ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เรียกร้องให้ประชาชนร่วมภารกิจปกป้องประเทศ

เมื่อ 31 ส.ค.69 อ้างถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ในโอกาสวันวีรบุรุษแห่งชาติ เรียกร้องให้ชาวฟิลิปปินส์ร่วมแบ่งปันความรับผิดชอบในการปกป้องดินแดน อธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งเป็นภารกิจของทุกคน  พร้อมทั้งย้ำจุดยืนของรัฐบาลในการยืนยันสิทธิ์ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงให้ความรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับที่มาและความสำคัญของสิทธิทางทะเลของประเทศ และใช้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ส่งเสริมความจริง ต่อต้านข้อมูลเท็จ และส่งเสริมการสนทนาอย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ยังเน้นถึงบทบาทสำคัญของหน่วยยามฝั่ง กองทัพ สนง.ทรัพยากรประมงและสัตว์น้ำ และชาวประมง ที่เปรียบเสมือนแนวหน้าในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติในทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก

สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศรอบใหม่ต่ออิหร่าน

ในช่วงเช้าของ 30 ส.ค.69 กองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีทางอากาศใส่แท่นยิงจรวดของอิหร่าน 2 แห่งบนเกาะลารัค (Larak Island) ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งเดือน เนื่องจากตรวจพบว่าอิหร่านเตรียมยิงจรวดเพื่อวางทุ่นระเบิดรอบใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก จึงต้องโจมตีเพื่อปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือสินค้า   การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent  ปรับขึ้นสูงเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง (ประมาณ 90.31 ดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 85.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  เนื่องจากความกังวลว่าสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอาจกลับสู่ความรุนแรงอีกครั้ง

ศรีลังกาเฝ้าระวังเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ

เว็บไซต์ นสพ.Daily Mirror ของศรีลังกา รายงานเมื่อ 31 ส.ค.69 ว่า ศรีลังกาเฝ้าติดตามเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 20 ลำ ซึ่งจอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่งใกล้เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone-EEZ) ของศรีลังกา โดยเป็นเรือติดธงอิหร่านประมาณ 13 ลำ และบางส่วนเป็นเรือในกองเรือที่ใช้วิธีอำพรางการปฏิบัติการ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เรือดังกล่าวยังอยู่นอกน่านน้ำศรีลังกา จึงไม่อยู่ภายใต้อำนาจแทรกแซงของศรีลังกาโดยตรง และรัฐบาลยืนยันว่า ไม่ได้ให้บริการหรือความช่วยเหลือใดแก่เรือดังกล่าว ขณะที่ ทร. และ ทอ.ศรีลังกายังคงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง โดยยังไม่พบการกระทำผิดกฎหมายหรือการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ

ลาวร่วมมือกับจีนพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในแขวงเซียงขวาง

เว็บไซต์ข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า ลาวเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 330 เมกกะวัตต์ ในแขวงเซียงขวาง มูลค่าการลงทุน 202.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท B Rich Namphan Power Sole เอกชนลาว กับบริษัท China Western Power Industrial และ บริษัท Dongdok Construction and Installation Engineering Sol คาดจะแล้วเสร็จในปี 2572 ระยะเวลาดำเนินการ 25 ปี เป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้า เฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีซูเปอร์คริติคัล ซึ่งมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบเดิม และช่วยลดการปล่อยมลพิษต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขายให้การไฟฟ้าลาว (EDL) เพื่อนำไปจ่ายให้แก่ภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ปัจจุบัน ลาวพยายามส่งเสริมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโซลาร์รูฟท๊อป เพื่อลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และเมื่อ มิ.ย.69 ลาวกับรัสเซียลงนามศึกษาความเป็นไปได้การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์…

เมียนมามีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในปี 2570

สนข. DVB รายงานเมื่อ 27 ส.ค.69 ว่า บริษัท Rosatom รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย เปิดเผยว่า มีแผนเริ่มดำเนินงานก่อสร้างในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor – SMR) ในเมียนมาในปี 2570 โดยคาดว่าจะลงนามสัญญาสำรวจทางวิศวกรรมเบื้องต้นภายในสิ้นปี 2569 ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเยือนรัสเซียของผู้นำเมียนมาห้วง 17 -19 ส.ค.69 และได้พบหารือกับผู้นำรัสเซีย โ นอกจากนี้ Rosatom ยังพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการศึกษาให้กับเมียนมา สำหรับที่ตั้งโครงการยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านี้คณะผู้แทนจากบริษัท Rosatom เคยสำรวจสภาพธรณีวิทยาบริเวณใกล้เขื่อนปองหล่อง (Paunglaung) ที่เมือง Zeyathiri ห่างจากกรุงเนปยีดอประมาณ 49 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับเลือกเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้า

UN ชี้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเผชิญปรากฎการณ์เอลนีโญและวิกฤตตะวันออกกลาง

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ประเมินผลกระทบของปรากฎการณ์เอลนีโญ และสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้น จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 และความผันผวนของดัชนีมหาสมุทรอินเดีย (IOD) ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และการดำรงชีวิต โดยเฉพาะประเทศและพื้นที่ที่มีความเปราะบางและขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติจำกัด โดยอาจทำให้ประชากรในภูมิภาคเผชิญความมั่นคงทางอาหารเฉียบพลันเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 8.2 ล้านคน ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มแรงกดดันต่อภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกผ่าน “3F” ได้แก่  ราคาพลังงาน (fuel) อาหาร (food) และปุ๋ย (fertilizer) ที่สูงขึ้น โดยระบุว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก หลายแห่งมีความเสี่ยงสูงสุด ขณะที่ไทยเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ด้านสภาพอากาศแห้งแล้ง

สหรัฐฯ จะควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองกว่า 65,000 ล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social เมื่อ 29 ส.ค.69 ว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นข้อตกลงพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ที่สหรัฐฯ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านภาคเอกชน ที่สหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมน้ำมันสำรองปริมาณกว่า 65,000 ล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เป็นสองเท่า และจะช่วยลดราคาน้ำมันสำหรับชาวอเมริกันทุกคนในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เวเนซุเอลาเดินหน้าสู่ความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่ กับทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เนปาลเร่งกู้ภัยหลังน้ำท่วมฉับพลัน

เว็บไซต์ นสพ.The Himalayan Times ของเนปาล รายงานเมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า เหตุน้ำท่วมฉับพลันในแม่น้ำโภเตโกชี (Bhotekoshi) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 258 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหาย 910 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 517 คน และชาวเนปาลที่พำนักในต่างประเทศ 127 คน  เนปาลได้จัดตั้งคณะทำงานฉุกเฉิน เพื่อประสานการค้นหาและช่วยเหลือชาวต่างชาติ พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอากาศยานดำเนินการกู้ภัย ขณะที่นานาชาติทยอยให้ความช่วยเหลือ โดยสหรัฐฯ มอบเงินช่วยเหลือ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,400,000 ล้านบาท ขณะที่อินเดียจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ จีนให้คำมั่นสนับสนุนเงินช่วยเหลือ และธนาคารโลกเตรียมระดมความช่วยเหลือฉุกเฉิน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ยังมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มซ้ำในพื้นที่ประสบภัย

อินโดนีเซียส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในระบบตรวจคนเข้าเมือง

สนข.Antara รายงานเมื่อ 27 ส.ค.69 อ้างถ้อยแถลงของนาย Hendarsam Marantoko อธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง ของอินโดนีเซีย ว่า ตม.อินโดนีเซีย ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเสริมสร้างการเฝ้าระวังการเดินทางเข้าออกประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมได้ออกแบบแผนการนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจคนเข้าเมืองในระยะยาว และจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีโครงการรั้วดิจิทัล โดยนำโดรนมาใช้ตรวจสอบสภาพการณ์ในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากอินโดนีเซียมีพรมแดนทางบกติดกับประเทศเพื่อนบ้านยาว 3,111 กม.

จีนเตือนประชาชนระมัดระวังการแทรกซึมเข้าระบบโดรนจากหน่วยข่าวกรองต่างชาติ

กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน (MSS) ออกประกาศเมื่อ 27 ส.ค.69 แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังระบบโดรนอาจถูกแทรกซึมผ่านอินเทอร์เนตโดยหน่วยข่าวกรองต่างชาติ เช่น การส่งสัญญาณ การสำรวจ และการควบคุมทางไกล โดยการใช้งานโดรนและโดรนเชิงพาณิชย์ได้รับความนิยมมากขึ้นในจีน จากนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ ซึ่งสนับสนุนการทำธุรกิจโดยใช้ระบบโดรน โดย MSS เปิดเผยว่า พบผู้ประกอบการโดรนเชิงพานิชย์จำนวนหนึ่ง (ไม่ระบุ) ถูกแทรกแซงและพยายามเข้าควบคุมระบบโดรนแทนผู้ให้บริการ ซึ่งตรวจพบว่า ผู้แทรกแซงใช้ IP อินเทอร์เนตจากต่างประเทศ จึงขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับการป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น