ธุรกิจในนครหลวงเวียงจันทน์ ลาว มากกว่า 200 แห่ง ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ระลอกที่ 2

เว็บไซต์สำนักข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 6 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนาง Bouavone Souklaseng หัวหน้าแผนกแผนการและการลงทุนนครหลวงเวียงจันทน์ ลาว ระบุว่า การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ระลอกที่สอง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในนครหลวงเวียงจันทน์จำนวนมาก โดยมีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนัก 245 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 15.9 จากธุรกิจในนครหลวงเวียงจันทน์ทั้งหมด 1,541 แห่ง อีกทั้งธุรกิจภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม สถานบันเทิง และการขนส่ง ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยธุรกิจภาคบริการร้อยละ 77 ระบุว่า การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ระลอกที่สอง ทำให้มีรายได้ลดลงร้อยละ 64 ธุรกิจภาคบริการร้อยละ 70 ต้องปิดให้บริการชั่วคราว และมีธุรกิจภาคบริการร้อยละ 46.86 ต้องเลิกจ้างพนักงาน ก่อนหน้านี้เมื่อ 28 ก.ค.64 นายพันคำ วิพาวัน นรม.ลาว กล่าวในงานประชุมธุรกิจลาว ครั้งที่ 13 ว่า…

สถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ในอาเซียน เมื่อ 5 ส.ค.64

เว็บไซต์ khmertimeskh.com ของกัมพูชา รายงานเมื่อ 6 ส.ค.64 สรุปสถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ของอาเซียน ณ 5 ส.ค.64 ว่า อาเซียนทุกประเทศปรากฏผู้ติดเชื้อรายใหม่ล่าสุด โดยอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุดที่ 35,764 ราย รองลงมาได้แก่ ไทย 20,920 ราย มาเลเซีย 20,596 ราย ฟิลิปปินส์ 8,127 ราย เวียดนาม 7,244 ราย เมียนมา 4,132 ราย กัมพูชา 591 ราย ลาว 206 ราย สิงคโปร์ 98 ราย และบรูไน 1 ราย โดยอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อรวมมากที่สุดที่ 3,568,331 ราย เสียชีวิต 102,375ราย   สำหรับภาพรวมจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 201,712,187 ราย เสียชีวิต…

สหรัฐฯ ขยายเวลาให้ชาวฮ่องกงพำนักในสหรัฐฯ ได้นานขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ผ่านเว็บไซต์ www.state.gov เมื่อ 6 ส.ค.64 ระบุว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนมีคำสั่งให้ขยายมาตรการอนุญาตให้ชาวฮ่องกงที่อยู่ในสหรัฐฯ ขยายเวลาพำนักอยู่ในสหรัฐฯ ได้นานอีก 18 เดือนโดยมีผลบังคับใช้ทันที เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือชาวฮ่องกงที่ไม่ต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนา เพราะอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายความมั่นคงของจีน ทั้งนี้ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่ามาตรการครั้งนี้เป็นการให้พื้นที่ปลอดภัย (safe haven) แก่ชาวฮ่องกงในสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ยกระดับการปราบปรามชาวฮ่องกง รวมทั้งสื่อมวลชนที่คัดค้านนโยบายของจีนมากขึ้น และเป็นการส่งสัญญาณให้ชาวฮ่องกงเห็นว่า สหรัฐฯ สนับสนุนชาวฮ่องกง

ผู้นำเกาหลีใต้เตรียมแผนผลักดันประเทศให้เป็นฐานการผลิตวัคซีนของโลก

สำนักข่าว ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 5 ส.ค.64 ว่า ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ประเด็นกลยุทธ์การเป็นฐานการผลิตวัคซีนของเกาหลีใต้ว่า จะจัดตั้งการพัฒนาวัคซีนเป็น 1 ใน 3 เทคโนโลยีทางยุทธศาสตร์ควบคู่กับเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี่ ซึ่งจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 2.2 ล้านล้านวอน (1,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2569 รวมถึงดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกและจากต่างประเทศ ปัจจุบัน การพัฒนาวัคซีน COVID-19 ในเกาหลีใต้อยู่ระหว่างเตรียมทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ใน ส.ค.64 และคาดการณ์ว่า วัคซีนดังกล่าวจะเข้าสู่การทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายในสิ้นปี 2564 ก่อนใช้เชิงพาณิชย์ภายในห้วงครึ่งแรกของปี 2565 โดยบริษัทผลิตวัคซีนของเกาหลีใต้จำนวน 7 แห่ง จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 166,700 ล้านวอน (146 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2564 เพื่อส่งเสริมการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ซึ่งบางบริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA โดยรัฐบาลจะส่งเสริมการพัฒนาและวิจัยขั้นสูงในเทคโนโลยีดังกล่าว นอกจากนี้ เกาหลีใต้จะงดจัดเก็บภาษีของบริษัทผลิตยาที่วิจัยเกี่ยวกับวัคซีนหรือลงทุนในโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต รวมถึงส่งเสริมบุคลากรในอุตสาหกรรมชีวการแพทย์…

บริษัทหัวเว่ยจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาบริษัทสตาร์ทอัปในเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งไทย

หนังสือพิมพ์ China Daily รายงานเมื่อ 4 ส.ค.64 ว่า บริษัทหัวเว่ย แถลงระหว่างการประชุม Huawei Cloud Spark Founders Summit ครั้งที่ 1 ที่จัดพร้อมกันในสิงคโปร์และฮ่องกง ว่า จะจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในห้วงปี 2564-2566 เพื่อสนับสนุนโครงการ “Spark Program” ที่บริษัทต้องการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมกับการพัฒนาบริษัทสตาร์ทอัปในเอเชีย-แปซิฟิก โดยที่ผ่านมาสนับสนุนให้ไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย สร้างศูนย์กลางสตาร์ทอัปของตนเอง และจะสนับสนุนการสร้างศูนย์กลางสตาร์ทอัปเพิ่มเติมในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และเวียดนาม โดยต้องการให้มีบริษัทสตาร์ทอัป 1,000 บริษัทเข้าร่วม Spark Program และพัฒนาให้มี 100 บริษัทที่เติบโตได้

เศรษฐกิจดิจิทัลของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกเมื่อปี 2563

หนังสือพิมพ์ China Daily รายงานเมื่อ 3 ส.ค.64 ว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของจีนเมื่อปี 2563 มีมูลค่ารวม 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ และขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.6 จากเมื่อปี 2562 ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มที่เร็วที่สุดในโลก ทั้งนี้ จีนแถลงสถิติดังกล่าวระหว่างงาน Global Digital Economy Conference ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งนายจ้วง หรงเหวิน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการไซเบอร์สเปซของจีน แถลงว่า เศรษฐกิจดิจิทัลจะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งเป็นตัวกระตุ้นใหม่ต่อการพัฒนาคุณภาพสูง ในห้วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปราะบาง

สาระสำคัญของการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อาเซียนและอินเดีย

สำนักข่าว VNA ของเวียดนาม รายงานเมื่อ 4 ส.ค.64 ว่า การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน-อินเดีย จัดขึ้นในวันเดียวกันผ่านการประชุมทางไกล โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะรักษาและยกระดับความร่วมมือผ่านการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอาเซียน-อินเดีย ปี 2564-2568 อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะจัดลำดับความสำคัญในการส่งเสริมการค้า การลงทุน ความเชื่อมโยง (connectivity) ความร่วมมือทางทะเล เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (blue economy) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การป้องกันภัยธรรมชาติ การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการลดช่องว่างของการพัฒนา นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเน้นย้ำความช่วยเหลือร่วมกันในการตอบสนองต่อโรค COVID-19 โดยอาเซียนชื่นชนความช่วยเหลือของอินเดียที่ให้เงินจำนวน 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐในกองทุนอาเซียนเพื่อรับมือกับโรค COVID-19 (COVID-19 ASEAN Response Fund) และหวังที่จะยกระดับความร่วมมือกับอินเดียเพื่อเพิ่มความพยายามสำหรับการฟื้นฟูอย่างครอบคลุมและยั่งยืนในภูมิภาค   ด้านความมั่นคง อินเดียยืนยันสนับสนุนบทบาทของอาเซียนและความพยายามที่จะส่งเสริมการเจรจาและการประนีประนอมในเมียนมา และจะทำงานใกล้ชิดกับอาเซียนเพื่อสนับสนุนความพยายามในการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเลในทะเลจีนใต้   ทั้งนี้ อินเดียเสนอให้ปี 2565 เป็นปีแห่งมิตรภาพของอาเซียน-อินเดียเพื่อเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึงการครบรอบความสัมพันธ์ 25 ปีของการเป็นคู่เจรจา และ…

ญี่ปุ่นพบผู้มีอาการแพ้แบบรุนแรงต่อวัคซีนของ Pfizer 5 กรณีต่อการฉีด 1 ล้านโดส

สำนักข่าว JIJI Press รายงานข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขฯ ของญี่ปุ่นเมื่อ 5 ส.ค.64 ว่า พบผู้มีอาการแพ้แบบรุนแรง (anaphylaxis) ต่อวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ของ บริษัทPfizer 5 กรณีต่อการฉีด 1 ล้านโดส ในญี่ปุ่น ขณะที่พบผู้มีอาการแพ้แบบรุนแรงต่อวัคซีนของ Moderna 2 กรณีต่อการฉีดวัคซีน 1 ล้านโดส และข้อมูลจนถึง 30 ก.ค.64 มีผู้เสียชีวิต 912 รายหลังจากได้รับวัคซีน Pfizer และเสียชีวิต 7 รายหลังได้รับวัคซีน Moderna อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าวได้รวมถึงผู้เสียชีวิตด้วยโรคชรา และยังไม่มีการยืนยันถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่ามีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการฉีดวัคซีนของทั้งสองบริษัทหรือไม่ ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นรวบรวมจากสถิติการฉีดวัคซีนในประเทศญี่ปุ่นจนถึง 25 ก.ค.64 ที่ฉีดวัคซีนของ Pfizer ไปแล้ว 74.14 ล้านโดส และวัคซีนของ Moderna 3.59 ล้านโดส  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาออกคำสั่งห้ามเก็บค่าใช้จ่ายชุดตรวจ Antigen Rapid Test กับประชาชน

หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ รายงานเมื่อ 4 ส.ค.64 อ้างคำสั่งของนายมอม บุนเฮง รมว.สธ.กัมพูชา ให้ โรงพยาบาลสาธารณสุขจังหวัด หรือสถานพยาบาลทั่วประเทศ ไม่เก็บค่าใช้จ่ายสำหรับชุดตรวจโรค COVID-19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง (Antigen Rapid Test) กับประชาชนที่เข้ารับการตรวจเชื้อ COVID-19 ทุกคน โดยนาย Vei Samnang ผู้ว่าราชการจังหวัดกัมปงสปือ และ นาย Kong Sophorn ผู้ว่าราชการจังหวัดกันดาล กล่าวว่า ในพื้นที่ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว และเตือนว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ละเมิดคำสั่งดังกล่าว จะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

FORUM-ASIA และ Progressive Voice เรียกร้องอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศร่วมมือกับ NUG ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับเมียนมา

เว็บไซต์องค์กรเวทีเอเชียเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Asian Forum for Human Rights and Development-FORUM-ASIA) เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมกับองค์กร Progressive Voice เมื่อ 4 ส.ค.64 เรียกร้องอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมให้กับเมียนมาผ่านคณะกรรมการด้านการแก้ไขปัญหา COVID-19 (COVID-19 Task Force) ซึ่งจัดตั้งโดยกระทรวงสาธารณสุขของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) องค์การด้านสาธารณสุขของกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนช่องทางข้ามพรมแดน เครือข่ายมนุษยธรรมในท้องถิ่น และองค์กรในชุมชน แทนการส่งความช่วยเหลือผ่านศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการจัดการภัยพิบัติ (AHA Centre) ตามฉันทามติการประชุมผู้นำอาเซียนสมัยพิเศษ เนื่องจากกังวลต่อประสิทธิภาพและความเป็นอิสระจากกองทัพเมียนมาของศูนย์ AHA แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ศูนย์ AHA เอื้อประโยชน์ทางการเมือง การเงิน และยุทธวิธีให้กับกองทัพเมียนมา อีกทั้งยังเพิกเฉยต่อการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮีนจาของกองทัพเมียนมาเมื่อปี 2560 การส่งความช่วยเหลือผ่านศูนย์ดังกล่าวจึงเป็นความเสี่ยงที่จะส่งเสริมความแข็งแกร่งและความชอบธรรมของกองทัพเมียนมาในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ โดย FORUM-ASIA และ Progressive Voice เรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และอาเซียนให้ยอมรับและร่วมมือกับ NUG รวมทั้งยุติการสนับสนุนความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมผ่านกองทัพเมียนมา เพื่อป้องกันการโจมตีเจ้าหน้าที่และสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการช่วยเหลือ รวมถึงเรียกร้องอาเซียนให้ทำงานร่วมกับสหประชาชาติ (United Nations-UN) และประชาคมระหว่างประเทศ…