ประธานาธิบดีทรัมป์ สนับสนุนการประท้วงในอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยแพร่ข้อความผ่าน truth social เมื่อ 13 ม.ค.69  และเน้นย้ำอีกครั้งในการกล่าวสุนทรพจน์ ณ เมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน ว่า สนับสนุนและเรียกร้องให้ประชาชนในอิหร่านชุมนุมประท้วงต่อไป พร้อมกับให้ชาวอิหร่านเข้ายึดสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในประเทศ และจดจำเหล่าผู้กระทำความผิดและทำร้ายประชาชนอิหร่าน  กับทั้งข่มขู่ว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก ตลอดจนได้ยกเลิกช่องทางการเจรจากับทางการอิหร่านทั้งหมด ส่วนมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตราร้อยละ 25 กับประเทศที่ดำเนินธุรกิจกับอิหร่านได้มีผลบังคับใช้แล้ว  ทั้งนี้ มีรายงานในวันเดียวกันว่าสหรัฐฯ นำโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลางของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้หารือกับนาย Reza Pahlavi ผู้ลี้ภัยเชื้อสายราชวงศ์ปาห์ลาวี รวมทั้ง รมว.กต. สหรัฐฯ เพื่อหาแนวทางที่ไม่ใช่ทางการทหารเพื่อช่วยเหลือผู้ประท้วงในอิหร่าน

EU ผลักดันมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่ออิหร่าน

เว็บไซต์เครือข่ายโทรทัศน์ Euronews รายงานเมื่อ 12 ม.ค.69 ว่า นางคายา คัลลาส หัวหน้าผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) ส่งสัญญาณว่า EU เตรียมผลักดันมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่ออิหร่าน ภายหลังการปราบปรามการชุมนุมที่มีรายงานว่าคร่าชีวิตผู้คนหลายร้อยคน นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มขึ้น เมื่อ 28 ธ.ค.68 จากวิกฤตค่าเงินเรียลและปัญหาเศรษฐกิจ  ขณะที่นางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ปัจจุบัน EU คว่ำบาตรชาวอิหร่านแล้วมากกว่า 230 คน รวมถึง รมว.มห.และสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 40 แห่ง

สหรัฐฯ แจ้งเตือนพลเรือนให้ออกจากอิหร่านโดยทันที

เว็บไซต์ สอท.ของสหรัฐฯ ประจำอิหร่าน (U.S. Virtual Embassy Iran) ประกาศเมื่อ 12 ม.ค.69  แจ้งเตือนชาวอเมริกันให้เดินทางออกจากอิหร่านโดยทันที เนื่องจากการประท้วงในอิหร่านทั่วประเทศกำลังทวีความตึงเครียด และเกิดเหตุรุนแรง   อีกทั้งมีการประกาศใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น อาทิ การปิดถนน การระงับบริการขนส่งสาธารณะ และการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต รัฐบาลอิหร่านได้จำกัดการเข้าถึงเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์บ้าน และอินเทอร์เน็ต ขณะที่สายการบินพาณิชย์ยังไม่เปิดบริการ   สอท.สหรัฐฯ แนะนำให้เดินทางออกจากอิหร่านทางบกไปยังชายแดนตุรกี และอาร์เมเนีย ไม่ควรไปชายแดนอัฟกานิสถาน อิรัก อาเซอร์ไบจาน และปากีสถาน กับทั้งย้ำไม่ให้รอความช่วยเหลือจากทางการ  โดยระบุว่าไม่สามารถให้หลักประกันความปลอดภัยได้

ผู้แทนเดนมาร์กและกรีนแลนด์ จะเยือนสหรัฐฯ ใน 14 ม.ค.69

นายลาร์ส เลิกเกอ ราสมุสเซิน  รมว.กต.เดนมาร์ก และนางวิเวียน มอตซ์เฟลด์ท รมว.กต.กรีนแลนด์ จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ใน 14 ม.ค.69 เพื่อพบหารือกับ นายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี .เพื่อลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความสัมพันธ์ ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาผลักดันความพยายามเข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์อีกครั้ง  ข้อพิพาทดังกล่าวนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสร้างความกังวลต่อประชาคมโลกเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงและการขยายอิทธิพลทางทหารของสหรัฐฯ

จีนเผยแพร่ภาพเรือฟริเกตติดขีปนาวุธนำวิถี Type-054A

สนข.Global Times รายงานเมื่อ 12 ม.ค.68 อ้างการเผยแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์ CCTV ซึ่งระบุว่า กองทัพเรือจีนได้ประจำการเรือฟริเกต Type-054A ปรับปรุงใหม่ หมายเลขเรือ 543 ชื่อ หลินเฟิน  เรือลำดังกล่าวได้รับการปรับปรุงให้มีดาดฟ้าเรือยาวขึ้น และขยายพื้นที่โรงเก็บให้สามารถปรับใช้จอด/เก็บเฮลิคอปเตอร์ เพื่อทำภารกิจล่าเรือดำน้ำ ทั้งยังปรับปรุงระบบเรดาร์และเพิ่มขนาดปืนประจำเรือให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการต่อสู้บนผิวน้ำด้วย ทั้งนี้ จีนยังดำเนินการปรับปรุงเรือฟริเกต Type-054A ต่อเนื่อง แม้มีแผนจะนำเรือฟริเกต Type-054B เข้าประจำการแทน Type-054A

ผู้นำสูงสุดอิหร่านระบุว่าต่างชาติอยู่เบื้องหลังผู้ประท้วงในอิหร่าน

อายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน มีถ้อยแถลงเมื่อ 9 ม.ค.69 ว่า การชุมนุมประท้วงในอิหร่าน เป็นการกระทำของกลุ่มที่รับใช้ผลประโยชน์ของต่างชาติ เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมตำหนิผู้นำสหรัฐฯ ว่า  เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ระดับสูง นักวิทยาศาสตร์ บุคคลสำคัญ และพลเรือนอิหร่านจำนวนมากในห้วงสงคราม 12 วัน เมื่อ มิ.ย.68 นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดอิหร่านยังย้ำว่าผู้ที่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น จะต้องเผชิญกับความล่มสลายในที่สุด  ประชาชนและรัฐบาลอิหร่านจะร่วมกันต่อต้านกลุ่มบุคคลที่กระทำการเป็นทหารรับจ้างของต่างชาติอย่างเด็ดขาด อนึ่ง การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านเริ่มเมื่อ 28 ธ.ค.68 ยังคงยืดเยื้อและขยายไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ระบบอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ในอิหร่านประสบปัญหาขัดข้องทั่วประเทศตั้งแต่ 8 ม.ค.69 ส่งผลให้สายการบินต่างประเทศเริ่มทยอยยกเลิกเที่ยวบินไปยังอิหร่าน

เม็กซิโกอาจเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของคิวบาแทนเวเนซุเอลา

สนข. Bloomberg รายงานเมื่อ 10 ม.ค.69 ว่า เม็กซิโกอาจเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของคิวบาแทนเวเนซุเอลา หลังจากสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทหารต่อเวเนซุเอลา เมื่อ 3 ม.ค.69 และประกาศจะเข้าบริหารจัดการกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลา  โดยอ้างข้อมูลการติดตามการเดินเรือ พบว่า เรือ Ocean Mariner บรรทุกน้ำมัน ปริมาณ 85,000-90,000 บาร์เรล เดินทางออกจากท่าเรือ ใกล้โรงงานปิโตรเคมี Pajaritos บริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ทาง ตอ.ของเม็กซิโก ภายใต้บริษัท Petroleos Mexicanos (Pemex) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของรัฐบาลเม็กซิโก เมื่อ 5 ม.ค.69 คาดว่ามีปลายทางไปกรุงฮาวานาของคิวบา อย่างไรก็ดี  ประธานาธิบดี คลอเดีย ชายน์บอม ของเม็กซิโก ชี้แจง เมื่อ 7 ม.ค.69 ว่า เม็กซิโกไม่ได้เพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันให้คิวบา มากกว่าเมื่อปี 2568  การส่งออกดังกล่าวอยู่ภายใต้สัญญาทางการค้าและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เวเนซุเอลาเริ่มเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ

นายเฟรดดี ญาเญซ รมว.กระทรวงการสื่อสารเวเนซุเอลา เปิดเผยเมื่อ 9 ม.ค.69 ว่า นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ไม่มีแผนจะเดินทางออกนอกประเทศในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากต้องมุ่งให้ความสำคัญกับสถานการณ์ภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนอยู่ได้อย่างปลอดภัย สงบ และมั่นคง โดยรัฐบาลเวเนซุเอลามีแผนระยะสั้นที่จะดำเนินการ คือ การเริ่มกระบวนการเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ การเปิดเผยดังกล่าวตรงกับ นายอีวาน กิล รมว.กระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลา ที่เผยแพร่แถลงการณ์ กต.เวเนซุเอลา แต่เวเนซุเอลาขอยืนยันการประณามของนานาชาติต่อการรุกรานทางทหารของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา เมื่อ 3 ม.ค.69 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนและทหาร ประมาณ 100 คน เสียชีวิต รวมถึงประณามการลักพาตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภริยา

กาตาร์ยืนยันว่าผู้นำเวเนซุเอลายังมีชีวิตอยู่

รัฐบาลเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์เมื่อ 9 ม.ค.69 ขอบคุณ เชค ตะมีม บิน ฮะมัด อาลษานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ เชค มุฮัมมัด บิน อับดุรเราะห์มาน อาลษานี นรม./รมว.กต.กาตาร์ และรัฐบาลกาตาร์ ที่ประสานขอหลักฐานเพื่อยืนยันว่า ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภริยา ยังมีชีวิตอยู่ หลังสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารจับกุมตัวบุคคลทั้งสองและนำตัวไปยังสหรัฐฯ เมื่อ 3 ม.ค.69 พร้อมแสดงการยอมรับรัฐบาลกาตาร์ ที่พร้อมจะเป็นคนกลางช่วยให้เวเนซุเอลากับสหรัฐฯ เริ่มการเจรจา เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ อธิปไตย และสันติภาพ

UN ย้ำพันธกรณีตามกฎบัตร หลังสหรัฐฯ ถอนความร่วมมือจากหน่วยงานและองค์กรของ UN

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิกาสหประชาชาติ (United Nations – UN) แถลงเมื่อ 8 ม.ค.69 เสียใจที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวออกจากหน่วยงานและองค์กรของ UN จำนวน 31 แห่ง โดยย้ำว่าเงินสมทบงบประมาณของ UN และงบประมาณรักษาสันติภาพ เป็นพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติสำหรับสมาชิกทุกประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ   เลขาธิการ UN ยังระบุว่าหน่วยงานทั้งหมดของ UN จะยังคงดำเนินภารกิจตามที่ประเทศสมาชิกมอบหมาย ขณะเดียวกัน  เลขาธิการบริหารอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ระบุว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ จากกรอบความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ  อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านแรงงาน และมาตรฐานการครองชีพของสหรัฐฯ จากความรุนแรงของปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น แต่ UNFCCC จะยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อไป และเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ กลับเข้ามามีบทบาทในอนาคต