ซาอุดีอาระเบียปฏิเสธข่าวลือที่ว่ามี กกล.ต่างชาติประจำการที่ฐานทัพอากาศ ทางภาค ตต. ใกล้ทะเลแดง

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ Arab news รายงานเมื่อ 12 ม.ค.67 อ้างพลจัตวา Turki Al-Maliki โฆษกกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย แถลงเมื่อห้วงเช้าวันเดียวกันนี้ ปฏิเสธข่าวลือที่ว่า มีกำลังทหารต่างชาติประจำการที่ฐานทัพอากาศ King Fahd ของซาอุดีอาระเบีย ในเมือง Taif จังหวัด Makkah ทางภาคตะวันตก ใกล้ทะเลแดง ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังติดตามปฏิบัติการทางทหารในทะเลแดงและการโจมตีทางอากาศในเยเมนของสหรัฐฯ และพันธมิตรด้วยความกังวลอย่างยิ่ง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่ทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย และย้ำความสำคัญของการรักษาความมั่นคงและเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลแดง ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และพันธมิตร ปฏิบัติการทางอากาศ เมื่อห้วงค่ำของ 11 ม.ค.67 โจมตีเป้าหมายทางทหาร คลังอาวุธ และฐานยิงขีปนาวุธ ของกบฏ Houthi ในพื้นที่ทางตะวันตกของเยเมน ได้แก่ กรุงซานา เมืองท่า Hodeidah เมือง Saada เมือง Dhamar เมือง Taiz เมือง Zabid และฐานทัพอากาศ al-Dailami เพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากการโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงของกบฏ…

รัฐบาลโซมาเลียเร่งค้นหาและช่วยเหลือตัวประกัน จากเหตุกลุ่ม Al–Shabaab ยึดเฮลิคอปเตอร์ UN

สำนักข่าว Reuters และ Al Jazeera รายงานเมื่อ 11 ม.ค.67 อ้างนาย Daud Aweis รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศโซมาเลีย แถลงในวันเดียวกันว่า รัฐบาลโซมาเลียอยู่ระหว่างการประสานการปฏิบัติในพื้นที่และรวบรวมข่าวสาร เพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้โดยสาร จากเหตุกลุ่ม Al–Shabaab ยึดเฮลิคอปเตอร์ของสหประชาชาติ ที่ลงจอดฉุกเฉินจากเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง ที่เมือง Hindhere ในภูมิภาค Galgaduud ทางตอนกลางของโซมาเลีย เมื่อ 10 ม.ค.67 และจับผู้โดยสาร 6 คน จากทั้งหมด 9 คน (ชาวโซมาเลีย 2 คน และต่างชาติ 7 คน ซึ่งยังไม่มีรายงานยืนยันสัญชาติ) เป็นตัวประกัน รายงานยังอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า กองทัพโซมาเลียยังไม่ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนไหว ขณะที่พื้นที่ที่เกิดเหตุเข้าถึงยาก เนื่องจากอยู่ในการควบคุมของกลุ่ม Al–Shabaab มานานกว่า 10 ปี

สหรัฐฯ ร่วมกับสหราชอาณาจักร และพันธมิตรโจมตีกลุ่ม Houthi ในเยเมน

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 11 ม.ค.67 ว่า สหรัฐฯ ร่วมมือกับสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย บาห์เรน แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ จนประสบความสำเร็จในการโจมตีเป้าหมายของกลุ่ม Houthi ในเยเมน โดยย้ำว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการป้องปรามภัยคุกคามจากการโจมตีเรือพาณิชย์ของกลุ่ม Houthi ที่รุนแรงขึ้น เพิ่มเติมจากการดำเนินนโยบายทางการทูตของสหรัฐฯ อาทิ การจัดตั้งกองกำลัง Operation Prosperity Guardian การเผยแพร่แถลงการณ์ประณาม และเรียกร้องกลุ่ม Houthi ให้ยุติการกระทำที่เป็นภัยคุกคาม เพื่อปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือ เส้นทางการค้าระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของผู้ส่งสินค้าทางทะเล ตลอดจนนายทหารสหรัฐฯ และพันธมิตร

เป้าหมายทางการทูตของจีนในปี 2567

สำนักข่าวซินหัว รายงานเมื่อ 9 ม.ค.67 ว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แถลงเป้าหมายทางการทูตของจีนในปี 2567 โดยจีนจะดำเนินนโยบายการต่างประเทศด้วยความมั่นใจ พึ่งพาตนเอง ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ และแสดงบทบาทนำเชิงยุทธศาสตร์ทางการทูตระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติ  สร้างสภาพแวดล้อมภายนอกและบรรลุเป้าหมายรูปแบบการพัฒนาแบบใหม่ที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งเสริมสร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก เฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินตามฉันทามติระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ เสริมสร้างความไว้วางใจและผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนกับรัสเซีย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับสูงและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์กับสหภาพยุโรป เพิ่มพูนความเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำงานร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ และกลุ่ม BRICS นอกจากนี้ จีนจะผลักดันแนวคิดต่าง ๆ ที่จีนริเริ่ม ทั้งข้อริเริ่มการพัฒนาโลก (Global Development Initiative-GDI) ข้อริเริ่มด้านความมั่นคงโลก (Global Security Initiative-GSI) และข้อริเริ่มอารยธรรมโลก (Global Civilization Initiative-GCI) พร้อมกับยกระดับคุณภาพและขยายขอบเขตของสาขาความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) กับประเทศต่าง ๆ

อินโดนีเซียยังให้ความสำคัญประเด็นเมียนมาแม้หมดวาระประธานอาเซียน

นางเร็ตโน มัรซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย กล่าวในการแถลงข่าวประจำปีของกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียที่บันดุง เมื่อ 8 ม.ค.67 ว่า ถึงแม้จะหมดวาระประธานอาเซียนเมื่อปี 2566  แต่อินโดนีเซียยังคงให้ความสำคัญกับการคลี่คลายวิกฤติเมียนมา ผ่านการผลักดันให้มีการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ  และการขยายช่องทางติดต่อทางการทูตกับผู้เกี่ยวข้อง ต่อจากในห้วงที่รับตำแหน่งประธานอาเซียน ซึ่งอินโดนีเซียได้พบปะกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเด็นเมียนมามากถึง 265 ครั้ง นอกจากนี้ นางเร็ตโน มัรซูดี ยังเห็นว่าความขัดแย้งในเมียนมามีความเกี่ยวพันกับการหลั่งไหลของผู้อพยพชาวโรฮีนจา ขณะที่เสถียรภาพและความเป็นประชาธิปไตยของเมียนมา เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สถานการณ์ผู้อพยพคลี่คลาย

สิงคโปร์ยังได้รับผลกระทบอย่างจำกัดจากความขัดแย้งในทะเลแดง

เว็บไซต์ The Business Times รายงานเมื่อ 9 ม.ค.67 กรณีที่นายอึง เอ็น เฮ็น รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ ตอบข้อซักถามในที่ประชุมรัฐสภาสิงคโปร์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในทะเลแดง ในวันเดียวกันนี้ว่า ปัจจุบันสิงคโปร์ได้รับผลกระทบอย่างจำกัดจากกรณีดังกล่าว เนื่องจากสิ่งของจำเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะอาหารและยาไม่ได้ขนส่งผ่านเส้นทางการเดินเรือดังกล่าว ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าในสิงคโปร์ยังมีสินค้าคงคลังสำรองเพียงพอเพื่อป้องกันการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน แม้ว่าส่วนใหญ่จะกังวลเกี่ยวกับต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ นายอึง ยังระบุด้วยว่า สิงคโปร์จะเข้าร่วมกองกำลัง Operation Prosperity Guardian ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือกองเรือเฉพาะกิจผสมที่ 153 ภายใต้กองกำลังผสมทางทะเล (Combined Maritime Forces-CMF)  ที่มีสมาชิกรวม 39 ประเทศ เป้าหมายเพื่อรักษาเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงให้เสรีและเปิดกว้าง

รมช.กต.จีน เยือนเมียนมาเพื่อหารือด้านความมั่นคงและเร่งรัดโครงการตามกรอบ BRI

หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 7 ม.ค.67 ว่า นายซุน เว่ยตง รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีน พร้อมคณะประกอบด้วย นายเติ้ง สีจุน ผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียและนายเฉิน ไห่ เอกอัครราชทูตจีน/ย่างกุ้ง เยือนกรุงเนปยีดอ เมียนมา เมื่อ 5 ม.ค.67 และได้พบหารือกับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ และนายอูลวินอู รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเมียนมา เพื่อกระชับสัมพันธ์และหารือเกี่ยวกับการดำเนินความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยในประเด็นด้านความมั่นคงมี อาทิ การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดน การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนด้านเศรษฐกิจ อาทิ การเร่งรัดดำเนินโครงการภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา  ภายใต้ยุทธศาสตร์ความริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) การกระชับความร่วมมือในกรอบอาเซียนและกลไกระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง-ล้านช้าง

สหรัฐฯ ประเมินว่าอิสราเอลอาจโจมตีกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ได้สำเร็จยากขึ้นหากขยายพื้นที่การสู้รบ

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ เผยแพร่รายงานหน่วยข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ  (Defense Intelligence Agency -DIA) เมื่อ 7 ม.ค.67 ที่ประเมินว่า กองทัพอิสราเอลอาจประสบความยากลำบากที่จะโจมตีกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ได้สำเร็จ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรง เพราะการกระจายยุทโธปกรณ์และกองกำลังตามการขยายพื้นที่สู้รบจะลดขีดความสามารถของกองทัพ กับทั้งย้ำว่านักรบฮิซบุลลอฮ์ได้รับการฝึกเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีจรวดและขีปนาวุธจำนวนมาก รายงานของ DIA ดังกล่าว มีขึ้นหลังจากนาย Sayyed Hasan Nasrallah ผู้นำกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ระบุเมื่อ 5 ม.ค.67 จะตอบโต้อิสราเอลที่มีแผนจะขยายการสู้รบในพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน  และเป็นห้วงเดียวกับนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เยือนประเทศในตะวันออกกลาง (4-11 ม.ค.67) เพื่อหารือถึงแนวทางเฉพาะเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งบานปลาย

MSS จับกุมชาวต่างชาติฐานจารกรรมข้อมูลให้แก่หน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI6)

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน (Ministry of State Security – MSS) เปิดเผยผ่าน WeChat เมื่อ 8 ม.ค.67 ว่า ได้จับกุมชายชาวต่างชาติฐานจารกรรมข้อมูลให้แก่หน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI6) โดยเปิดเผยเพียงนามสกุลของบุคคลดังกล่าวว่า นายหวง (Huang) เป็นพลเมืองของประเทศที่ 3 และทำงานในบริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติ นายหวงถูก MI6 ชักชวนและฝึกอบรมเพื่อปฏิบัติการจารกรรมข้อมูล โดยเดินทางเข้าออกจีนหลายครั้งตั้งแต่ปี 2558 เพื่อรวบรวมข้อมูลและชักชวนผู้อื่น ทั้งนี้ หลังจากจีนบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการจารกรรมเมื่อปี 2566 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของจีนเคยตรวจค้นและสอบสวนเจ้าหน้าที่บริษัทต่างชาติหลายแห่งให้ห้วงที่ผ่านมา อาทิ บริษัทวิจัย Capvision ในเมืองเซี่ยงไฮ้ กลุ่ม Mintz Group และบริษัทที่ปรึกษา Bain & Co.

รมว.กต.สหรัฐฯ จะเยือนประเทศในตะวันออกกลางระหว่าง 4-11 ม.ค.67

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงผ่านทางเว็บไซต์เมื่อ 4 ม.ค.67 ว่า นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะเยือนตุรกี กรีซ จอร์แดน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล เขตเวสต์แบงค์ และอียิปต์ ระหว่าง 4-11 ม.ค.67   โดยจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาในตะวันออกกลาง ทั้งการปกป้องชีวิตพลเรือนในอิสราเอล เขตเวสต์แบงค์ และฉนวนกาซา การปล่อยตัวประกันที่เหลือ รวมทั้งการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา และรับรองว่าชาวปาเลสไตน์จะไม่ถูกบังคับให้อพยพออกจากฉนวนกาซา นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จะหารือเกี่ยวกับกลไกเร่งด่วนในการหยุดยั้งความรุนแรง และลดความตึงเครียดในภูมิภาค รวมถึงการยับยั้งการโจมตีของกบฏฮูษีต่อการขนส่งทางพาณิชย์ในทะเลแดง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ในเลบานอนบานปลาย  กับทั้งยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับสันติภาพในตะวันออกกลางอย่างครอบคลุมและเป็นรูปธรรม สู่การดำรงอยู่ของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคตควบคู่กับอิสราเอลด้วยสันติภาพและความมั่นคง