เกาหลีใต้จะนำผู้อพยพชาวอัฟกันจำนวน 380 คน เดินทางไปเกาหลีใต้

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 อ้างนาย Choi Jong-moon รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้คนที่ 2 ว่า เครื่องบินทางทหารของเกาหลีใต้จะรับผู้อพยพชาวอัฟกันจำนวน 380 คน เดินทางจากกรุงอิสลามาบัด ปากีสถานไปยังท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน เกาหลีใต้ ใน 26 ส.ค.64 โดยผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ครูฝึกวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และล่าม ซึ่งเคยทำงานในสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำกรุงคาบูล โรงพยาบาลของเกาหลีใต้ และศูนย์ฝึกอาชีพที่เปิดในอัฟกานิสถานภายใต้การกำกับดูแลขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ (Korea International Cooperation Agency-KOICA) โดยผู้อพยพจะได้รับวีซ่าระยะสั้นและเปลี่ยนเป็นวีซ่าระยะยาว กับทั้งจะได้รับสถานะบุคคลพิเศษ (Persons of Special Merit) ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย และจะได้เข้าตรวจหาเชื้อ COVID-19 ในสถานที่กักตัวของรัฐบาลที่เขต Jincheon ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงโซลประมาณ 91 กิโลเมตร   ทั้งนี้ เกาหลีใต้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารและการบรรเทาทุกข์ในอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะการทำงานในลักษณะคณะทำงานบูรณะจังหวัด (Provincial Reconstruction Team-PRT) ช่วงปี 2553-2557 ภารกิจส่วนใหญ่คือให้บริการทางการแพทย์ การพัฒนาการเกษตร…

คูเวตอนุมัติใช้ยา Ronapreve รักษาผู้ป่วยโรค COVID-19 ในกรณีฉุกเฉิน

สำนักข่าว Al Arabiya ของซาอุดีอาระเบีย รายงานอ้างหนังสือพิมพ์Kuwait Times ของคูเวต เมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า กระทรวงสาธารณสุขคูเวตอนุมัติการใช้ยา Ronapreve สำหรับรักษาผู้ป่วยโรค COVID-19 ในกรณีฉุกเฉิน พร้อมอ้าง ดร.Abdullah al-Bader ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุขคูเวต เปิดเผยว่ายา Ronapreve มีประสิทธิภาพในการลดโอกาสการรักษาตัวในโรงพยาบาล และการอนุมัติการใช้ในกรณีฉุกเฉินมีขึ้นหลังจากกระทรวงสาธารณสุขคูเวต ทบทวนข้อมูลการทดลองทางคลินิกพบว่ายาดังกล่าว อาจใช้เพื่อป้องกันและรักษาการอาการป่วยรุนแรงจากโรค COVID-19 ได้ ทั้งนี้ ยา Ronapreve เป็นยาชนิดแอนติบอดีแบบผสมหรือแอนติบอดีค็อกเทล (Antibody cocktail) ที่บริษัท Regeneron Pharmaceuticals ในสหรัฐฯ พัฒนาร่วมกับบริษัท F. Hoffmann-La Roche ในสวิสเซอร์แลนด์ ยาดังกล่าวจะเลียนแบบแอนติบอดีที่ร่างกายผลิตได้ตามธรรมชาติเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบฉีดหรือหยดทางสายน้ำเกลือ โดยตัวแอนติบอดีจะเข้าไปจับเชื้อไวรัส COVID-19 บริเวณผนังระบบทางเดินหายใจ และทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ในระบบได้ ช่วยบรรเทาอาการป่วยรุนแรงและลดความเสี่ยงในการต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ปัจจุบันหลายประเทศและภูมิภาค เช่น สหภาพยุโรป (European Union-EU)…

อินโดนีเซียอนุมัติวัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน

สำนักข่าวReuters รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 อ้างการแถลงของนางเพนนี ลูคิโต ผู้อำนวยการองค์การอาหารและยาของอินโดนีเซีย (Badan Pengawas Obat dan Makanan-BPOM) ว่า อินโดนีเซียได้อนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 Sputnik V ของรัสเซีย เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินแล้ว ส่งผลให้วัคซีนSputnik V เป็นวัคซีนรายการที่ 6 ที่อินโดนีเซียขึ้นทะเบียนเพื่อใช้งานฉุกเฉินในประเทศ ต่อจาก Sinovac, AstraZeneca, Sinopharm, Moderna และ Pfizer

เยอรมนีเตือนกลุ่ม IS อาจโจมตีแบบพลีชีพในอัฟกานิสถาน

นาย Eberhard Zorn ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเยอรมนี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เมื่อ 24 ส.ค.64 อ้างแหล่งข่าวสหรัฐฯ และการประเมินของหน่วยข่าวเยอรมนี ว่า มีรายงานสมาชิกกลุ่ม Islamic State (IS) แฝงตัวเดินทางเข้าสู่กรุงคาบูล อัฟกานิสถาน เพื่อเตรียมก่อเหตุโจมตีแบบพลีชีพ ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในอัฟกานิสถานลดต่ำลง ขณะที่ประเทศตะวันตกยังประสบปัญหาอพยพพลเมืองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ก่อนถึงกำหนดเส้นตายใน 31 ส.ค.64

ประเทศยุโรปตะวันออกเรียกร้องให้ UN ลงโทษเบลารุสที่ปล่อยผู้ลี้ภัยข้ามแดนผิดกฎหมาย

สถานีโทรทัศน์ Deutsche Well รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า ประเทศยุโรปตะวันออก ได้แก่ ลัตเวีย ลิธัวเนีย โปแลนด์ และเอสโตเนีย ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) ออกมาตรการลงโทษเบลารุสที่ปล่อยให้ผู้ลี้ภัยลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมายเข้าสู่ยุโรป ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เบลารุสวางแผนให้ยุโรปเผชิญวิกฤติผู้ลี้ภัยอีกครั้ง และใช้ผู้ลี้ภัยเป็นเครื่องมือลดทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน ขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ลัตเวีย ลิธัวเนีย โปแลนด์ และเอสโตเนีย เรียกร้องให้สหภาพยุโรป (European Union-EU) พิจารณาดำเนินนโยบายการเปิดรับผู้ลี้ภัย เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมายในอนาคต ทั้งนี้ ลัตเวีย ลิธัวเนีย และโปแลนด์ ซึ่งมีชายแดนติดกับเบลารุส เริ่มสร้างรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนที่ติดกับเบลารุส และประจำการทหารเพิ่ม เพื่อป้องกันผู้ลี้ภัย

กัมพูชามีแผนจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างที่สำนักสงฆ์พระพุทธบาทศิลา จังหวัดบุรีรัมย์

หนังสือพิมพ์Khmer Times ฉบับ 25 ส.ค.64 รายงานอ้างการเปิดเผยของนาย Hab Touch ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา ว่า กระทรวงฯ จะส่งนักโบราณคดีและสถาปนิกเชี่ยวชาญด้านวัดไปสำรวจสถานที่และสิ่งปลูกสร้างที่สำนักสงฆ์พระพุทธบาทศิลา (ภูม่านฟ้า) ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ยังไม่กำหนดแผนการเดินทางเนื่องจากต้องพิจารณาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 นาย Hab Touch กล่าวด้วยว่า กระทรวงฯ ติดตามและประสานงานกับสถานกงสุลกัมพูชาประจำจังหวัดสระแก้ว และเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ด้านนาย Vong Sotheara ผู้อำนวยการกรมประวัติศาสตร์และอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์เขมรและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำมหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ เห็นว่า กัมพูชาควรตื่นตัวและแก้ปัญหากรณีดังกล่าวอย่างจริงจัง และไม่เห็นด้วยที่มีสิ่งปลูกสร้างคล้ายกับนครวัดในไทย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อต้น ก.ค.64 กัมพูชาขอให้ไทยส่งพิมพ์เขียวและข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กัมพูชาตรวจสอบ ต่อมาผู้แทนที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศหารืออีกครั้งเมื่อ 24 ส.ค.64 เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม

รัสเซียเริ่มต่อเรือรบและเรือดำน้ำ 6 ลำเพื่อเข้าประจำการในกองทัพเรือ

สำนักข่าวTass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ว่า รัสเซียกำลังต่อเรือรบและเรือดำน้ำ 6 ลำ สำหรับกองทัพเรือรัสเซีย โดยแบ่งเป็นเรือลาดตระเวนใต้น้ำขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ จำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Severodvinsk เรือลาดตระเวนจำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Komsomolsk-on-Amur และเรือดำน้ำชั้น Varshavyanka จำนวน 2 ลำที่อู่ต่อเรือ Admiralty ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยมีพิธีวางกระดูกเรือรบและเรือดำน้ำผ่านระบบทางไกล ทั้งนี้ รัสเซียจะเดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพกองทัพเรือต่อไป ทั้งการปฏิรูปกองทัพ การติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย การฝึกซ้อมภารกิจที่ยากลำบาก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและบทบาทรัสเซียในเวทีโลก

ชาวอัฟกันในอินโดนีเซียชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องการตั้งถิ่นฐานใหม่

สำนักข่าวAP รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในอินโดนีเซียหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees -UNHCR) ในกรุงจาการ์ตา เพื่อประณามการเข้ายึดอำนาจของกลุ่มตอลิบัน และเรียกร้องการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม พร้อมชูป้าย “อัฟกานิสถานไม่ปลอดภัย” และ “ตั้งถิ่นฐานผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันจากอินโดนีเซีย” โดยผู้ลี้ภัยซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายฮาซารา ระบุว่า เป็นห่วงครอบครัวที่ยังอยู่ในอัฟกานิสถาน เนื่องจากชาวฮาซาราเป็นกลุ่มมุสลิมชีอะฮ์ จะถูกดูหมิ่นและถูกเลือกปฏิบัติโดยกลุ่มมุสลิมสุหนี่ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ดี การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ และได้ยุติการชุมนุมหลังจากตำรวจขู่ว่าจะจับกุม เนื่องจากละเมิดข้อกำหนดด้านสาธารณสุขในกรุงจาการ์ตา ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันติดค้างอยู่ในอินโดนีเซียหลายพันคน เนื่องจากไม่สามารถลี้ภัยไปประเทศที่สามได้ ขณะที่อินโดนีเซียไม่ได้ลงนามสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี 2494 และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง ผู้ลี้ภัยในอินโดนีเซียจึงไม่ได้รับสิทธิในการประกอบอาชีพ และสิทธิในการรับสวัสดิการทางสังคมบางประการ

World Bank ระงับการให้เงินช่วยเหลืออัฟกานิสถาน

สำนักข่าวBBC รายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า ธนาคารโลก (World Bank-WB) ระงับการให้เงินช่วยเหลืออัฟกานิสถานเมื่อ 24 ส.ค.64 หลังจากกลุ่มตอลิบันเข้าควบคุมประเทศ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ระงับการเข้าถึงทรัพยากรของ IMF ของอัฟกานิสถาน รวมถึงเงินทุนสำรอง (SDRs) ครั้งใหม่จำนวน 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14,620 ล้านบาท) เนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศยังไม่รับรองสถานะรัฐบาลอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ WB มอบเงินทุนประมาณ 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 176,000 ล้านบาท) ผ่านสมาคมพัฒนาระหว่างประเทศสำหรับโครงการฟื้นฟูและพัฒนาในอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 2545

การจัดสรร SDR ของ IMF ครั้งใหม่ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์มีผลบังคับใช้แล้ว

เว็บไซต์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) เผยแพร่แถลงการณ์ของนาง Kristalina Georgieva เมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights -SDRs) หรือสินทรัพย์ที่ IMF กำหนดขึ้นและถือเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ ที่ได้รับการจัดสรรเงินทุนเพิ่มขึ้นครั้งใหม่จนมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยรับมือกับวิกฤตการณ์โรค COVID-19 ได้เป็นอย่างดี โดยจะเป็นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโลกด้วยการสนับสนุนทุนสำรองระหว่างประเทศ และช่วยลดภาระหนี้ระดับสูงให้กับสมาชิก กับทั้งยังสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤต COVID-19 ให้กับสมาชิก   ทั้งนี้ IMF ย้ำให้สมาชิกใช้ SDRs ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดและโปร่งใส ซึ่ง IMF ได้สร้างกรอบการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคของการจัดสรร SDRs ครั้งใหม่นี้ด้วย อาทิ การกำกับดูแล การประเมินผลดีต่อการสร้างความยั่งยืนด้านการกู้เงินและภาระหนี้ อีกทั้งมีการทบทวน ติดตามผล และรายงานการใช้ SDRs ทุก 2 ปี อย่างไรก็ดี…