ผู้บัญชาการทางทหารของ NATO เตือนว่ารัสเซียอาจเตรียมทำสงครามกับยุโรป

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Daily Mail ของสหราชอาณาจักร รายงานเมื่อ 29 ม.ค.67 อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.Alexander Sollfrank ผู้บัญชาการศูนย์ขนส่งทางทหารขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization-NATO) และ พล.ท.Jan-Willem Maas หัวหน้าส่วนสนับสนุนทางทหารของกองทัพเนเธอร์แลนด์ ว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจเริ่มทำสงครามเต็มรูปแบบกับยุโรปภายใน 3 ปี โดยจะมุ่งเน้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนในรูปแบบเดียวกับที่เคยทำกับยูเครน ซึ่งรวมถึงการก่อวินาศกรรมและการโจมตีทางไซเบอร์ ขณะที่เยอรมนีอาจกลายเป็นศูนย์กลางทั้งในด้านการบัญชาการการรบและการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้ พล.ท.Sollfrank ยังเรียกร้องให้เนโตลดหรือปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เท่าที่ทำได้ เช่น การห้ามใช้อาวุธบางประเภท การห้ามปฏิบัติการบางรูปแบบ เพื่อให้เนโตมีขีดความสามารถที่สูงขึ้น และมีคล่องตัวพร้อมที่จะสู้รบกับรัสเซีย

ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ WHO รับรองว่ามีแนวปฏิบัติดีที่สุดในการกำจัดไขมันทรานส์ที่ผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรม

        องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ประกาศรายชื่อ 5 ประเทศที่ได้รับการรับรองว่ามีแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการกำจัดไขมันทรานส์ที่ผลิตจากกระบวนการอุตสาหกรรม (industrially produced trans-fatty acids-iTFA) เมื่อ 29 ม.ค.67 ได้แก่ เดนมาร์ก ลิทัวเนีย โปแลนด์ ซาอุดีอาระเบีย และไทย ทั้งนี้ WHO ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ทุกประเทศกำจัดไขมันทรานส์จากอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โดยตั้งเป้าหมายภายให้ทุกประเทศกำจัด iTFA โดยสิ้นเชิงภายในปี 2566 อย่างไรก็ดี แม้ WHO ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมี 53 ประเทศทั่วโลกที่อยู่ในเกณฑ์มีนโยบายแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการกำจัด iTFA ซึ่งมีส่วนช่วยลดการเสียชีวิตของประชากรโลกประมาณปีละ 183,000 คน  

สหรัฐฯ จะตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายที่โจมตีฐานกองกำลังในจอร์แดนซึ่งเป็นเหตุให้นายทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 นาย

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 28 ม.ค.67 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน แสดงความเสียใจต่อกรณีฐานกองกำลังสหรัฐฯ และแนวร่วม ในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของจอร์แดน ใกล้กับชายแดนซีเรีย ถูกกลุ่มก่อการร้ายโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ เป็นเหตุให้นายทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตจำนวน 3 นาย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบผู้ก่อเหตุ แต่ประเมินว่าเป็นกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในซีเรียและอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน พร้อมทั้งยืนยันว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้การโจมตีดังกล่าว เพื่อปกป้องกองกำลังและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ตลอดจนกำจัดกลุ่มก่อการร้าย

หน่วยรักษาความปลอดภัยยูเครนเปิดโปงการทุจริตจัดซื้อกระสุนปืนมูลค่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานเมื่อ 28 ม.ค.67 ว่า หน่วยรักษาความปลอดภัยยูเครน (Security Service of Ukraine-SSU/SBU) เปิดเผยว่า ผู้จัดการของบริษัทจัดหาอาวุธ Lviv Arsenal ในยูเครนร่วมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมยูเครน ยักยอกเงินเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการจัดซื้อกระสุนปืนครก 100,000 นัด สำหรับสู้รบกับรัสเซีย โดยจัดทำข้อตกลงและลงนามในสัญญาการซื้อเมื่อ ส.ค.65 มีการชำระเงินล่วงหน้า แต่ไม่พบการจัดส่งตามสัญญา ขณะที่เงินที่ใช้จัดซื้อบางส่วนถูกโอนไปยังบัญชีต่างประเทศอื่น ๆ คดีดังกล่าวมีการแจ้งข้อหาผู้ต้องหา 5 ราย และควบคุมตัวได้ 1 ราย ขณะพยายามหลบหนีข้ามชายแดน ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริงจะต้องถูกลงโทษสูงสุด คือ จำคุก 12 ปี ด้านอัยการสูงสุดยูเครนระบุว่าได้ยึดเงินของกลางแล้ว และจะส่งคืนไปยังงบประมาณการป้องกันประเทศ

เลขาธิการ UN เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ไม่ระงับการให้ทุนสนับสนุน UNRWA

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (United Nations- UN) แถลงเมื่อ 28 ม.ค.67 เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ไม่ระงับการให้ทุนสนับสนุนสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East-UNRWA) ภายหลังที่อิสราเอลกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ UNRWA จำนวน 12 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค.66 นายกูเตอร์เรสกล่าวด้วยว่า UN ไม่นิ่งนอนใจต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงและขับเจ้าหน้าที่ UNRWA ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าวออกจากองค์กรแล้ว 9 คน นอกจากนี้ นายกูเตอร์เรสยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ UN ที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายจะต้องรับผิดชอบการกระทำและถูกดำเนินคดีทางอาญา อนึ่ง ประเทศที่ประกาศระงับให้ทุนสนับสนุน UNRWA แล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เนเธอร์แลนด์…

เวียดนามคาดหวังว่าการเยือนของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์จะกระชับความร่วมมือทวิภาคี

  สำนักข่าว Vietnam Plus รายงานเมื่อ 28 ม.ค.67 อ้างคำกล่าวของนาย Lai Thai Binh เอกอัครราชทูตเวียดนาม ณ กรุงมะนิลา ว่า การเยือนเวียดนามของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ระหว่าง 29-30 ม.ค.67 จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ หลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2549 รวมทั้งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียนต่อประเด็นความมั่นคงในโลกและในภูมิภาค อาทิ สถานการณ์เมียนมาและทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) และยังส่งเสริมความร่วมมือทางทะเลที่มีอยู่ พร้อมกับขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ครอบคลุมการปฏิบัติการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากภัยธรรมชาติ การปราบปรามอาชญากรรมและภัยคุกคามทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศคาดหวังบรรลุเป้าหมายการค้าทวิภาคีปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทปษ.ความมั่นคงของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบหารือกับ รมว.กต.จีน

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 27 ม.ค.67 ว่า นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบหารือกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 26-27 ม.ค.67 ใช้เวลาหารือนานกว่า 12 ชั่วโมงที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีจีน เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนพัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรง กับทั้งยินดีต่อการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญคือ การฟื้นฟูการเจรจาด้านการทหาร การจัดตั้งคณะทำงานต่อต้านยาเสพติดใน 30 ม.ค.67 และการจัดประชุมเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใน มี.ค.-พ.ค.67 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือกันในประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ อาทิ วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้จีนกดดันอิหร่านให้ยุติการสนับสนุนการโจมตีของกลุ่ม Houthi ในทะเลแดง ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี ข้อพิพาททะเลจีนใต้ ข้อพิพาทช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา

อิรักกับสหรัฐฯ ตกลงจะเริ่มหารือเพื่อกำหนดกรอบเวลาถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรออกจากอิรัก

สำนักข่าว Al Jazeera และ Iraqi News รายงานอ้างแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)อิรัก เมื่อ 25 ม.ค.67 ว่า อิรักกับสหรัฐฯ ตกลงให้คณะกรรมาธิการทหารระดับสูง (Higher Military Commission-HMC) ระหว่างสองฝ่าย ร่วมกันประเมินภัยคุกคามจากกลุ่ม Islamic State (IS) ในอิรัก ก่อนจะเริ่มหารือเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับการถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรนานาชาติที่ยังประจำการในอิรัก เพื่อปฏิบัติภารกิจที่ปรึกษาทางทหารและฝึกอบรมด้านต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงด้านยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพอิรัก หลังจากกองกำลังดังกล่าวเข้ามาช่วยรัฐบาลอิรักปราบปรามกลุ่ม IS ตั้งแต่ปี 2557 และปราบปรามได้สำเร็จเมื่อปี 2560 ทั้งนี้ กต.อิรักระบุว่า การถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตร จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกรอบเวลาที่จะกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากสหรัฐฯ เกรงว่าการถอนกองกำลังทั้งหมดโดยทันที จะทำให้เกิดสุญญากาศด้านความมั่นคงและปลอดภัยในอิรัก โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลทรายห่างไกลที่ยังมีข่ายงานฝังตัว (sleeper cells) ของกลุ่ม IS เข้าไปเคลื่อนไหวและหลบซ่อน คาดว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวของอิรักและสหรัฐฯ มีปัจจัยมาจากกลุ่มติดอาวุธในอิรักซึ่งเป็นแนวร่วมของอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรในภูมิภาค ยกระดับการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก มากขึ้นและต่อเนื่อง นับจากเกิดสงครามในฉนวนกาซา โดยกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวอ้างก่อเหตุโจมตี เพื่อแสดงการสนับสนุนกลุ่มฮะมาส…

สิงคโปร์ไม่กังวลกรณีมาเลเซียจะตั้ง คกก.ไต่สวนข้อเท็จจริงประเด็นเกาะ Pedra Branca

กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงเมื่อ 25 ม.ค.67 ถึงกรณีที่มาเลเซียจะตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงการขอยุติการดำเนินคดีต่อสิงคโปร์ประเด็นเกาะ Pedra Branca โดยระบุว่า เป็นเรื่องภายในของมาเลเซีย และจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งระบุด้วยว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court  of Justice – ICJ) ตัดสินให้สิงคโปร์มีกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ Pedra Branca และให้มาเลเซียมีกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ Middle Rocks และ South Ledge ซึ่งทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียได้ประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมรับและปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลซึ่งเป็นที่สิ้นสุด ตั้งแต่ปี 2551 ทั้งนี้ มาเลเซียจึงยื่นคำร้องให้ ICJ ทบทวนคำตัดสิน เมื่อปี 2557 แต่ต่อมารัฐบาลตุน มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีถอนคำร้อง

นรม.กาตาร์ ผอ.หน่วยข่าวกรองอิสราเอล สหรัฐฯ และอียิปต์ จะพบหารือเพื่อเจรจาปล่อยตัวประกันครั้งใหม่

  สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก รายงานเมื่อ 25 ม.ค.67 อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐบาลโดยไม่ระบุประเทศว่า เชค มุฮัมมัด บินอับดุรเราะห์มาน อาลษานี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ นาย David Barnea ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอิสราเอล (Mossad) นายวิลเลียม เบิร์นส ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ (CIA) และนาย Abbas Kamel ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอียิปต์ จะพบหารือกันที่ประเทศในยุโรป (คาดว่าเป็นฝรั่งเศส) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เกี่ยวกับการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันที่ยังถูกกลุ่มฮะมาสควบคุมตัวในฉนวนกาซาประมาณ 132 คน แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การเจราจาครั้งใหม่นี้ จะมีการพิจารณาเงื่อนไขใดในการปล่อยตัวประกัน ทั้งนี้ ผู้แทนจากทั้ง 4 ประเทศดังกล่าว มีส่วนร่วมผลักดันการเจรจาเพื่อหยุดยิงและปล่อยตัวประกันรอบแรกได้สำเร็จ เมื่อ พ.ย.66 ก่อนที่การเจรจาจะหยุดชะงักและไม่มีความคืบหน้าจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปรากฏข่าวสารว่าอิสราเอลเสนอเงื่อนไขครั้งล่าสุด ว่าจะหยุดยิงชั่วคราว 2 เดือน แลกกับการปล่อยตัวประกันที่เหลือ โดยเริ่มจากการปล่อยตัวประกันสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีปัญหาสุขภาพเป็นกลุ่มแรก ส่วนทหารอิสราเอลจะเป็นกลุ่มสุดท้าย