MSS เปิดเผยกรณีหน่วยข่าวต่างประเทศทาบทามอินฟลูเอนเซอร์จีนให้เป็นสายลับ

นสพ.Global Times รายงานเมื่อ 26 ธ.ค.67 อ้างเว็บไซต์กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน (Ministry of State Security-MSS) เปิดเผยในวันเดียวกันว่า  นายลี อินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนถูกควบคุมตัวโดยหน่วยข่าวของประเทศที่ไปท่องเที่ยว  และนำตัวไปยังสถานที่หนึ่ง โดยอ้างว่ามีความผิดฐานพกพาวัตถุต้องห้าม และบันทึกภาพในพื้นที่ห้ามถ่ายรูป  ระหว่างถูกควบคุมตัว นายลีถูกกดดันให้ตอบรับภารกิจจากหน่วยข่าวดังกล่าวและถ่ายรูปการลงนามในบันทึกรับภารกิจ เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี และให้เดินทางกลับประเทศ อย่างไรก็ดี หลังเดินทางกลับจีน นายลีได้ติดต่อทางสายด่วนของ MSS และรายงานกรณีดังกล่าวโดยละเอียด ทั้งนี้ นายลีไม่ถูกดำเนินคดี เนื่องจากยังไม่มีกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

จีนอนุมัติสร้างเขื่อนในทิเบตซึ่งจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าเขื่อนสามผาถึง 3 เท่า

สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 26 ธ.ค.67 ว่า จีนอนุมัติการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำยาร์ลุงจังโป ซึ่งเป็นสายยาวที่สุดในเขตปกครองตนเองทิเบต มูลค่าการลงทุนมากกว่า 1 ล้านล้านหยวน (137,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คาดว่าจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เกือบ 300,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง มากกว่าเขื่อนซานเสียต้าป้า หรือเขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ถึง 3 เท่า และตอบสนองความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 300 ล้านคน โครงการสร้างเขื่อนนี้จะให้ความสำคัญลำดับแรกต่อการรักษาระบบนิเวศ รวมทั้งผลักดันการพัฒนาแหล่งพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งพลังงานสะอาด  อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยสถานที่ตั้งโครงการ

ปากีสถานย้ำโครงการพัฒนาขีปนาวุธเพื่อการป้องกันประเทศ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ

เว็บไซต์ สนข.ANI News ของอินเดีย รายงานอ้างถ้อยแถลงของนาย Shehbaz Sharif นรม.ปากีสถาน เมื่อ 24 ธ.ค.67 ว่า โครงการพัฒนาขีปนาวุธของปากีสถานมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันประเทศอย่างแท้จริง หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทของปากีสถานจำนวน 4 แห่ง โดยอ้างว่าโครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดหาอุปกรณ์สำหรับการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล อย่างไรก็ตาม ปากีสถานปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง และปราศจากหลักฐานที่ชัดเจน พร้อมทั้งย้ำว่า จะไม่ยอมประนีประนอมต่อมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ ประกาศใช้ในครั้งนี้

ประธานาธิบดีรัสเซียร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ CIS และการประชุมสุดยอด EAEU

นาย Yuri Ushakov ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียแถลงเมื่อ 24 ธ.ค.67 ว่า ประธานาธิบดีรัสเซียเดินทางไปนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States – CIS) อย่างไม่เป็นทางการ  ใน 25 ธ.ค.67 และการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union – EAEU) ใน 26 ธ.ค.67 (รัสเซียเชิญผู้นำอุซเบกิสถาน และคิวบา เป็นผู้สังเกตการณ์ผ่านระบบประชุมทางไกล)  ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดผู้นำ CIS อย่างไม่เป็นทางการ จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีก่อนเทศกาลปีใหม่

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของเมียนมาประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน

สนข. Irrawaddy รายงานเมื่อ 25 ธ.ค.67 ว่า การผลิตในภาคอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มลดลงร้อยละ 20 เนื่องจากแรงงานทั้งชายและหญิงจำนวนมากไปทำงานต่างประเทศ เพราะกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหาร และค่าครองชีพที่สูงขึ้นภายในประเทศ ส่งผลให้โรงงานไม่สามารถรับคำสั่งซื้อที่มีมาต่อเนื่องได้  แรงงานที่มีอยู่เดิมจึงต้องทำงานล่วงเวลาด้วยปริมาณงานเพิ่มขึ้น และจะไม่ได้รับค่าจ้าง หากไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามจำนวนที่กำหนดในชั่วโมงทำงานปกติ  ทำให้เกิดการหยุดงานประท้วงทุกเดือน นอกจากนี้ การจัดสรรช่วงเวลาจ่ายไฟฟ้ายังกระทบต่อภาคการผลิตเช่นกัน ทำให้โรงงานขนาดเล็กที่มีพนักงานน้อยกว่า 500 คน ต้องหยุดการผลิตถึงร้อยละ 60

รัสเซียจะประกาศรายชื่อประเทศหุ้นส่วน BRICS อย่างเป็นทางการ ใน 1 ม.ค.68

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเผยแพร่เมื่อ 23 ธ.ค.67 ว่า รัสเซียจะประกาศรายชื่อประเทศหุ้นส่วน BRICS  อย่างเป็นทางการ ใน 1 ม.ค.68 ทั้งนี้ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ครั้งที่ 16 เมื่อ ต.ค.67 ที่เมืองคาซัน รัสเซียเห็นพ้องรับประเทศหุ้นส่วน BRICS จำนวน 13 ประเทศ ประเทศที่ยืนยันเข้าร่วมหุ้นส่วน BRICS แล้ว ได้แก่ เบลารุส โบลิเวีย อินโดนีเซีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ไทย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน และรอการยืนยันจากอีก 4 ประเทศ ในเร็ว ๆ นี้  ประเทศหุ้นส่วน BRICS จะได้รับสิทธ์เข้าร่วมการประชุม จนท.ระดับสูง ของ BRICS อาทิ ในประเด็นด้านความมั่นคง และการประชุมรัฐสภา

ทรัมป์ 2.0 อาจทำให้โลกเกิดวิกฤตมากขึ้น

นายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความเห็นเมื่อ 24 ธ.ค.67 ว่า การดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของทรัมป์ อาจทำให้การเมืองระหว่างประเทศเกิดความขัดแย้งและเผชิญวิกฤตมากขึ้น เนื่องจากว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีความรู้ ไม่มียุทธศาสตร์ และไม่มีความมุ่งมั่นในการกำหนดนโยบายต่างประเทศมากพอ  การตัดสินใจในนโยบายต่าง ๆ ขึ้นกับระดับความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ

จีนมีแผนออกพันธบัตรพิเศษมูลค่า 411,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 24 ธ.ค.67 ว่า จีนจะออกพันธบัตรพิเศษมูลค่า 3 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 411,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2568 ซึ่งเป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลที่มีมูลค่าสูงที่สุด เพื่อนำเงินไปใช้กระตุ้นการบริโภคผ่านโครงการอุดหนุนด้านต่าง ๆ และใช้เป็นเงินลงทุนในสาขาที่ใช้นวัตกรรมขั้นสูง รวมถึงเพื่อบรรเทาผลกระทบจากที่คาดว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการด้านภาษีกับสินค้าที่นำเข้าจากจีน ด้านนักวิจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคของธนาคาร OCBC ของสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า การออกพันธบัตรพิเศษดังกล่าวมีมูลค่าสูงเกินความคาดหวังของตลาด สะท้อนว่ารัฐบาลจีนมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเงินฝืดโดยยอมแลกกับการเป็นหนี้เพิ่มขึ้น

ญี่ปุ่นยกระดับความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และช่วยส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค

สนข. Japan Today รายงานเมื่อ 25 ธ.ค.67 อ้างถ้อยแถลงของนายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ 24 ธ.ค.67 ว่า การยกระดับความเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ช่วยส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค นายอิชิบะประสงค์จะพบหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเร็ว และเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต้องเห็นพ้องในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย ตอ. เพื่อยกระดับความเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ทบ.มาเลเซียจับกุมชาวอินเดียลักลอบข้ามแดนจากมาเลเซียไปยังฝั่งไทย

ทบ.มาเลเซีย เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 24 ธ.ค.67 ว่า กองพลทหารราบที่ 2 จับกุมชายชาวอินเดีย 2 คน ขณะกำลังลักลอบข้ามแดนบริเวณแม่น้ำโก-ลก ฝั่งรันเตาปันยัง รัฐกลันตัน เพื่อข้ามไปยังฝั่งไทย แต่หลบหนีได้ 1 ราย ที่คาดว่าเป็นคนรับจ้างพาผู้ต้องหาข้ามแดน การจับกุมสามารถยึดโทรศัพท์มือถือ นาฬิกาแบรนด์เนมจำนวนมาก สกุลเงินอินเดียและมาเลเซีย เป็นจำนวน 4,746 ริงกิต (ประมาณ 36,200 บาท) ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาใช้หนังสือเดินทางอินเดียเดินทางเข้ามาเลเซียเมื่อปี 2565 ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว