เสนาธิการทหาร CSTO ระบุการยั่วยุของยูเครนในแคว้นคุสค์ ของรัสเซียก่อให้เกิดความตึงเครียด

พล.อ. Andrey Serdyukov เสนาธิการทหารองค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security Treaty Organization – CSTO) แถลงเมื่อ 29 ส.ค.67 ว่า การยั่วยุของยูเครนที่โจมตีแคว้นคุสค์ รัสเซีย ทำให้สถานการณ์ในยุโรปตะวันออกซับซ้อนและก่อให้เกิดความตึงเครียดในเขตพื้นที่ความรับผิดชองของ CSTO อีกทั้งเนโตกำลังระดมกำลังในบริเวณใกล้พรมแดนของเขต CSTO เพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากความตึงเครียดดังกล่าว รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนและยุทโธปกรณ์แก่ยูเครน และการเสริมกองกำลังของโปแลนด์และกลุ่มรัฐบอลติก ทั้งนี้ CSTO เป็นกลุ่มพันธมิตรทางทหาร 6 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย อาร์มีเนีย เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน

ออสเตรเลียกับอินโดนีเซียลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศครั้งสำคัญ

นายริชาร์ด มาร์ลส์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์หลังการเยือนอินโดนีเซียเมื่อ 29 ส.ค.67 และร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับนายปราโบโว ซูเบียนโต ว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โดยกองทัพทั้งสองประเทศจะเพิ่มความร่วมมือเชิงปฏิบัติ การฝึกร่วมที่ซับซ้อนมากขึ้น และขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมครอบคลุมด้านต่าง ๆ เช่น ความมั่นคงทางทะเล การต่อต้านการก่อการร้าย การบรรเทาภัยพิบัติ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การศึกษาและการฝึกอบรม ตลอดจนความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ อีกทั้งอนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมทางทหารได้ภายในดินแดนของอีกฝ่าย ทั้งนี้ แถลงการณ์ยังย้ำว่า ออสเตรเลียและอินโดนีเซียมีความเคารพต่อเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนซึ่งกันและกัน ทั้งยังเป็นข้อตกลงทางทหารครั้งสำคัญที่สุดกับอินโดนีเซีย และสะท้อนความไว้ใจระดับสูงเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่สื่อมวลชนออสเตรเลียคาดการณ์ว่า ข้อตกลงนี้จะเอื้อประโยชน์ต่อการฝึกผสมภายใต้รหัส Keris Woomera ระหว่างออสเตรเลียและอินโดนีเซีย ที่จะจัดขึ้นใน พ.ย.67 โดยมีบุคลากรทางทหารเข้าร่วมมากกว่า 2,000 นาย

ผู้แทนเดโมแครตให้สัมภาษณ์ CNN เน้นประเด็นนโยบาย

กมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้แทนพรรคเดโมแครตลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปลายปีนี้ พร้อมนายทิม วอลส์ คู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของพรรคเดโมแครต (running mate) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนครั้งแรก ผ่านสำนักข่าว CNN เมื่อ 29 สิงหาคม 2567 เน้นประเด็นสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเมืองสหรัฐฯ และนโยบาย เฉพาะอย่างยิ่งนโยบายความมั่นคงบริเวณชายแดน และนโยบายพลังงาน โดยในประเด็นการเมือง แฮร์ริสพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสมาชิกพรรครีพับลิกัน เพื่อร่วมกันตัดสินใจเรื่องสำคัญ และให้คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยความหลากหลาย แต่ยังไม่มีการกำหนดตัวบุคคลล่วงหน้า

ความคืบหน้าการสืบสวนคดีลอบยิงทรัมป์

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนคดีลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุเมื่อ 29 ส.ค.67 ว่ายังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเกตุของนาย Thomas Crooks ชายชาวอเมริกันอายุ 20 ปี ที่พยายามยิงลอบสังหารทรัมป์ระหว่างการหาเสียงเมื่อ 13 ก.ค.67 แต่มั่นใจว่าก่อเหตุเพียงลำพัง ผู้ก่อเหตุไม่มีสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ในเลือด

รัฐสำคัญ Battleground ในปี 2024 มาตรการป้องกันข้อมูลบิดเบือนในสื่อออนไลน์

สื่อมวลชนสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้จะติดตามและสนใจการหาเสียงของผู้แทนพรรครีพับลิกันและเดโมแครตในรัฐสำคัญที่จะต้องชิงคะแนนเสียง หรือ Battleground States ซึ่งในปีนี้มีอยู่ 7 รัฐ ได้แก่ เนวาดา แอริโซนา วิสคอนซิน มิชิแกน อจร์เจีย นอร์ทแคโรไลนาและเพนซิลเวเนีย แต่ละรัฐยังไม่ชัดเจนว่าผู้แทนจากพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งใน 5 พ.ย.67 ทำให้ผู้เข้าชิงตำแหน่งต้องเร่งหาเสียงเพื่อให้ได้คะแนนโหวตจากคณะผู้เลือกตั้งมากที่สุด สำหรับคณะผู้เลือกตั้งสหรัฐฯ มีอยู่ทั้งหมด 538 เสียงทั่วประเทศ ผู้ชนะการเลือกตั้งจะต้องได้คะแนนมากกว่า 270 คะแนน จึงจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สหรัฐฯ อาจพิจารณาส่งเรือคุ้มกันภารกิจขนส่งเสบียงของฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 27 ส.ค.67 อ้างการเปิดเผยของ พล.ร.อ.Samuel Paparo ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ (INDOPACOM) นอกรอบงานสัมมนา U.S. Indo-Pacific Command International Military Law and Operations Conference (MILOPS) ครั้งที่ 35 ประจำปี 2567 ที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ ในวันเดียวกัน ว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณาส่งเรือคุ้มกันการปฏิบัติภารกิจขนส่งเสบียงของฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้ ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมระหว่างฟิลิปปินส์ และสหรัฐฯ (Mutual Defense Treaty-MDT) ภายหลังเรือจีนเผชิญหน้ากับเรือฟิลิปปินส์บริเวณพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้บ่อยครั้ง ขณะที่ พล.อ. Gilberto Teodoro รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ เรียกร้องประเทศในภูมิภาคแสดงจุดยืนประเด็นความเคลื่อนไหวของจีน โดยเน้นว่าจีนเป็นผู้ขัดขวางสันติภาพมากที่สุด (biggest disruptor of peace)

จีนไม่พอใจกรณีแคนาดาประกาศขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากจีน

  สำนักข่าว Global Times รายงานเมื่อ 28 ส.ค.67 อ้างแถลงการณ์ของกระทรวงพาณิชย์(พณ.)จีน แสดงความไม่พอใจกรณีแคนาดาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles-EVs) จากจีน โดยระบุว่า การขึ้นภาษีนำเข้าส่งผลกระทบอย่างจำกัด เนื่องจากมูลค่าการค้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวยังมีไม่มาก แต่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เพิ่งฟื้นฟู ทั้งยังอาจทำให้ภาคธุรกิจจีนในตลาดแคนาดาเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งนี้ พณ.จีนระบุว่า แคนาดาไม่ควรละเมิดระเบียบข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization – WTO) และปฏิบัติตามบางประเทศอย่างมืดบอด เนื่องจากการดำเนินมาตรการทางภาษีเพียงฝ่ายเดียวสะท้อนแนวคิดกีดกันทางการค้าอย่างชัดเจน สอดคล้องกับแถลงการณ์ของนายหลิน เจี้ยน โฆษกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งเรียกร้องให้แคนาดาแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าว ยึดหลักข้อเท็จจริง ทำตามกฎของ WTO และยุติการใช้ประเด็นการค้าเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง โดยจีนจะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เกาหลีเหนือส่งอาวุธให้รัสเซียด้วยตู้บรรทุกสินค้ามากกว่า 13,000 ตู้ตั้งแต่ปี 2565

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 27 ส.ค.67 อ้างรายงานข่าวกรองทางทหารของเกาหลีใต้ว่า ห้วงกลางปี 2565 ถึงปัจจุบัน เกาหลีเหนือส่งอาวุธให้รัสเซียด้วยตู้บรรทุกสินค้ามากกว่า 13,000 ตู้ ผ่านท่าเรือ Najin ทางตะวันออกของประเทศ โดยประเมินว่าอาวุธดังกล่าวเป็นกระสุนปืนใหญ่ขนาด 152 มิลลิเมตร จำนวนมากกว่า 6 ล้านนัด ซึ่งรัสเซียพัฒนาความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือเพื่อนำเข้าอาวุธและกระสุนสำหรับทำสงครามระยะยาวกับยูเครน จำนวนตู้บรรทุกอาวุธที่เกาหลีเหนือส่งให้รัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายชิน ว็อน-ชิก รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ เปิดเผยเมื่อ ก.พ.67 ว่า เกาหลีเหนือส่งตู้บรรทุกอาวุธให้รัสเซียประมาณ 6,700 ตู้ ทั้งนี้ เกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ติดตามความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียอย่างใกล้ชิด โดยตั้งข้อสังเกตว่า เกาหลีเหนืออาจส่งกระสุนปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตร อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านอากาศยานแบบเคลื่อนที่ และจรวดต่อสู้รถถัง แลกเปลี่ยนกับเทคโนโลยีในการพัฒนาขีปนาวุธและดาวเทียมจารกรรม

กองทัพอาระกันพยายามรุกคืบยึดเมืองหม่องดอในรัฐยะไข่

สำนักข่าว Myanmar Now รายงานเมื่อ 27 ส.ค.67 ว่า กองทัพอาระกัน (Arakan Army – AA) อ้างว่าสามารถควบคุมเมืองหม่องดอ ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ได้เกือบทั้งหมดแล้ว และยึดสถานีตำรวจได้เพิ่มอีก 1 แห่ง โดยควบคุมตัวตำรวจ 8 นาย พร้อมอาวุธ ขณะที่กองทัพเมียนมาปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมืองหม่องดอ เมื่อ 25 ส.ค.67 เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของ AA ในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ การสู้รบที่เมืองหม่องดอได้รับความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก ตั้งแต่ต้น ส.ค.67 เนื่องจากมีชาวโรฮีนจาในพื้นที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นักเคลื่อนไหวชาวโรฮีนจากล่าวโทษว่าเป็นเพราะการโจมตีของ AA ขณะที่ AA ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และอ้างว่า ได้แจ้งให้พลเรือนในเมืองอพยพออกจากพื้นที่ตั้งแต่ 16 มิ.ย.67 หากใครยังอยู่ในเมืองจะถือว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนกองทัพและกลุ่มโรฮีนจาติดอาวุธ ด้านหนึ่งชาวโรฮีนจาจากเมืองหม่องดอที่หนีภัยไปที่บังกลาเทศ ให้ข้อมูลว่าชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในรัฐยะไข่ เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาห้ามไม่ให้เดินทางออกออกนอกพื้นที่ ขณะที่บางส่วนเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สิน

ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียระบุตะวันตกพยายามขัดขวางรัสเซียเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและเส้นทางขนส่งทางทะเล

นายนิโคไล ปาตรูเชฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียและประธานคณะที่ปรึกษากิจการทางทะเลแห่งรัสเซีย ระบุในการประชุมคณะที่ปรึกษาฯ ที่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 27 ส.ค.67 ว่า สหรัฐฯ และชาติตะวันตกพยายามขัดขวางรัสเซียในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและเส้นทางขนส่งทางทะเล โดยกำลังเพิ่มกองเรือในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรโลกและในบริเวณน่านน้ำติดกับรัสเซีย และพยายามบ่อนทำลายกิจการทางเรือของรัสเซียโดยใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตกกำลังวางแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางทะเลของรัสเซียด้วยวิธีก่อการร้าย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ลงนามกฤษฎีกาแต่งตั้งคณะที่ปรึกษากิจการทางทะเลแห่งรัสเซีย (Maritime Collegium) เมื่อ 13 ส.ค.67 เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ การปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติในทะเลอาร์กติก และสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมทางทะเลของรัสเซีย