ชาวอัฟกันในอินโดนีเซียชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องการตั้งถิ่นฐานใหม่

สำนักข่าวAP รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในอินโดนีเซียหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees -UNHCR) ในกรุงจาการ์ตา เพื่อประณามการเข้ายึดอำนาจของกลุ่มตอลิบัน และเรียกร้องการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม พร้อมชูป้าย “อัฟกานิสถานไม่ปลอดภัย” และ “ตั้งถิ่นฐานผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันจากอินโดนีเซีย” โดยผู้ลี้ภัยซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายฮาซารา ระบุว่า เป็นห่วงครอบครัวที่ยังอยู่ในอัฟกานิสถาน เนื่องจากชาวฮาซาราเป็นกลุ่มมุสลิมชีอะฮ์ จะถูกดูหมิ่นและถูกเลือกปฏิบัติโดยกลุ่มมุสลิมสุหนี่ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ดี การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ และได้ยุติการชุมนุมหลังจากตำรวจขู่ว่าจะจับกุม เนื่องจากละเมิดข้อกำหนดด้านสาธารณสุขในกรุงจาการ์ตา ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันติดค้างอยู่ในอินโดนีเซียหลายพันคน เนื่องจากไม่สามารถลี้ภัยไปประเทศที่สามได้ ขณะที่อินโดนีเซียไม่ได้ลงนามสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี 2494 และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง ผู้ลี้ภัยในอินโดนีเซียจึงไม่ได้รับสิทธิในการประกอบอาชีพ และสิทธิในการรับสวัสดิการทางสังคมบางประการ

World Bank ระงับการให้เงินช่วยเหลืออัฟกานิสถาน

สำนักข่าวBBC รายงานเมื่อ 25 ส.ค.64 ว่า ธนาคารโลก (World Bank-WB) ระงับการให้เงินช่วยเหลืออัฟกานิสถานเมื่อ 24 ส.ค.64 หลังจากกลุ่มตอลิบันเข้าควบคุมประเทศ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ระงับการเข้าถึงทรัพยากรของ IMF ของอัฟกานิสถาน รวมถึงเงินทุนสำรอง (SDRs) ครั้งใหม่จำนวน 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 14,620 ล้านบาท) เนื่องจากประชาคมระหว่างประเทศยังไม่รับรองสถานะรัฐบาลอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ WB มอบเงินทุนประมาณ 5,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 176,000 ล้านบาท) ผ่านสมาคมพัฒนาระหว่างประเทศสำหรับโครงการฟื้นฟูและพัฒนาในอัฟกานิสถานตั้งแต่ปี 2545

การจัดสรร SDR ของ IMF ครั้งใหม่ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์มีผลบังคับใช้แล้ว

เว็บไซต์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) เผยแพร่แถลงการณ์ของนาง Kristalina Georgieva เมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights -SDRs) หรือสินทรัพย์ที่ IMF กำหนดขึ้นและถือเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ ที่ได้รับการจัดสรรเงินทุนเพิ่มขึ้นครั้งใหม่จนมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยรับมือกับวิกฤตการณ์โรค COVID-19 ได้เป็นอย่างดี โดยจะเป็นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโลกด้วยการสนับสนุนทุนสำรองระหว่างประเทศ และช่วยลดภาระหนี้ระดับสูงให้กับสมาชิก กับทั้งยังสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤต COVID-19 ให้กับสมาชิก   ทั้งนี้ IMF ย้ำให้สมาชิกใช้ SDRs ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดและโปร่งใส ซึ่ง IMF ได้สร้างกรอบการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาคของการจัดสรร SDRs ครั้งใหม่นี้ด้วย อาทิ การกำกับดูแล การประเมินผลดีต่อการสร้างความยั่งยืนด้านการกู้เงินและภาระหนี้ อีกทั้งมีการทบทวน ติดตามผล และรายงานการใช้ SDRs ทุก 2 ปี อย่างไรก็ดี…

ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN วิตกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศของกลุ่มตอลิบัน

เว็บไซต์ข่าวองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) รายงานเมื่อ 10 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนาง Michelle Bachelet ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN จากการประชุมสมัยพิเศษ กรณีสถานการณ์ในอัฟกานิสถานในประเด็นสิทธิมนุษยชน เมื่อ 24 ส.ค.64 วิตกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศของกลุ่มตอลิบัน พร้อมทั้งเรียกร้องผู้นำกลุ่มตอลิบันให้เคารพสิทธิของชาวอัฟกัน เฉพาะอย่างยิ่งสิทธิพื้นฐานของสตรีและเด็ก ตลอดจนเสรีภาพของสื่อ นักวิชาการ นักกิจกรรมภาคประชาสังคม และอดีตเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อาทิ เสรีภาพในการแสดงออก การศึกษา และการทำงาน หลังกลุ่มตอลิบันยังคงค้นหาบุคคลดังกล่าวตามบ้าน เพื่อจับกุม ลงโทษ และอายัดทรัพย์สิน นอกจากนี้ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN เรียกร้องกลุ่มตอลิบันให้เปิดเส้นทางให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้กับชาวอัฟกัน พร้อมกับรับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ รวมถึงเรียกร้องนานาประเทศให้คุ้มครองและช่วยเหลือผู้ลี้ภัย โดยการสนับสนุนเงินทุนและการขนส่งสิ่งของที่จำเป็นไปยังอัฟกานิสถาน เพิ่มจำนวนที่พักพิง และยุติการเนรเทศชาวอัฟกันที่แสวงหาความคุ้มครองโดยทันที ตลอดจนเรียกร้องที่ประชุมให้จัดตั้งกลไกเพื่อติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถานอย่างใกล้ชิด และย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการใช้ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนกดดันกลุ่มตอลิบันที่ต้องการการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ โดย UN ยืนยันที่จะอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลือแก่ชาวอัฟกัน เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพของประเทศ และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของชาวอัฟกัน

ประธานาธิบดีเบลารุสเสนอให้ CSTO ร่วมกับ SCO แสดงบทบาทต่อสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน

สำนักข่าวBelta ของเบลารุส รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ของเบลารุส เสนอต่อที่ประชุมระดับผู้นำขององค์กรสนธิสัญญาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงร่วม (Collective Security Treaty Organization-CSTO) สมัยวิสามัญ วาระเร่งด่วนประเด็นอัฟกานิสถาน ผ่านระบบวิดีโอ เรียกร้องให้การประชุมระดับผู้นำ ทั้งกรอบ CSTO และกรอบองค์การความร่วมมือเซียงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization-SCO) ประจำปี 2564 ซึ่งกำหนดจัดใน 16-17 ก.ย.64 ที่ดูชานเบ ทาจิกิสถาน นั้น ร่วมกันหารือในประเด็นอัฟกานิสถาน เนื่องจากตำแหน่งของประเทศสมาชิกทั้งกรอบ SCO และ CSTO มีความสำคัญต่ออัฟกานิสถานมากกว่าประเทศตะวันตก โดย CSTO มีระยะเวลาดำเนินการอีก 3 สัปดาห์ในการเตรียมการประชุมร่วม ทั้งนี้ เติร์กเมนิสถานได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุม SCO และ CSTO ในฐานะแขกของทาจิกิสถานเจ้าภาพจัดการประชุม

โปแลนด์สร้างรั้วบริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุสเพื่อป้องกันผู้ลี้ภัย

นาย Mariusz Blaszczak  รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมโปแลนด์ แถลงเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า โปแลนด์จะสร้างรั้วบริเวณชายแดนโปแลนด์-เบลารุส สูง 2.5 เมตร และประจำการนายทหารเพิ่มเป็น 2,000 นาย เพื่อป้องกันผู้ลี้ภัยลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ขณะที่ลิธัวเนียอยู่ระหว่างการสร้างรั้ว ยาว 508 กิโลเมตร บริเวณชายแดนลิธัวเนีย-เบลารุส  คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ก.ย.65 ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากโปแลนด์ ลิธัวเนีย และลัตเวีย รายงานการจับกุมผู้ลี้ภัยจากอิรักและอัฟกานิสถานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยใช้ช่องทางชายแดนเบลารุสเข้ายุโรป ซึ่งสหภาพยุโรป (EU) กังวลว่า เบลารุสอาจใช้ปัญหาผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองกับ EU เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่าง EU กับเบลารุสค่อนข้างตึงเครียดในระยะหลัง จากกรณีที่ EU ออกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเบลารุสที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง จากการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองและการบังคับเครื่องบินลงจอดเพื่อจับกุมสื่อมวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล  

EU ไม่รับรองรัฐบาลอัฟกานิสถานที่มาจากการจัดตั้งโดยกลุ่มตอลิบัน

นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission-EC) แถลงเมื่อ 22 ส.ค.64 ว่า สหภาพยุโรป (European Union-EU) ไม่รับรองรัฐบาลอัฟกานิสถานที่มาจากการจัดตั้งโดยกลุ่มตอลิบัน และจะไม่เจรจาใด ๆ กับกลุ่มติดอาวุธ โดย EU จะติดตามและประเมินการกระทำของกลุ่มตอลิบันอย่างใกล้ชิด ว่ามีการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ขณะที่ปัญหาการเปิดรับผู้ลี้ภัย ซึ่ง EU ยังไม่มีมติเป็นเอกฉันท์นั้น EU จะสนับสนุนเงินทุนให้ประเทศสมาชิกที่เปิดรับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน และเพิ่มงบช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับอัฟกานิสถาน ซึ่งมีเงื่อนไขว่า อัฟกานิสถานต้องดำเนินการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยต้องเคารพสิทธิสตรีและชนกลุ่มน้อยเป็นสำคัญ

สหราชอาณาจักรสำรองวัคซีนต้าน COVID-19 ของ บริษัทPfizer เพิ่ม 35 ล้านโดส

รัฐบาลสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์เมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สหราชอาณาจักรลงนามสั่งซื้อวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของบริษัท Pfizer เพิ่มอีก 35 ล้านโดส เพื่อสำรองไว้ใช้เป็นวัคซีนเข็มสามกระตุ้นภูมิคุ้มกันในอนาคต โดยสหราชอาณาจักรได้สั่งซื้อวัคซีนของบริษัท Pfizer จำนวน 60 ล้านโดส เมื่อ เม.ย.64 ส่งผลให้สหราชอาณาจักรจะมีวัคซีนสำรองกว่า 135 ล้านโดส คาดว่าจะส่งมอบได้ห้วง ก.ค.-ธ.ค.65 อย่างไรก็ดี ท่าทีดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การสั่งซื้อวัคซีนล่วงหน้าของสหราชอาณาจักร อาจทำให้ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางเข้าไม่ถึงวัคซีน ซึ่งสหราชอาณาจักรตั้งเป้าจะบริจาควัคซีนเข้าโครงการ COVAX จำนวน 100 ล้านโดส ภายในปี 2565 และสนับสนุนเงินทุนเพิ่ม 548 ล้านปอนด์สเตอริง (ประมาณ 25,000 ล้านบาท) เพื่อให้ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางได้รับการแจกจ่ายวัคซีนอย่างเท่าเทียม

โฆษกกลุ่มตอลิบันให้สัมภาษณ์ว่าต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น

สำนักข่าวKyodo รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนาย Suhail Shaheenโฆษกกลุ่มตอลิบันในกรุงโดฮา กาตาร์ ที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวKyodo ว่า กลุ่มตอลิบันต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น และแสดงความหวังว่าญี่ปุ่นจะกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น/กรุงคาบูล อีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่ญี่ปุ่นปิดทำการสถานเอกอัครราชทูต เมื่อ 15 ส.ค.64 และอพยพนักการทูตญี่ปุ่นไปยังนครดูไบเมื่อ 17 ส.ค.64 นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่ากลุ่มตอลิบันจะรับประกันชีวิตและทรัพย์สินของชาวญี่ปุ่น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ทำงานในสถานเอกอัครราชทูต และ Non-Governmental Organization (NGOs) ของญี่ปุ่นในอัฟกานิสถาน ซึ่งกลุ่มตอลิบันไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ผู้ให้ร่วมมือกับสหรัฐฯ

สหรัฐฯ เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเอเปคปี 2566

สำนักข่าวบลูมเบอร์กรายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 อ้างท่าทีรองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ของสหรัฐฯ ระหว่างการเยือนสิงคโปร์เมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สหรัฐฯ เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเอเปคปี 2566 เพื่อแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือพหุภาคี และการพัฒนาความสัมพันธ์กันประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่าทีดังกล่าวตอกย้ำว่า แนวนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเกี่ยวพันกับพันธมิตรและหุ้นส่วน ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งแตกต่างจากนโยบาย “America First” ของรัฐบาลชุดก่อน โดยรองประธานาธิบดีแฮร์ริสยังได้พบกับผู้แทนจากบริษัทขนาดใหญ่ของสิงคโปร์  พร้อมกับมีถ้อยแถลงยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการกดดันให้ประเทศในเอเชียเลือกดำเนินนโยบายเข้าข้างสหรัฐฯ หรือจีน แต่สหรัฐฯ เห็นว่าจีนดำเนินนโยบายที่คุกคามประเทศอื่นและละเมิดระเบียบระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในทะเลจีนใต้