WHO ระบุการฉีดวัคซีน COVID-19 ในแอฟริกาเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่สัดส่วนยังอยู่ในระดับต่ำ

หนังสือพิมพ์The Washington Post รายงานการให้สัมภาษณ์ของ ดร.Matshidiso Moeti ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) ประจำภูมิภาคแอฟริกา เมื่อ 26 ส.ค.64 ว่า ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราการฉีดวัคซีน COVID-19 ในแอฟริกาสูงถึง 13 ล้านโดส หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเป็นวัคซีนที่ได้รับบริจาคเพิ่มจากประเทศที่พัฒนาแล้ว และแม้ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแอฟริกาจะได้รับวัคซีน COVID-19 จำนวน 117 ล้านโดส แต่ยังคงต้องการวัคซีนเพิ่มอีก 34 ล้านโดส เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนร้อยละ 10 ของประชากร ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa Centers for Disease Control and Prevention-Africa CDC) ระบุว่าจากประชากรทั้งหมดประมาณ 1,300 ล้านคน มีชาวแอฟริกันเพียงร้อยละ 2.4 ที่ได้รับวัคซีน  ดร.Moeti กล่าวเพิ่มเติมว่าในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแอฟริกามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 248,000 ราย และอย่างน้อย…

ไต้หวันประณามเหตุก่อการร้ายที่ท่าอากาศยานคาบูล

ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ของไต้หวัน ทวีตข้อความเมื่อ 27 ส.ค.64 ประณามเหตุก่อการร้ายที่ท่าอากาศยานคาบูล อัฟกานิสถาน ในนามของประชาชนและรัฐบาลไต้หวัน พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้บาดเจ็บรักษาตัวหายอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังระบุว่าไต้หวันจะอยู่เคียงข้างเป็นหนึ่งเดียวกับสหรัฐฯ ในสถานการณ์อันยากลำบากนี้

ออสเตรเลียอนุมัติใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ในเด็กอายุ 12-15 ปี

สำนักข่าวABC News ของออสเตรเลีย รายงานเมื่อ 27 ส.ค.64 ว่า รัฐบาลออสเตรเลียประกาศอนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของบริษัท Pfizer กับเด็กอายุ 12-15 ปี ตามคำแนะนำของ Australian Technical Advisory Group on Immunisation (ATAGI) ที่ระบุว่า วัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพดีสำหรับช่วงอายุดังกล่าว โดยจะเริ่มเปิดให้จองคิวฉีดวัคซีนได้ใน 13 ก.ย.64 อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียมีจำนวนวัคซีนของบริษัท Pfizer อยู่อย่างจำกัด ซึ่งเด็กอายุ 12-15 ปี มีความเสี่ยงต่อโรค COVID-19 น้อยกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เด็กอาจได้รับวัคซีนช้ากว่ากำหนดใน 13 ก.ย.64

สหราชอาณาจักรลดอันดับไทยอยู่ในกลุ่มประเทศไม่แนะนำให้เดินทางไป

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 26 ส.ค.64 ว่า สหราชอาณาจักรปรับลดให้ไทยและมอนเตเนโกรอยู่ในกลุ่มประเทศสีแดง (ไม่แนะนำให้เดินทางไป) กลุ่มเดียวกับปากีสถาน ตุรกี บราซิล แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย เมียนมา และฟิลิปปินส์ ตามมาตรการแบ่งกลุ่มประเทศตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพื่อเปิดการเดินทางระหว่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัตราการฉีดวัคซีนและการศึกษาเพื่อเฝ้าระวังเชื้อกลายพันธุ์ในระดับต่ำ เสี่ยงเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ เชื้อสายพันธุ์น่าห่วงกังวล และเชื้อสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนได้ โดยสหราชอาณาจักรกำหนดแนวทางการเปิดรับเฉพาะผู้ที่มีสัญชาติอังกฤษ สัญชาติไอริช และผู้ที่ถือวีซ่าพำนักระยะยาวเท่านั้น งดรับชาวต่างประเทศที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวชั่วคราว ซึ่งผู้ที่เดินทางกลับจากกลุ่มประเทศสีแดงต้องเข้ารับการกักตัวอย่างน้อย 10 วันและตรวจหาเชื้อ แม้จะได้รับวัคซีนครบสองโดส ขณะที่แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ลิทัวเนีย สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และหมู่เกาะ Azores ของโปรตุเกส ถูกปรับขึ้นมาอยู่ในกลุ่มสีเขียว กลุ่มเดียวกับเยอรมนี ออสเตรีย นอร์เวย์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อิสราเอล สิงคโปร์ บรูไน ฮ่องกง และไต้หวัน ส่วนสหรัฐฯ สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส และกรีซ…

เยอรมนีประณามเหตุระเบิดที่สนามบินในอัฟกานิสถาน

นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคล ของเยอรมนี แถลงเมื่อ 26 ส.ค.64 ประณามเหตุระเบิดที่สนามบินนานาชาติ Hamid Karzai ในกรุงคาบูล อัฟกานิสถาน ว่ามุ่งโจมตีชาวอัฟกันที่รออพยพออกจากอัฟกานิสถาน เพื่อแสวงหาเสรีภาพและความปลอดภัย โดยให้สัญญาว่าเยอรมนีจะร่วมมือกับประเทศพันธมิตรเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นชาวอัฟกันและสมาชิกในครอบครัวอพยพออกจากอัฟกานิสถาน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีแมร์เคลระงับแผนการเดินทางเยือนอิสราเอล ระหว่าง 28-30 ส.ค.64 จากสถานการณ์ในอัฟกานิสถานที่รุนแรงขึ้น ขณะที่สหราชอาณาจักรยืนยันการอพยพพลเมืองและชาวอัฟกันออกจากอัฟกานิสถานต่อไป จนกว่าจะถึงกำหนดการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานให้แล้วเสร็จภายใน 27-28 ส.ค.64 แต่ไม่ระบุว่าใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินดังกล่าว

ออสเตรเลียประกาศหยุดอพยพประชาชนออกจากอัฟกานิสถาน

สื่อมวลชนออสเตรเลีย รายงานเมื่อ 27 ส.ค.64 ว่า นายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประณามเหตุระเบิดฆ่าตัวตายบริเวณท่าอากาศยานนานาชาติฮามิด คาไซ ในกรุงคาบูล อัฟกานิสถาน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ราย รวมถึงกองกำลังของสหรัฐฯ 13 นาย และผู้บาดเจ็บ 143 ราย ออสเตรเลียสามารถอพยพเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากกรุงคาบูลได้ทันก่อนเหตุระเบิด โดยอพยพประชาชนออกจากกรุงคาบูลแล้ว 4,100 คน ขณะที่ นายปีเตอร์ ดัทตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ยืนยันว่า กองทัพอากาศออสเตรเลียไม่สามารถเดินทางไปรับผู้อพยพในอัฟกานิสถานได้เพิ่มเติม เนื่องจากสถานการณ์มีความเสี่ยงและรุนแรงอย่างมาก แม้ว่าจะยังมีชาวออสเตรเลียและชาวอัฟกันที่ถือวีซ่าออสเตรเลียติดค้างอยู่ในอัฟกานิสถาน ซึ่งได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาที่ท่าอากาศยานดังกล่าวและหลบอยู่ในที่ปลอดภัย นายดัทตัน ยังระบุถึงกลุ่ม ISIS-K ว่า เป็นผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งมีข้อมูลข่าวกรองที่ชี้ให้เห็นว่า อาจมีการก่อการร้ายตามมาอีกหลายครั้ง

ลาวให้เอกชนจีนศึกษาความเป็นไปได้เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมลาว-จีน-เวียดนาม

เว็บไซต์สำนักข่าวLaotian Times รายงานเมื่อ 27 ส.ค.64 ว่า องค์การปกครองแขวงพงสาลี และ บริษัทYujia Investment ของจีน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding-MOU) ว่าด้วยการศึกษาความเป็นไปได้โครงการก่อสร้างและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมลาว-จีน-เวียดนาม (บริเวณชายแดนระหว่างสามประเทศ) ที่ห้องว่าการแขวงพงสาลี เมื่อ 24 ส.ค.64 โดยนางคำมะลา สุวง รองหัวหน้าแผนกแผนการและการลงทุนแขวงฯ ระบุว่า บริษัท Yujia Investment จะสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองยอดอู แขวงพงสาลี ภายในระยะเวลา 18 เดือน โดยบริษัทฯ จะสำรวจพื้นที่ทั้งหมด 250 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม 150 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่สำหรับภาคบริการและการท่องเที่ยว 100 ตารางกิโลเมตร รวมทั้งการศึกษาออกแบบเส้นทางถนนจากบ้านอูเหนือ เมืองยอดอู ไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมลาว-จีน-เวียดนาม

สิงคโปร์ประณามการก่อเหตุระเบิดที่ท่าอากาศยานคาบูล

กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงเมื่อ 27 ส.ค.64 ว่า ขอประณามการก่อเหตุระเบิดที่ท่าอากาศยานนานาชาติคาบูล อัฟกานิสถาน เมื่อ 26 ส.ค.64 ซึ่งทำให้มีชาวอัฟกันและชาวต่างชาติบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยการก่อเหตุรุนแรงดังกล่าวเป็นเรื่องน่าสลดใจและไม่ยุติธรรม สิงคโปร์ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวต่อผู้ประสบเหตุและขอให้หายจากการบาดเจ็บ โดยสิงคโปร์ยังคงเตือนให้ทุกฝ่าย รวมถึงกลุ่มตอลิบัน รับรองความปลอดภัยของพลเมือง และอำนวยความสะดวกชาวต่างชาติในการเดินทางออกจากอัฟกานิสถานอย่าง

สหรัฐฯ จะตอบโต้กลุ่มเบื้องหลังเหตุระเบิดที่ท่าอากาศยานคาบูล อัฟกานิสถาน

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อ 27 ส.ค.64 อ้างท่าทีประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนประณามการก่อเหตุระเบิดที่ท่าอากาศยานนานาชาติคาบูล อัฟกานิสถาน และประกาศว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุดังกล่าว ที่ทำให้มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย และได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับย้ำว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าอพยพชาวอเมริกันออกจากพื้นที่ ซึ่งยังมีพลเรือนชาวอเมริกันอยู่ในคาบูลประมาณ 1,000 คน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไบเดนเชื่อว่ากลุ่ม Islamic State Khorasan (ISIS-K) อยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว และยังไม่มีหลักฐานว่ากลุ่ม ISIS-K สมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถาน ด้านผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ คาดว่าจะมีการโจมตีลักษณะดังกล่าวอีก โดยกลุ่ม ISIS-K ปฏิบัติการโหดเหี้ยมกว่ากลุ่มตอลิบัน และปัจจุบันคาดว่าเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ชนบทของอัฟกานิสถาน

ญี่ปุ่นตรวจพบอากาศยานของกองทัพจีนลาดตระเวนใกล้เกาะโอกินาวาและเกาะมิยาโกะของญี่ปุ่น

สำนักข่าวNHK และ JIJI รายงานเมื่อ 27 ส.ค.64 ว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่นตรวจพบอากาศยานของกองทัพจีนจำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย โดรนไร้คนขับ TB001 เครื่องบินลาดตระเวน และเครื่องบินสอดแนม Y-9 บริเวณน่านฟ้าระหว่างเกาะโอกินาวาและเกาะมิยาโกะ ของญี่ปุ่น เมื่อ 25 และ 26 ส.ค.64 โดยทำการบินรอบทางตอนใต้ของเกาะโอกินาวาไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนมุ่งหน้ากลับไปยังน่านฟ้าบริเวณทะเลจีนตะวันออก ทั้งนี้ การลาดตระเวนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรซ้อมรบร่วมทางทะเลบริเวณน่านน้ำเกาะโอกินาวา เมื่อ 24 ส.ค.64