อินโดนีเซียลดค่าตรวจ COVID-19 ตามการเรียกร้องของประชาชน

สำนักข่าวVNA รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 อ้างประกาศของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย มีคำสั่งให้ปรับลดราคาค่าตรวจโรค COVID-19 ด้วยวิธี RT-PCR ให้อยู่ระหว่าง 450,000-550,000 รูเปียะฮ์ (ประมาณ 1,035-1,265 บาท) จากราคาสูงสุดเดิมที่ กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียกำหนดไว้ที่ 900,000 รูเปียะฮ์ (ประมาณ 2,070 บาท) ซึ่งทำให้ค่าตรวจโรคด้วยวิธีนี้ลดลงถึงร้อยละ 38.9-50 โดยประธานาธิบดีวิโดโด ระบุว่า การลดราคาค่าตรวจ RT-PCR เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มการตรวจโรค พร้อมสั่งว่า ผลการทดสอบ RT-PCR ในอินโดนีเซียควรออกมาภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีกระแสวิจารณ์ว่าค่าตรวจโรค COVID-19 ในประเทศนั้นแพงเกินไป ด้านนายอับดุล คาเดียร์ อธิบดีกรมบริการสุขภาพของอินโดนีเซีย ระบุว่า การกำหนดราคาค่าตรวจใหม่ดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานกำกับดูแลการเงินและการพัฒนา ซึ่งมีผลตั้งแต่ 17 ส.ค.64

ซาอุดีอาระเบียอนุมัติฉุกเฉินใช้วัคซีน COVID-19 ของ Moderna ในเด็กอายุ 12-17 ปี

สำนักข่าว SPA ของทางการซาอุดีอาระเบีย รายงานเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า ในวันเดียวกันนี้ ซาอุดีอาระเบีย อนุมัติการใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของบริษัท Moderna จากสหรัฐฯ เพื่อฉีดให้เด็กอายุ 12-17 ปี เป็นกรณีฉุกเฉิน หลังจากรายงานผลการทดลองทางคลินิกของบริษัท Moderna ซึ่งยื่นต่อองค์การอาหารและยาของซาอุดีอาระเบีย ยืนยันว่าวัคซีน Moderna (ชนิด mRNA) มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสำหรับกลุ่มเด็กอายุดังกล่าว โดยการอนุมัติใช้วัคซีน Moderna มีขึ้นหลังจากกระทรวงศึกษาธิการซาอุดีอาระเบีย กำหนดให้นักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป นักศึกษามหาวิทยาลัยและอาชีวะศึกษา รวมถึงบุคลากรทางการศึกษา ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ครบ 2 โดส ก่อนกลับเข้าเรียนในสถานศึกษาในภาคการศึกษาใหม่ ใน 29 ส.ค.64 ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 19-22 ส.ค.64 ซาอุดีอาระเบีย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่ำกว่า 500 ราย ขณะที่ปัจจุบันซาอุดีอาระเบีย ฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19…

สหราชอาณาจักรเตรียมเสนอมาตรการคว่ำบาตรกลุ่มตอลิบัน

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สหราชอาณาจักรมีแผนจะโน้มน้าวให้ผู้นำกลุ่ม G7 ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (European Union-EU) พิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรกลุ่มตอลิบัน ระหว่างการประชุมกลุ่ม G7 เพื่อหารือประเด็นอัฟกานิสถานใน 24 ส.ค.64 โดยสหราชอาณาจักรประเมินว่า กลุ่ม G7 ควรใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและระงับความช่วยเหลือต่าง ๆ หากกลุ่มตอลิบันละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนและปล่อยให้อัฟกานิสถานเป็นฐานของกลุ่มติดอาวุธ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร พยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ขยายระยะเวลาการถอนกองทัพออกจากอัฟกานิสถานออกไป จากเดิมที่จะสิ้นสุดใน 31 ส.ค.64 เพื่อให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ มีเวลาอพยพพลเมืองของตนออกจากอัฟกานิสถาน

สิงคโปร์เสนอให้สหรัฐฯ ใช้เครื่องบิน A330 MRTT เพื่อสนับสนุนการอพยพจากอัฟกานิสถาน

นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ แถลงเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า ได้เสนอให้สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ A330 Multi-Role Tanker Transport (A330 MRTT)  เพื่อสนับสนุนภารกิจการอพยพออกจากอัฟกานิสถาน   ทั้งนี้ สิงคโปร์เริ่มประจำการเครื่องบิน A330 MRTT เมื่อ เม.ย.64 ซึ่งมีศักยภาพในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศและขนส่งทางอากาศได้พร้อมกัน โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ บรรเทาสาธารณภัย และสนับสนุนการปฏิบัติการด้านสันติภาพของกองทัพสิงคโปร์ ด้านรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ของสหรัฐฯ กล่าวขอบคุณการช่วยเหลือดังกล่าวกับนายกรัฐมนตรีลี และคาดว่าจะหารือกันต่อไป นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีลี ยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถานว่า สิงคโปร์ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน รวมถึงคาดหวังทุกฝ่ายจะร่วมมือกันในเรื่องดังกล่าว โดยสิงคโปร์ส่งเจ้าหน้าที่ไปอัฟกานิสถานเพื่อร่วมสนับสนุนกองกำลังนานาชาติเพื่อการช่วยเหลือด้านความมั่นคง (Internationl Security Assistance Force-ISAF) รวมถึงส่งไปเป็นแนวรบในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่แนวคิดหัวรุนแรงได้แผ่ขยายมายังภูมิภาค ซึ่งสิงคโปร์ขอบคุณสหรัฐฯ ที่เข้าไปช่วยให้กลุ่มก่อการร้ายหยุดใช้พื้นที่อัฟกานิสถานเป็นที่ฐานหลบซ่อนในห้วง 20 ปี ที่ผ่านมา และหวังว่าอนาคตอัฟกานิสถานจะไม่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้ง

ญี่ปุ่นมีแผนที่จะส่งเครื่องบินของกองกำลังป้องกันตนเอง เพื่ออพยพชาวญี่ปุ่นและลูกจ้างท้องถิ่นในอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวKyodo รายงานเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า นายสึกะ โยชิฮิเดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พบกับนาย Takeo Akiba ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อหารือถึงแผนที่จะส่งเครื่องบินของกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces-SDF) ไปยังอัฟกานิสถาน เพื่ออพยพชาวญี่ปุ่นและลูกจ้างท้องถิ่นที่ทำงานให้กับญี่ปุ่น อาทิ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น/กรุงคาบูล และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency-JICA) ในอัฟกานิสถาน โดยจะส่งเครื่องบินไปยังอัฟกานิสถานอย่างเร็วที่สุดเมื่อการเตรียมการเสร็จสิ้น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีสึกะจะหารือเพิ่มเติมกับ นายคิชิ โนบุโอะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น และ เจ้าหน้าที่อาวุโสอื่น ๆ ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงญี่ปุ่น ใน 23 ส.ค.64

ญี่ปุ่นเรียกร้องให้อิหร่านกลับเข้าสู่ข้อตกลงนิวเคลียร์

สำนักข่าวNHK รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า นายโทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เข้าพบกับประธานาธิบดีอิบรอฮีม เราะอีซี ของอิหร่าน ในการเยือนตะวันออกกลาง เมื่อ 22 ส.ค.64 โดยญี่ปุ่นขอให้อิหร่านแสดงความพยายามเชิงสร้างสรรค์ในการฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์ (Joint Comprehensive Plan of Action-JCPOA) ระหว่างอิหร่านกับมหาอำนาจอื่น ๆ โดยเร็ว นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังต้องการกระชับความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรแบบดั้งเดิมกับอิหร่าน โดยแสดงถึงความตั้งใจของญี่ปุ่นที่จะเพิ่มความร่วมมือเพื่อช่วยอิหร่านรับมือกับโรค COVID-19 ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ การจัดหาวัคซีน ด้านสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน นายโมเทกิเห็นว่า อิหร่านมีบทบาทสำคัญอย่างมากในอัฟกานิสถาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำเนินงานร่วมกันเพื่อป้องกันอัฟกานิสถานจากความไม่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ หลังจากการหารือ นายโมเทกิแถลงกับผู้สื่อข่าวทางออนไลน์ว่า ประเทศต่าง ๆ อาทิ อิหร่านและตุรกี มีช่องทางสื่อสารกับกลุ่มตอลิบันหลายช่องทาง

จีนลบแอปพลิเคชัน 25 รายการออกจาก App stores เพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

หนังสือพิมพ์ Global Times รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สำนักงานไซเบอร์สเปซจีน (Cyberspace Administration of China-CAC) พบแอปพลิเคชัน 351 รายการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และได้ลบแอปพลิเคชัน 25 รายการ ออกจาก App stores เมื่อ 21 ส.ค.64 เนื่องจากรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้จีนประกาศจะบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับแรก ใน 1 พ.ย.64 ทั้งนี้ จีนปราบปรามการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง และ CAC ได้ลบแอปพลิเคชันเรียกรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคล “Didi” จาก App stores เมื่อ 9 ก.ค.64 เนื่องจากการใช้ข้อมูลผู้ใช้บริการโดยผิดกฎหมาย และก่อนหน้านี้ได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลผิดกฎหมาย และอนุญาตให้บริษัทเทคโนโลยีสามารถรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจเมื่อปี 2562

นายกรัฐมนตรีสวีเดนประกาศลาออกจากตำแหน่ง

สถานีโทรทัศน์ Deutsche Welle รายงานเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า นายกรัฐมนตรี Stefan Löfven ของสวีเดน ประกาศลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีสวีเดน และหัวหน้าพรรค Swedish Social Democratic แนวคิดกลางซ้าย แต่ไม่ได้ระบุเหตุผลของการลาออก การตัดสินใจดังกล่าวนับเป็นการประกาศลาออกครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน โดยก่อนหน้านี้ รัฐสภาสวีเดนเคยลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี Löfven เมื่อ มิ.ย.64 จากกระแสต่อต้านนโยบายการเปิดรับผู้อพยพ และลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี Löfven ให้กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งเมื่อ ก.ค.64 อย่างไรก็ดี ยังไม่แน่ชัดว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค Swedish Social Democratic คนใหม่ ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจเป็นนาง  Magdalena Andersson รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังของสวีเดน ท่ามกลางความกังวลถึงกระแสความนิยมของพรรค Swedish Social Democratic ในการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นใน ก.ย.65

ประเทศยุโรปเพิ่มมาตรการคุมเข้มบริเวณชายแดนเพื่อป้องกันผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน

สำหนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า ประเทศยุโรป อาทิ ออสเตรีย กรีซ ตุรกี ปรับเพิ่มมาตรการคุมเข้มบริเวณชายแดน เพื่อป้องกันผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรี Sebastian Kurz ของออสเตรีย แสดงจุดยืนต่อต้านการเปิดรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน และย้ำว่าออสเตรียจะไม่รับผู้ลี้ภัยเพิ่มเติม ขณะที่กรีซสร้างรั้วบริเวณชายแดนติดกับตุรกี ยาวกว่า 40 กิโลเมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่ใช้ช่องทางตุรกีเข้ายุโรป เช่นเดียวกับตุรกีที่อยู่ระหว่างการสร้างรั้วลวดหนามสูง 3 เมตร กั้นบริเวณชายแดนติดกับอิหร่าน และเพิ่มเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (European Union-EU) ยังไม่มีแนวทางการรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่เป็นเอกฉันท์ โดยประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ เช่น เยอรมนี ออสเตรีย กรีซ เดนมาร์ก คัดค้านการเปิดรับผู้ลี้ภัยเข้ายุโรปเพิ่มเติม แต่ให้สนับสนุนทางการเงินประเทศเพื่อนบ้านอัฟกานิสถานในการจัดตั้งค่ายผู้ลี้ภัยแทน

ฟิลิปปินส์อนุมัติการใช้วัคซีน Sputnik Light ของรัสเซีย

นาย Carlito Galvez ประธานดูแลการจัดหาวัคซีน COVID-19 ของฟิลิปปินส์ เปิดเผยเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่าสำนักงานอาหารและยาฟิลิปปินส์อนุมัติการใช้วัคซีน Sputnik Light ของรัสเซีย ซึ่งเป็นวัคซีน COVID-19 แบบฉีดเข็มเดียว เมื่อ 20 ส.ค.64 โดยกองทุนการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (Russian Direct Investment Fund-RDIF) ระบุวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อร้อยละ 79.4 และสามารถจัดเก็บในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการระบุถึงแผนการจัดซื้อวัคซีนดังกล่าว โดยการอนุมัติวัคซีนจะช่วยให้มีทางเลือกการนำเข้าวัคซีนมากขึ้น ซึ่งฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ประชาชนร้อยละ 70 ของจำนวนประชากร ภายในปี 2564 จากปัจจุบันมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็มร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรทั้งหมด