หน่วยงานด้านมนุษยธรรมของ UN วิตกกับข้อจำกัดด้านการขนส่งที่ทำให้ไม่สามารถส่งสิ่งของที่จำเป็นไปยังอัฟกานิสถานได้

เว็บไซต์ข่าวองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ระบุว่า หน่วยงานด้านมนุษยธรรมของ UN อาทิ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) โครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP) และองค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) วิตกกับข้อจำกัดทางการขนส่ง เช่น การปิดรับเที่ยวบินพาณิชย์ของสนามบินในกรุงคาบูล ซึ่งทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่สามารถสนับสนุนความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมไปยังอัฟกานิสถานได้ อาทิ อาหาร น้ำ ยารักษาโรค อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ และเรียกร้องนานาประเทศร่วมกันสร้างสะพานเพื่อมนุษยธรรม เพื่อจัดส่งยาและอุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ ให้กับผู้หนีภัยจากการสู้รบกว่า 300,000 ราย ได้โดยไม่มีข้อจำกัด นอกจากนี้ นาง Mary-Ellen McGroarty ผู้อำนวยการWFP ประจำอัฟกานิสถาน เรียกร้องนานาประเทศร่วมสนับสนุนเงินทุนเพื่อจัดหาอาหาร ที่พักพิง และเวชภัณฑ์ให้กับชาวอัฟกัน ขณะที่นาง Henrietta Fore ผู้อำนวยการUNICEF เรียกร้องกลุ่มตอลิบันให้รับรองว่าหน่วยงานด้านมนุษยธรรมจะสามารถเข้าถึงเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือได้ทุกที่อย่างปลอดภัยและทันเวลา ทั้งนี้…

เอเปคจัดทำแผนปฏิบัติการด้านวัคซีนทุกช่วงชีวิตเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

เว็บไซต์ apec.org รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า เอเปคจัดทำแผนปฏิบัติการ 10 ปี ด้านวัคซีนทุกช่วงชีวิต (APEC Action Plan on Vaccination across the Life-Course) เพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน ไม่เฉพาะโรค COVID-19 แต่รวมถึงโรคพื้นฐานอื่น ๆ ด้วย โดยจะส่งเสริมค่านิยมการฉีดวัคซีน นวัตกรรม และการเข้าถึงวัคซีน เสริมสร้างขีดความสามารถความมั่นคงทางสาธารณสุขและการรับมือการแพร่ระบาดในอนาคต ส่งเสริมงบประมาณเพื่อวิจัยและพัฒนาวัคซีน รวมถึงการผลิตและการขนส่ง เร่งประสานกฎระเบียบการขนส่ง ตลอดจนสร้างมาตรการทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ แผนดังกล่าวสอดคล้องกับวาระการสร้างภูมิคุ้มกันของ World Health Organization (WHO) ซึ่งจำเป็นต้องมีตารางกำหนดการได้รับวัคซีนและการเข้าถึงวัคซีนอย่างชัดเจน โดยการได้รับวัคซีนตามกำหนดจะส่งผลดีในภาพรวม เกิดความเท่าเทียมทางสาธารณสุข ลดภาระด้านสุขภาพในระบบสังคม ลดต้นทุนการรักษา และลดภาระทางเศรษฐกิจ

ลาวรับมอบวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 จากจีน จำนวน 400,000 โดส

เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า พล.ต.วงคำ พมมะกอน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงป้องกันประเทศลาว และ พ.อ.พิเศษ หลี ปิ่ง ผู้แทนฝ่ายทูตทหารสถานเอกอัครราชทูตจีน/นครหลวงเวียงจันทน์ เข้าร่วมพิธีมอบรับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของบริษัทSinopharm จำนวน 400,000 โดส และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งกองทัพจีนมอบให้กับกองทัพลาวเพื่อสนับสนุนการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ที่สนามบินนานาชาติวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อ 23 ส.ค.64 โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงป้องกันประเทศลาว กล่าวขอบคุณรัฐบาล กองทัพและประชาชนจีน ที่ช่วยเหลือลาวต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคุลมตามหลักความดี 4 ประการ ได้แก่ เพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี สหายที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี และการสร้างชุมชนที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างลาว-จีน ทั้งนี้ ตั้งแต่ มี.ค. – 23 ส.ค.64 ลาวได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 จากจีน อังกฤษ รัสเซีย และมิตรประเทศผ่านโครงการ COVAX…

ลาวรับมอบข้าวสารจากญี่ปุ่น เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

เว็บไซต์ สำนักข่าวสารประเทศลาว ภาคภาษาลาว รายงานเมื่อ 24 ส.ค.64 ว่า นายลีปาว ย่าง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมลาว นาย Takewaka Keizo เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น/ลาว และนาย Jan Delbaere ผู้อำนวยการโครงการอาหารโลก (World Food Program-WFP) ประจำลาว เข้าร่วมพิธีมอบรับข้าวสารจำนวน 627 ตัน จากรัฐบาลญี่ปุ่น ที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อ 23 ส.ค.64 ความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในแขวงสะหวันนะเขตและแขวงภาคใต้ของลาวในระยะเวลา 2 ปี มูลค่า 180 ล้านเยน ที่จัดตั้งเมื่อ ก.พ.64 โดยข้าวสารจำนวนดังกล่าวจะมอบผ่านองค์การอาหารโลก เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยห้วง ต.ค.63 ในพื้นที่แขวงภาคกลางและแขวงภาคใต้ของลาว จำนวน 35,000 คน ใน 65 ชุมชน นอกจากนี้ องค์การอาหารโลกจะให้ความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน อาทิ ถนน คลองระบายน้ำ และระบบชลประทาน

ฝรั่งเศสจะเริ่มฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 เข็มสามใน ก.ย.64

นาย Olivier Veran รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ BFMTV เมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า ฝรั่งเศสคาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เข็มสามเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี ใน ก.ย.64 โดยประชากรวัยผู้ใหญ่ร้อยละ 80 ได้รับวัคซีนแล้วอย่างน้อยเข็มแรก ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังเผชิญการประท้วงของกลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีน ที่ไม่พอใจมาตรการบังคับใช้เอกสารรับรองการฉีดวัคซีนเพื่อเข้าใช้บริการร้านค้า ร้านอาหาร สถานที่สาธารณะ และขนส่งสาธารณะ ทั้งนี้ แนวทางการฉีดวัคซีนเข็มสามของฝรั่งเศส สอดคล้องกับแนวทางการฉีดวัคซีนของสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ที่ต้องการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กลุ่มเสี่ยงก่อนถึงฤดูหนาว (ม.ค.-ก.พ.) ควบคู่กับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคประจำฤดู ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ โรค RSV แม้องค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) จะคัดค้านการฉีดวัคซีนเข็มสาม เพื่อให้ประชาชนในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอย่างน้อยร้อยละ 10 เข้าถึงวัคซีนเข็มแรกก่อน

สิงคโปร์วางแผนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อประสิทธิภาพการจัดการเชื้อ COVID-19

สำนักงานบริการสาธารณะของสิงคโปร์เปิดเผยเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า สิงคโปร์มีแผนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐบาล 44 แห่ง เพื่อเตรียมรับมือก่อนถึงฤดูกาลแพร่ระบาด และลดความตึงเครียดในการบริหารทรัพยากรในการตรวจเชื้อและกักตัวกลุ่มที่มีอาการต้องสงสัยว่าติดเชื้อ COVID-19 เนื่องจากทั้งสองโรคมีอาการคล้ายคลึงกัน  โดยคาดว่าจะเริ่มโครงการนำร่องฉีดตั้งแต่ ต.ค.64 – มี.ค.65  ในเบื้องต้นมีเจ้าหน้าที่สนใจประมาณฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 44,000 คน  ด้านนาย Edwin Chng ผู้อำนวยการสถานพยาบาล Parkway Shenton ระบุว่า การเปิดพรมแดนของสิงคโปร์ทำให้อาจเกิดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และ COVID-19 เพิ่มขึ้น  โดยสิงคโปร์ดำเนินการฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ประชาชนส่วนใหญ่แล้ว ต่อไปจึงควรให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มเติมด้วย

สถาบัน Gamaleya ระบุ วัคซีน Sputnik V รูปแบบพ่นจมูกอาจได้รับอนุมัติใช้ในปี 2565

สำนักข่าวTass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 21 ส.ค.64 ว่า นาย Alexander Gintsburg ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย Gamaleya ผู้พัฒนาวัคซีน Sputnik V ของรัสเซีย สำหรับป้องกันโรค COVID-19 ระบุ ขั้นตอนทดสอบก่อนคลินิก (pre-clinical trials) ของวัคซีน Sputnik V รูปแบบพ่นจมูก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดในการพัฒนาวัคซีนรูปแบบพ่นจมูกเสร็จสิ้นแล้ว และจะเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองทางคลินิก โดยคาดว่าวัคซีน Sputnik V รูปแบบพ่นจมูกอาจได้รับอนุมัติใช้ในปี 2565

กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

สำนักข่าวReuters รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนายอาหมัด ริเซีย ปาเตรีย รองผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ว่า ปัจจุบันจาการ์ตาถือเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดต่ำ (Green Zone) และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้แล้ว โดยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโรค COVID-19 เข็มแรกแล้ว 9.3 ล้านคน และเข็มที่สอง 4.7 ล้านคน (จากประชากรในจาการ์ตาทั้งหมดประมาณ 11 ล้านคน) ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในกรุงจาการ์ตาและบางพื้นที่ โดยอนุญาตให้ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า มัสยิดและโบสถ์ กลับมาเปิดให้บริการได้บางส่วน อย่างไรก็ดี นายปานดู ริโอโน นักระบาดวิทยาประจำมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย ระบุว่า นายปาเตรียเข้าใจผิดในความหมายของภูมิคุ้มกันหมู่ เพราะถึงแม้ว่าจาการ์ตาจะประสบความสำเร็จจนสามารถฉีดวัคซีนได้ครบทุกคน แต่ระดับภูมิคุ้มกันยังคงต่ำกว่าร้อยละ 80 โดยนายริโอโนชี้ว่า ประสิทธิภาพวัคซีนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 55 เท่านั้น ทั้งนี้ วัคซีนหลักในจาการ์ตา ได้แก่ วัคซีน Sinovac

ประธานาธิบดีรัสเซียและคาซัคสถานพบหารือก่อนการประชุม CSTO วาระเร่งด่วน

สำนักข่าวRT ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 21 ส.ค.64 ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย พบหารือประธานาธิบดีคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ของคาซัคสถาน ที่มอสโก ในประเด็นความร่วมมือทวิภาคี เฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคง อาทิ สถานการณ์ในอัฟกานิสถานและเอเชียกลาง ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับอัฟกานิสถาน ซึ่งทาจิกิสถานเป็นเจ้าภาพ ผ่านระบบวิดีโอใน 23 ส.ค.64 ระดับผู้นำขององค์กรสนธิสัญญาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงร่วม (Collective Security Treaty Organization-CSTO) ขณะที่การประชุมระดับผู้นำ CSTO วาระประจำปี 2564 กำหนดจัดใน 16-17 ก.ย.64 ที่ดูชานเบ ทาจิกิสถาน

ศาลอินโดนีเซียสั่งจำคุกอดีตรัฐมนตรีในข้อหารับสินบนโครงการบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19

สำนักข่าวReuters รายงานเมื่อ 23 ส.ค.64 ว่า ศาลพิเศษคดีทุจริตและอาชญากรรมของจาการ์ตา ตัดสินจำคุกนายจูเลียรี บาตูบารา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการสังคมของอินโดนีเซีย เป็นเวลา 12 ปี ในความผิดข้อหารับสินบน จำนวน 1,200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40 ล้านบาท) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาหารช่วยเหลือครอบครัวยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโรค COVID-19 และสั่งปรับ 500 ล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 1.15 ล้านบาท) หรือเพิ่มโทษจำคุก 6 เดือนแทนค่าปรับ นอกจากนี้ ศาลสั่งให้นายบาตูบาราจ่ายเงินชดใช้คืนประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33.35 ล้านบาท) หรือต้องรับโทษจำคุกเพิ่มอีก 2 ปี สำหรับนายบาตูบาถูกจับกุม เมื่อ ธ.ค.63 และจากการไต่สวนของศาล พบว่า นายบาตูบารารับเงินสินบนเป็นเงินสดจากผู้รับเหมาสองรายที่ทางการจ้างมาให้จัดทำห่ออาหารพื้นฐานส่งให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้ ปัญหาการรับสินบนยังเป็นปัญหาใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งนักการเมืองถูกมองว่าเป็นกลุ่มทุจริตมากที่สุด