ดัชนีหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดใน ตอ.กลาง

Bloomberg รายงานกรณีดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 8 เมื่อ 4 มี.ค. 69 จนต้องใช้มาตรการหยุดพักการซื้อขาย (Circuit Breaker) 30 นาที และปิดตลาดที่ติดลบร้อยละ 5.6 ถือเป็นการปรับตัวลดลงรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี และเป็นการกลับทิศทางจากที่เคยปรับขึ้นร้อยละ 13 หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป โดยได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดใน ตอ.กลาง ซึ่งไทยเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในเอเชีย ตอ.ต. เพราะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง และความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้นอาจกดดันแนวโน้มเศรษฐกิจ รวมถึงการหยุดชะงักของเส้นทางการบินอาจกระทบกับภาคการท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยด้วย

ศูนย์กลางการบินในเอเชียจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

The Business Times ระบุว่า กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่านส่งผลให้หลายสนามบินในตะวันออกกลางปิดทำการ ทำให้การบินระหว่างตะวันออก–ตะวันตกต้องหาเส้นทางใหม่ โดยอาจผ่านทางฮ่องกง กรุงเทพฯ หรือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นจุดต่อเครื่องที่มีระบบการจัดการที่ดีและมีความสามารถในการรองรับการเดินทาง โดยในระยะสั้นสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิก การบินไทย และสิงคโปร์แอร์ไลน์ส จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าว พร้อมกับข้อเสนอที่ดีกว่าในการแวะพักและทัวร์ชมเมือง ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นปลายทางอันดับต้น ๆ ของนักเดินทางอยู่แล้ว ขณะที่ผู้เดินทางอาจมีความลังเลในการตัดสินใจจองเที่ยวบินระยะไกล โดยอาจเปลี่ยนไปท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในจีน อินเดีย และยุโรป รวมถึงเปลี่ยนจุดหมายจากการเดินทางไปสหรัฐฯ เป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง ไทย และประเทศอื่นในเอเชีย ตอ.ต.แทน

ไทยมีแผนเก็บภาษีความเค็มเพื่อบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพ

CNA ระบุถึงกรณีไทยมีแผนจัดเก็บภาษีความเค็ม สำหรับผลิตภัณฑ์โซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เพื่อควบคุมอัตราการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและโรคไตที่เพิ่มขึ้น โดยคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประมาณ 3,600 มิลลิกรัม/วัน มากกว่าคำแนะนำจาก WHO ซึ่งอยู่ที่ 2,000 มิลลิกรัม/วัน ด้านผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นว่าการเก็บภาษีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบริโภคอาหารรสเค็มของคนไทยได้ และอาจเป็นการผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภค จึงเสนอให้รัฐลงทุนวิจัยสารทดแทนเกลือ ใช้ฉลากสีแสดงระดับความเสี่ยง และกำหนดมาตรฐานบังคับ รวมถึงมีมาตรการเสริม เช่น การปรับพฤติกรรมผ่านการให้ความรู้ รวมถึงการร่วมมือกับผู้ขายอาหารริมทาง ทั้งนี้ คนไทยยังบริโภคน้ำตาลเกินคำแนะนำของ WHO ด้วย และไทยใช้มาตรการเก็บภาษีน้ำตาลกับเครื่องดื่มรสหวานเมื่อปี 2560 แต่ไม่ครอบคลุมร้านอาหารหรือร้านแผงลอย ส่งผลให้ความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างจำกัด

กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

Reuters และ Nikkei Asia รายงานกรณีที่ประชุม กนง. เมื่อ 25 ก.พ. 69 มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ต่อปี เหลือร้อยละ 1.00 ต่อปี ซึ่งไม่เป็นไปตามคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ประเมินว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย และเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยเป็นความพยายามสนับสนุนเศรษฐกิจไทยซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ หนี้ครัวเรือนสูง และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ในขณะที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งภายในปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.75 ต่อปี

จีนปรับขึ้นราคารถยนต์ไฟฟ้าในไทย

Nikkei Asia รายงานกรณีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนหลายรายเริ่มปรับขึ้นราคาจำหน่ายในไทย หลังจากรัฐบาลยุติเงินอุดหนุนการซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย ซึ่งเป็นผู้นำในเอเชีย ตอ.ต. โดยไทยเคยให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาลงทุนและผลิตในประเทศ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงในราคาต่ำ ซึ่งช่วยผลักดันการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าในไทย และทำให้ผู้ผลิตจีนขยายส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในไทยด้วย ขณะเดียวกันก็เกิดสงครามราคาและนำไปสู่การฟ้องร้องของผู้บริโภค ซึ่งการยุติเงินอุดหนุนจะเป็นโอกาสให้ควบคุมการแข่งขันด้านราคา และเป็นโอกาสสำหรับบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น รวมถึงอาจได้เห็นอุปสงค์รถยนต์ไฟฟ้าที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าผลกระทบจากราคาและสต็อกรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยจะขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ไทยดำเนินนโยบายส่งเสริมสุขภาพโดยการลดความหวานในเครื่องดื่ม

The Guardian ระบุว่า รัฐบาลไทยกำลังพยายามลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม เพื่อปรับรสนิยมความหวานของผู้บริโภค และปรับปรุงสุขภาพของประชาชน โดยคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 21 ช้อนชา มากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ซึ่งเครื่องดื่มหวานเป็นต้นเหตุสำคัญ ไทยยังดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา รวมถึงภาษีน้ำตาล โดยเครือข่ายร้านกาแฟรายใหญ่ของประเทศหลายแห่งตกลงที่จะลดปริมาณน้ำตาลลงครึ่งหนึ่งจากปกติ แต่ภาษีดังกล่าวไม่ครอบคลุมผู้ขายริมทางหรือคาเฟ่

ไทยเสี่ยงเป็นประเทศล้าหลังทางเศรษฐกิจของเอเชีย ตอ.ต.

Bloomberg เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย หลังจากพรรคที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้ง โดยหลายฝ่ายคาดหวังว่าจะสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาขยายตัวต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงปัญหาโครงสร้างประชากร โดยไทยยังขาดแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นจากภาวะซบเซา ในขณะที่เวียดนามมีการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ มาเลเซียมุ่งเน้นด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคและที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติ แต่ไทยยังขาดเป้าหมายหลักที่จะเป็นแรงจูงใจในการระดมทรัพยากรและกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ

ไทยดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนในช่วงวันหยุดตรุษจีน

Nikkei Asia ระบุว่า ไทยกำลังพยายามดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเมื่อปี 2568 ลดลงร้อยละ 30 จากเหตุลักพาตัวนักแสดงจีนไปยังศูนย์หลอกลวงในเมียนมาเมื่อ ม.ค. 68 รวมถึงการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา   โดยไทยออกแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว เสนอส่วนลดค่าเดินทางและโรงแรม รวมทั้งจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในหลายพื้นที่ ขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัวในปี 2569 อยู่ที่ 7 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ไทยต้องแข่งขันกับเวียดนาม และด้วยค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในรอบประมาณ 5 ปี จึงยังไม่ชัดเจนว่าไทยจะประสบความสำเร็จในการดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาได้หรือไม่

ไทยเตรียมจ้างแรงงานศรีลังกา 10,000 คน

The Sunday Island ของศรีลังกา รายงานกรณีศรีลังกาและไทยเสร็จสิ้นการเจรจาเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือด้านแรงงานครั้งสำคัญ ซึ่งจะเปิดทางให้มีการรับแรงงานชาวศรีลังกาจำนวน 10,000 คน ภายใต้โครงการนำร่อง เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วนของไทย และสร้างโอกาสการจ้างงานให้แก่ชาวศรีลังกาในสาขาต่าง ๆ เช่น การก่อสร้าง เกษตรและปศุสัตว์ อาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา การแปรรูปสัตว์น้ำ เหมืองแร่ โดยทั้งสองฝ่ายได้สรุปร่างข้อตกลงแล้ว และเตรียมส่งให้รัฐบาลอนุมัติอย่างเป็นทางการ โดยพิธีลงนามคาดว่าจะจัดขึ้นภายในไตรมาสแรกของปี 2569

ไทยเป็นประเทศที่ชาวออสเตรเลียขอความช่วยเหลือด้านกงสุลมากที่สุด

The Sydney Morning Herald อ้างข้อมูลจากรายงานการให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลแก่ชาวออสเตรเลียในต่างประเทศ ประจำปี 2567-2568 ของกระทรวงการค้าและการท่องเที่ยวออสเตรเลีย พบว่า ไทยเป็นประเทศที่ชาวออสเตรเลียขอความช่วยเหลือด้านกงสุลมากที่สุดถึง 1,017 กรณี ส่วนใหญ่เป็นการเจ็บป่วยหรือเข้าโรงพยาบาล การขอความช่วยเหลือด้านสวัสดิภาพ และการถูกควบคุมตัวโดย ตม. ไทยยังเป็นประเทศที่มีการจับกุมชาวออสเตรเลียสูงเป็นอันดับ 2 รองจากจีน และมีผู้ตกเป็นเหยื่อการทำร้ายร่างกายสูงเป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ยังเป็นประเทศที่มีชาวออสเตรเลียสูญหายและเสียชีวิตมากที่สุด แต่ก็เป็นปลายทางยอดนิยมอันดับที่ 6 ของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย