เกาหลีเหนือส่งอาวุธให้รัสเซียด้วยตู้บรรทุกสินค้ามากกว่า 13,000 ตู้ตั้งแต่ปี 2565

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 27 ส.ค.67 อ้างรายงานข่าวกรองทางทหารของเกาหลีใต้ว่า ห้วงกลางปี 2565 ถึงปัจจุบัน เกาหลีเหนือส่งอาวุธให้รัสเซียด้วยตู้บรรทุกสินค้ามากกว่า 13,000 ตู้ ผ่านท่าเรือ Najin ทางตะวันออกของประเทศ โดยประเมินว่าอาวุธดังกล่าวเป็นกระสุนปืนใหญ่ขนาด 152 มิลลิเมตร จำนวนมากกว่า 6 ล้านนัด ซึ่งรัสเซียพัฒนาความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือเพื่อนำเข้าอาวุธและกระสุนสำหรับทำสงครามระยะยาวกับยูเครน จำนวนตู้บรรทุกอาวุธที่เกาหลีเหนือส่งให้รัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายชิน ว็อน-ชิก รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้ เปิดเผยเมื่อ ก.พ.67 ว่า เกาหลีเหนือส่งตู้บรรทุกอาวุธให้รัสเซียประมาณ 6,700 ตู้ ทั้งนี้ เกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ติดตามความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียอย่างใกล้ชิด โดยตั้งข้อสังเกตว่า เกาหลีเหนืออาจส่งกระสุนปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตร อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านอากาศยานแบบเคลื่อนที่ และจรวดต่อสู้รถถัง แลกเปลี่ยนกับเทคโนโลยีในการพัฒนาขีปนาวุธและดาวเทียมจารกรรม

กองทัพอาระกันพยายามรุกคืบยึดเมืองหม่องดอในรัฐยะไข่

สำนักข่าว Myanmar Now รายงานเมื่อ 27 ส.ค.67 ว่า กองทัพอาระกัน (Arakan Army – AA) อ้างว่าสามารถควบคุมเมืองหม่องดอ ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ได้เกือบทั้งหมดแล้ว และยึดสถานีตำรวจได้เพิ่มอีก 1 แห่ง โดยควบคุมตัวตำรวจ 8 นาย พร้อมอาวุธ ขณะที่กองทัพเมียนมาปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมืองหม่องดอ เมื่อ 25 ส.ค.67 เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของ AA ในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ การสู้รบที่เมืองหม่องดอได้รับความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก ตั้งแต่ต้น ส.ค.67 เนื่องจากมีชาวโรฮีนจาในพื้นที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นักเคลื่อนไหวชาวโรฮีนจากล่าวโทษว่าเป็นเพราะการโจมตีของ AA ขณะที่ AA ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และอ้างว่า ได้แจ้งให้พลเรือนในเมืองอพยพออกจากพื้นที่ตั้งแต่ 16 มิ.ย.67 หากใครยังอยู่ในเมืองจะถือว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนกองทัพและกลุ่มโรฮีนจาติดอาวุธ ด้านหนึ่งชาวโรฮีนจาจากเมืองหม่องดอที่หนีภัยไปที่บังกลาเทศ ให้ข้อมูลว่าชาวโรฮีนจาส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในรัฐยะไข่ เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาห้ามไม่ให้เดินทางออกออกนอกพื้นที่ ขณะที่บางส่วนเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สิน

ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียระบุตะวันตกพยายามขัดขวางรัสเซียเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและเส้นทางขนส่งทางทะเล

นายนิโคไล ปาตรูเชฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียและประธานคณะที่ปรึกษากิจการทางทะเลแห่งรัสเซีย ระบุในการประชุมคณะที่ปรึกษาฯ ที่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 27 ส.ค.67 ว่า สหรัฐฯ และชาติตะวันตกพยายามขัดขวางรัสเซียในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและเส้นทางขนส่งทางทะเล โดยกำลังเพิ่มกองเรือในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรโลกและในบริเวณน่านน้ำติดกับรัสเซีย และพยายามบ่อนทำลายกิจการทางเรือของรัสเซียโดยใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตกกำลังวางแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางทะเลของรัสเซียด้วยวิธีก่อการร้าย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ลงนามกฤษฎีกาแต่งตั้งคณะที่ปรึกษากิจการทางทะเลแห่งรัสเซีย (Maritime Collegium) เมื่อ 13 ส.ค.67 เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์ การปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติในทะเลอาร์กติก และสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมทางทะเลของรัสเซีย

เลขาธิการ UN เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

ข่าวสารนิเทศองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) รายงานอ้างการแถลงของนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การ UN หลังการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum-PIF) ครั้งที่ 53 ณ กรุงนูกูอาโลฟา ตองกา เมื่อ 26 ส.ค.67 เรียกร้องให้ผู้นำโลกลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็ว และเพิ่มการลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศเพื่อปกป้องประชาชนจากความเสี่ยง เนื่องด้วยระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตกเฉียงใต้สูงขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ทำให้เกาะต่าง ๆ ในบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงเผชิญอุทกภัยจากการเพิ่มของระดับน้ำทะเล ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึงหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ เลขาธิการ UN ยังเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Nationally Determined Contributions-NDCs) ภายในปี 2568 ตามที่ให้คำมั่นไว้ในการประชุม COP28 ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อปี 2566 และขอให้กลุ่มประเทศ G20 ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดมีบทบาทนำในประเด็นนี้

สื่อสหรัฐฯ ประเมินว่ารองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส มีโอกาสชนะการเลือกตั้งที่ร้อยละ 55

Decision Desk HQ (DDHQ) ของสำนักข่าว The Hill เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อ 26 ส.ค.67 ประเมินว่า รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส มีโอกาสชนะการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ ใน พ.ย.67 ที่ร้อยละ 55 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44 ก่อนประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนถอนตัวจากการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อ 21 ก.ค.67 และเอื้อให้พรรคเดโมแครตมีโอกาสมากขึ้นที่จะครองเสียงส่วนใหญ่ทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โดยผลสำรวจของมหาวิทยาลัย Fairleigh Dickinson เมื่อ 23 ส.ค.67 ชี้ว่า รองประธานาธิบดีแฮร์ริสสามารถกระตุ้นคะแนนนิยมในรัฐ swing state 7 รัฐ ทำให้มีคะแนนนิยมทั่วประเทศนำอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ร้อยละ 50 ต่อร้อยละ 43 เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีเชื้อชาติและเพศที่หลากหลาย อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามกระแสและคะแนนนิยมใน 3 รัฐสำคัญ ได้แก่ เพนซิลเวเนีย มิชิแกน และวิสคอนซิน ตลอดจนคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระที่ไม่ได้ยึดติดกับพรรคการเมืองที่เป็นปัจจัยหนึ่งต่อการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง

สิงคโปร์เร่งศึกษาเทคโนโลยีความร้อนใต้พิภพใหม่

หนังสือพิมพ์ Straits Times รายงานเมื่อ 26 ส.ค.67 อ้างกระทรวงพลังงานของสิงคโปร์ว่า สิงคโปร์เร่งศึกษาเทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพ ผ่านโครงการการศึกษาพื้นที่ทั่วเกาะสิงคโปร์ และพื้นที่ที่มีการใช้งานในต่างประเทศ ระยะเวลา 2 ปี มูลค่ากว่า 16 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งจะเริ่มในครึ่งหลังของปี 2567 โดยการสำรวจดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการกระจายแหล่งพลังงานและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 นอกจากนี้ สิงคโปร์กำลังติดตามความก้าวหน้าในระดับสากลและประเมินความเหมาะสมในการนำมาใช้ในประเทศ ซึ่งการวิจัยในปัจจุบันจะช่วยตัดสินความเป็นไปได้และวิธีการนำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้ในระบบพลังงานของประเทศ

รัสเซียจัดการประชุมกลุ่มประเทศ BRICS (IMBRICS) ครั้งที่ 6

รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมมหานครนานาชาติกลุ่มประเทศ BRICS ครั้งที่ 6 (The 6th International Municipal BRICS Forum) หรือ IMBRICS ระหว่าง 27-28 ส.ค.67 ที่กรุงมอสโก โดยเป็นเวทีหารือส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหานครและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก่อนการประชุมสุดยอด BRICS ที่จะเกิดขึ้นใน ต.ค.67 ทั้งประเด็นการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ การใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ รวมถึงแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา ด้านการดูแลสุขภาพ ด้านวัฒนธรรม และด้านการท่องเที่ยว  ทั้งนี้ การประชุมฯ มีผู้แทนจาก 126 ประเทศ และผู้ร่วมงานจากเมืองต่าง ๆ กว่า 5,000 คนเข้าร่วม

รัสเซียเรียกร้องฝรั่งเศสชี้แจงกรณีจับกลุ่มผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน Telegram

สำนักข่าว RT รายงานเมื่อ 25 ส.ค.67 ว่า สถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย/กรุงปารีส ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ฝรั่งเศสชี้แจงข้อกล่าวหาในการจับกุมนายพาเวล ดูรอฟ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแอปพลิเคชัน Telegram ซึ่งมีเชื้อชาติรัสเซีย (ถือสัญชาติฝรั่งเศส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเซนต์คิตส์และเนวิส ) รวมทั้งให้หลักประกันการปกป้องสิทธิของนายดูรอฟ และการเปิดช่องทางประสานการติดต่อกับสถานทูตรัสเซีย นอกจากนี้ นางมาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย เรียกร้องให้องค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อาทิ Human Rights Watch และ Amnesty International ยืนหยัดเพื่อเสรีภาพในการพูด และกดดันให้ฝรั่งเศสปล่อยตัวนายดูรอฟ ทั้งนี้ สื่อของฝรั่งเศสรายงานว่าการจับกุมนายดูรอฟในข้อหาความผิดฐานไม่สามารถกำกับหรือควบคุมแพลตฟอร์มดังกล่าว โดยพบผู้กระทำความผิดใช้ Telegram อย่างแพร่หลาย

เรือรบมาเลเซียประสบเหตุจมลงใกล้กับรัฐยะโฮร์

สำนักข่าว Malaymail รายงานเมื่อ 25 ส.ค.67 ว่า เรือโจมตีเร็ว KD Pendekar ของกองทัพเรือมาเลเซีย ประสบเหตุน้ำรั่วเข้าเรือ และจมลง ขณะปฏิบัติหน้าที่ ห่างออกไป 2 ไมล์ทะเล บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของแหลม Tanjung Penyusop ในรัฐยะโฮร์ คาดว่าเรือชนกับวัตถุใต้น้ำ ซึ่งพบรอยรั่วบริเวณห้องเครื่อง จากนั้นน้ำได้ทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ลูกเรือทั้งหมด จำนวน 39 นาย ได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากเรืออย่างปลอดภัย โดยกองทัพเรือมาเลเซียจะเร่งกู้ซากเรือ และตั้งคณะกรรมการเพื่อสืบสวนหาสาเหตุต่อไป

จีนจะซ้อมรบด้วยกระสุนจริงบริเวณพรมแดนจีน-เมียนมา ระหว่าง 27-29 ส.ค.67

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานเมื่อ 26 ส.ค.67 อ้างประกาศของรัฐบาลท้องถิ่นมณฑลยูนนานว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army-PLA) จะจัดการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงบริเวณพรมแดนจีน-เมียนมา บริเวณใกล้เมือง Ruili และเมือง Zhenkang ระหว่าง 27-29 ส.ค.67 โดยรัฐบาลมณฑลยูนนานแจ้งเตือนให้ประชาชนที่จะเข้าพื้นที่ในวันและเวลาดังกล่าวปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ขณะที่กองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ (Southern Theatre Command) เปิดเผยว่า การซ้อมรบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสามารถในการเคลื่อนที่เร็ว การฝึกปิดล้อมแบบ 3 มติ และฝึกผสม โดยลาดตระเวนร่วมระหว่างหน่วยภาคพื้นดินและกองกำลังทางอากาศ ทั้งนี้ การฝึกลาดตระเวนร่วมดังกล่าวมีขึ้นหลังการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังชนกลุ่มน้อยบริเวณพรมแดนจีนรุนแรงมากขึ้นจนกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจีน