่านยุติลงแต่ยังคงกองกำลังในพื้นที่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งจดหมายถึงสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และวุฒิสภาชั่วคราว ยืนยันว่า การสู้รบกับอิหร่านยุติแล้ว ก่อนครบกำหนด 60 วัน ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถใช้อำนาจทำสงครามโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ซึ่งสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงระบอบของอิหร่าน แต่ยังจำเป็นต้องคงกองกำลังในพื้นที่ตะวันออกกลาง  เพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากอิหร่าน และส่งเสริมสันติภาพในระยะยาว ขณะที่ ส.ส.และ สว.พรรครีพับลิกัน แม้จะกังวลกับสงครามที่ยืดเยื้อ แต่ส่วนใหญ่สนับสนุนความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีทรัมป์ในห้วงสงคราม ส่วนพรรคเดโมแครตไม่เห็นด้วยกับคำชี้แจงของประธานาธิบดีทรัมป์

ลาวลงนามเอกสารกระชับความร่วมมือทวิภาคีกับลิทัวเนีย

การหารือระหว่างนายทองสะหวัน พมวิหาน รมว.กต.ลาว กับนาย Kestutis Budrys รมว.กต.ลิทัวเนีย นอกรอบการประชุม รมว.กต.ASEAN-EU ครั้งที่ 25 เมื่อ 27 เม.ย.69 ทั้งสองฝ่ายชื่นชมมิตรภาพที่ยาวนานกว่า 30 ปี รวมทั้งจะขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมพลังงานสะอาด เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล รวมถึงเก็บกู้ระเบิด ทั้งยังลงนามเอกสารความร่วมมือจัดตั้งกลไกปรึกษาหารือระหว่าง กต.ทั้งสองฝ่าย เพื่อเป็นพื้นที่หารือทางการทูตและความร่วมมืออื่นในอนาคต โอกาสนี้ รมว.กต.ลาวขอบคุณลิทัวเนียที่สนับสนุนการพัฒนาชนบทและลดความยากจนในลาวผ่านโครงการพัฒนาของสหภาพยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพ้นจากสถานะประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) ของลาวภายในปี 2569-2572

ผู้นำเมียนมาสั่งย้ายนางอองซานซูจีจากเรือนจำไปควบคุมตัวไว้ในบ้านพัก

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา มีคำสั่งเมื่อ 30 เม.ย.69  ให้ย้ายนางอองซานซูจี (อายุ 81 ปี /2569) อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ออกจากเรือนจำเนปยีดอไปควบคุมตัวไว้ในบ้านพักที่กำหนดไว้ เพื่อรับโทษที่เหลืออ  พร้อมเผยแพร่ภาพถ่ายขณะนางอองซานซูจีนั่งพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ด้วยสวัสดิภาพที่ดี โ นางอองซานซูจีถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่เหตุรัฐประหารเมื่อ ก.พ.64 และต้องโทษจำคุกนาน 33 ปี ก่อนที่ทางการเมียนมาจะทยอยลดโทษ จนท้ายที่สุดผู้นำเมียนมามีคำสั่งเมื่อ 30 เม.ย.69 ให้ลดโทษจำคุกเหลือเพียง 18 ปี ซึ่งทำให้นางอองซานซูจีจะต้องถูกควบคุมตัวต่อไปอีก 13 ปี เพราะรับโทษมาแล้ว 5 ปี   เหตุผลที่ลดโทษและย้ายสถานที่ควบคุมตัวนางอองซานซูจี ว่าเป็นการกุศลในวันเพ็ญเดือนกะโส่น (Kason Full-moon Day) และเพื่อคำนึงถึงมนุษยธรรม ตลอดจนความเมตตาและความปรารถนาดีของรัฐ พร้อมกันนี้ได้ปล่อยตัวนักโทษอีก 1,519 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ 11 คน

กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ จะชี้แจงแนวปฏิบัติการกับอิหร่านต่อผู้นำสหรัฐฯ

สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 เม.ย.69 ว่า พล.ร.อ.แบรด คูเปอร์ ผบ.กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (U.S. Central Command – CENTCOM) จะเข้าชี้แจ้งต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแนวทางปฏิบัติการทางทหารขั้นต่อไปในอิหร่าน โดยคาดว่าจะเสนอ 3 ทางเลือก  1) การ โจมตีมุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานสำคัญโดยใช้เวลาจำกัด  2) การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยใช้กองกำลังยกพลขึ้นบก และ 3) ปฏิบัติการบุกยึดคลังแร่ยูเรเนียนใต้ดินของอิหร่าน ด้วยกองกำลังหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ  เพื่อยุติความขัดแย้ง และบีบบังคับให้อิหร่านกลับสู่การเจรจา พร้อมยอมรับข้อตกลงจากสหรัฐฯ ที่อิหร่านจะต้องยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

นรม.ญี่ปุ่นหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีอิหร่าน

นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น หารือทางโทรศัพท์กับนายมัสอูด ปิซิชกียอน ประธานาธิบดีอิหร่าน เมื่อ 30 เม.ย.69 โดยนางทาคาอิจิแสดงความคาดหวังให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับสู่การเจรจาและบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายโดยเร็ว อีกทั้งแสดงความเห็นว่าการที่เรือบรรทุกน้ำมันดิบ ซึ่งมีลูกเรือญี่ปุ่น 3 คน สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อ 27 เม.ย.69 เป็นพัฒนาการเชิงบวกของสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านรับประกันเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สำหรับทุกประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น  ขณะที่นายมัสอูดชี้แจงท่าทีและการประเมินสถานการณ์ของอิหร่าน ทั้งนี้ นางทาคาอิจิหารือทางโทรศัพท์กับนายมัสอูดครั้งล่าสุดเมื่อ 8 เม.ย.69

สหรัฐฯเตรียมปิดล้อมท่าเรืออิหร่านระยะยาว

สนข.วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อ 28 เม.ย.69 ว่า  สหรัฐฯ เตรียมปิดล้อมท่าเรืออิหร่านระยะยาวเพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สั่งการให้กองทัพเรือเตรียมความพร้อมสำหรับการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในระยะยาว เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจในการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ด้วยการสกัดกั้นเรือทุกลำที่เข้า-ออกท่าเรืออิหร่าน เนื่องจากแนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงน้อยกว่าการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านหรือสหรัฐฯ ถอนตัวจากการเจรจา

ผู้นำรัฐรอบอ่าวพบหารือเป็นครั้งแรกนับแต่การสู้รบในอิหร่าน

การประชุมสุดยอดคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครั้งที่ 19 gมื่อ 28 เม.ย.69  ที่เมืองเจดดาห์ ซาอุดีอาระเบีย  เป็นการพบหารือระดับผู้นำโดยตรงครั้งแรกของสมาชิก GCC นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.69 การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงคราม และกำหนดแนวทางการแก้ไขวิกฤตให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของ GCC   ตลอดจนส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค  นายญาซิม มุฮัมมัด อัลบุดัยวี เลขาธิการ GCC แถลงระหว่างการประชุมดังกล่าวว่า สมาชิก GCC ปฏิเสธมาตรการของอิหร่านในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  ผู้นำ GCC ยังมอบหมายให้สำนักเลขาธิการฯ เร่งรัดโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ และเร่งดำเนินโครงการเส้นทางรถไฟ GCC ตลอดจนพิจารณาโครงการท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และโครงการเชื่อมโยงระบบน้ำระหว่างประเทศสมาชิก รวมทั้งศึกษาการจัดตั้งพื้นที่สำรองเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน