วัดไทยออกคำเตือนนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่งกายและแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

SCMP และ The Independent รายงานกรณีวัดผาลาด จ.เชียงใหม่ ออกคำเตือน หลังพบมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่งกายและแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น เล่นโยคะ ปีนป่ายสถานที่ และนำไปเผยแพร่ภาพทางออนไลน์ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ซึ่งวัดอาจปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอย่างถาวร หากยังคงพบพฤติกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ ไทยมีข้อกำหนดว่า หากแต่งกายและแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการเยี่ยมชมวัด มีโทษตามกฎหมาย โดยยกกรณีนักท่องเที่ยวสหรัฐฯ 2 คน ถูกปรับคนละ 150 ดอลลาร์สหรัฐ จากการแชร์ภาพโชว์บั้นท้ายในวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2560 พร้อมระบุถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่กำหนดแนวทางปฏิบัติในการท่องเที่ยว เช่น เกาะบาหลี อินโดนีเซีย ศาลเจ้าวาตาสึมิ ญี่ปุ่น

ศรีลังกากำลังเป็นคู่แข่งของไทยและเวียดนามด้านตลาดนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย

Financial Express ของอินเดีย รายงานว่า ศรีลังกากำลังเป็นคู่แข่งของไทยและเวียดนาม ที่เป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย โดยข้อมูลของหน่วยงานการท่องเที่ยวศรีลังกาเมื่อปี 2568 ศรีลังกามีนักท่องเที่ยวต่างชาติ กว่า 2.3 ล้านคน ซึ่งนักท่องเที่ยวอินเดียเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มีจำนวนกว่า 531,000 คน โดยช่วง ธ.ค.68 มีชาวอินเดียเดินทางมามากที่สุดกว่า 56,000 คน และแม้แต่ในช่วง ก.พ.68 ที่เป็นช่วงโลว์ซีซันของตลาดอินเดีย ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียกว่า 35,000 คน  สำหรับชาวอินเดีย ศรีลังกามีความสะดวกในการเดินทาง และวัฒนธรรมก็คุ้นเคยเมื่อเทียบกับไทยหรือเวียดนาม ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และขั้นตอนการขอวีซ่าที่ง่ายขึ้น ทำให้ศรีลังกากลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนระยะสั้น

ไทยต้องพัฒนาบุคลากรเพื่อบรรลุเป้าหมายเป็นศูนย์กลางผลิตเซมิคอนดักเตอร์

Nikkei Asia เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเป้าหมายของไทยในการเป็นศูนย์กลางผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยระบุว่า แม้ไทยจะเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ยังตามหลังมาเลเซียและสิงคโปร์ที่เริ่มพัฒนาไปก่อน ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีเพียงนโยบายกว้าง ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง แต่ปัจจุบันไทยมีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องสร้างผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรรุ่นใหม่ให้เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวประสบความสำเร็จ

ไทยมีแผนสร้างดิสนีย์แลนด์เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุน

The Skift ของสหรัฐฯ รายงานกรณีไทยอยู่ระหว่างพิจารณาสร้างดิสนีย์แลนด์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยหวังให้เป็นโครงการแม่เหล็กเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน ในห้วงที่ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี (ยกเว้นช่วง COVID-19) และไทยยังต้องการผลักดันโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา และโครงการเมืองการบินภาค ตอ. (สนามบินอู่ตะเภา) ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยเคยผลักดันแนวคิดสร้างรีสอร์ตครบวงจรที่มีกาสิโนถูกกฎหมายเพื่อดึงดูดรายได้จากการพนัน แต่แผนดังกล่าวถูกยกเลิกหลังจากเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ในปัจจุบันสนใจสร้างแหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวแทน โดยหากเกิดขึ้นจริง ดิสนีย์แลนด์ในไทยจะเป็นแห่งแรกในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งจะช่วยดึงดูดกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนการลงทุนใน EEC ได้

ประเทศไทยเป็นสถานที่ยอดนิยมของชาวอเมริกันวัยเกษียณ

New York Post รายงานอ้างการจัดอันดับสถานที่ดีที่สุดในการเกษียณอายุในต่างประเทศของชาวอเมริกัน ประจำปี 2569 จาก Live and Invest Overseas ซึ่งพิจารณาจากปัจจัย เช่น ค่าครองชีพ อากาศ คุณภาพและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ความบันเทิง และการพักผ่อน โครงสร้างพื้นฐานและการเดินทางเชื่อมต่อกับสหรัฐฯ สิ่งแวดล้อมและอาชญากรรม รวมถึงกฎเกณฑ์การอยู่อาศัยและภาษี โดยหัวหินของไทย อยู่ในอันดับที่ 8  ส่วน GQ ของอินเดีย รายงานการจัดอันดับสถานที่ที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุดสำหรับการย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ประจำปี 2569 จาก International Living ซึ่งสำรวจจากชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่จริงในประเทศต่าง ๆ โดยไทยอยู่อันดับ 3 มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีทั้งเมืองสำหรับพักผ่อนและเมืองที่คึกคัก ค่าเช่า ค่าอาหาร และค่าเดินทางถูกกว่าประเทศตะวันตก ซึ่งผู้ที่ทำงานทางไกล และนักท่องเที่ยวที่มีงบจำกัดเลือกไทยเป็นจุดหมายปลายทางมาตลอดหลายปี

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงต่อการเปลี่ยนขั้วทางเศรษฐกิจในเอเชีย ตอ.ต.

The Diplomat เผยแพร่บทความเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยกับเวียดนาม หลังจาก ธปท.เตือนว่า ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยกำลังลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งภาษีจากสหรัฐฯ หนี้ครัวเรือนสูง เงินบาทแข็งค่า รวมทั้งความไม่แน่นอนจากข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา และการเมืองที่คาดเดาผลการเลือกตั้งได้ยาก  การยอมรับของ ธปท.สะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญไม่มีทางแก้ไขได้ในทันที เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า หลังเผชิญภาวะถดถอยจากสถานการณ์ COVID-19 เห็นได้ชัดเจนจากภาคการท่องเที่ยวในปี 2568 ที่หดตัวอย่างน่ากังวล แตกต่างกับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค แม้ทั้งไทยและเวียดนามเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเหมือนกัน แต่เวียดนามมีต้นทุนการทำธุรกิจต่ำกว่าไทย มีการส่งออกสินค้ามูลค่าสูงเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับจีนและเกาหลีใต้ จากเส้นทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของไทยและเวียดนามอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนขั้วทางเศรษฐกิจในเอเชีย ตอ.ต.

นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยลดลงเนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัย

The Independent ของสหราชอาณาจักร และ Skift ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยวของไทย ที่ในปี 2568 ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี (ไม่รวมช่วงสถานการณ์ COVID-19) การลดลงของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีนที่เป็นตลาดหลัก เป็นผลจากความกังวลด้านความปลอดภัย ทั้งจากกรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน อาคารถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากเงินบาทแข็งค่า ทำให้การท่องเที่ยวในไทยมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ในขณะที่การแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคเพิ่มขึ้น เช่น เวียดนาม

เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจากมาตรการควบคุมของ ธปท. และใกล้เลือกตั้ง

ผลสำรวจากนักวิเคราะห์ของ Bloomberg คาดการณ์ว่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงสู่ระดับ 32.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสแรกของปี 2569 จากระดับ 31.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ 5 ม.ค. 69 เนื่องจาก ธปท.เข้มงวดมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงทางการเมืองที่เป็นปัจจัยกดดันค่าเงิน เนื่องจากการยุบสภาทำให้ไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจจำกัดด้านการคลัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนนโยบาย และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ไทยขาดดุลการค้าเพิ่ม มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

Bloomberg รายงานกรณีไทยขาดดุลการค้าสูงกว่าคาดการณ์ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยเมื่อ พ.ย. 68 ไทยขาดดุลการค้า 2,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ไว้ที่ 1,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่การส่งออกชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น คุกคามความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อ พ.ย. 68 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38 จากปี 67 เนื่องจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทำให้ความต้องการสินค้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้น

ไทยเตรียมออกมาตรการ จำกัดการซื้อขายทองคำออนไลน์

Reuters รายงานกรณี กค.อยู่ระหว่างพิจารณาจัดเก็บภาษีการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และศึกษามาตรการจำกัดปริมาณการซื้อขายทองคำของผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งเป็นความพยายามในการรับมือกับการแข็งค่าของเงินบาท ที่แข็งค่าขึ้นแล้วร้อยละ 10.3 ในปี 2568 อยู่ในระดับแข็งค่าสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี และเป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของเอเชีย แต่การแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทได้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งภาษีจากสหรัฐฯ หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา และความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง