สถานการณ์ตึงเครียดในทะเลแดงไม่กระทบต่อการนำเข้าน้ำมันดิบของอินเดีย

เว็บไซต์ Mint รายงานเมื่อ 4 ม.ค.67 อ้าง S&P Global Commodity Insights ว่า อินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียมากถึงร้อยละ 35 ของปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด และสถานการณ์ตึงเครียดในทะเลแดงไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบจากรัสเซีย โดยผู้ค้าน้ำมันดิบของรัสเซียยังคงใช้เส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดงไปยังโรงกลั่นน้ำมันในอินเดีย เนื่องจากเรือขนส่งน้ำมันของรัสเซียไม่ใช่เป้าหมายการโจมตีของกบฏฮูษีเหมือนเช่นเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ทั้งนี้หากสถานการณ์ในทะเลแดงรุนแรงขึ้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาจะต้องปรับเส้นทางเดินเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮป ทางตอนใต้ของภูมิภาคแอฟริกา แทนเส้นทางที่ผ่านทะเลแดง

สองเกาหลียิงกระสุนปืนใหญ่ตอบโต้กันบริเวณพื้นที่กันชนในทะเลเหลือง

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 5 ม.ค.67 อ้างคณะเสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้ (Joint Chiefs of Staff-JCS) ว่า เกาหลีเหนือยิงกระสุนปืนใหญ่กว่า 200 นัด (สื่อมวลชนเกาหลีเหนือรายงานว่า เป็นการฝึกซ้อมด้วยกระสุนจริงรวม 192 นัด) จากแหลมจังซันและแหลมดึงซันบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีเหนือ กระสุนตกในพื้นที่กันชน (buffer zone) ในทะเลเหลืองเหนือเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลระหว่างสองเกาหลี (Northern Limit Line-NLL) ส่งผลให้ทางการเกาหลีใต้ประกาศอพยพประชาชนบนเกาะย็อนพย็องและเกาะแพย็อง (Baengnyeong) ไปยังพื้นที่หลบภัย พร้อมกันนี้ หน่วยนาวิกโยธินของเกาหลีใต้ประจำเกาะทั้งสองแห่งจัดฝึกซ้อมยิงกระสุนจริงด้วยปืนใหญ่อัตตาจร K9 และรถถังหลักรุ่น K1E1 กว่า 400 นัดในช่วงบ่ายของวันเดียวกันเพื่อตอบโต้การยั่วยุของเกาหลีเหนือ กระสุนตกในพื้นที่กันชนทางใต้ของเส้น NLL ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้ยิงกระสุนปืนใหญ่ตกในพื้นที่ดังกล่าว หลังการจัดทำข้อตกลงทางทหารระหว่างสองเกาหลีเมื่อปี 2561 ซึ่งให้สองเกาหลีงดเว้นการดำเนินกิจกรรมยั่วยุบริเวณพรมแดนและพื้นที่กันชน ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือมีขึ้นหลังจากเกาหลีใต้และสหรัฐฯ จัดฝึกร่วมทางทหารด้วยกระสุนจริงที่เมืองโพช็อน ใกล้พรมแดนสองเกาหลีระหว่าง 29 ธ.ค.66-5 ม.ค.67 ที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการร่วมในการรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่าบุตรสาวผู้นำเกาหลีเหนืออาจเป็นผู้สืบทอดอำนาจลำดับถัดไป

หนังสือพิมพ์โคเรียไทมส์ รายงานเมื่อ 4 ม.ค.67 ว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ (National Intelligence Service – NIS) ประเมินว่า ด.ญ.คิม จู-แอ (อายุประมาณ 10 ปี/ปี 2567) บุตรสาวลำดับที่ 2 ของนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อาจเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากผู้นำเกาหลีเหนือ โดยวิเคราะห์จากการที่ ด.ญ.คิม จู-แอ ปรากฏตัวต่อสาธารณะในวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการยิงขีปนาวุธและงานเฉลิมฉลองรวม 19 ครั้ง (ตั้งแต่การปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อ พ.ย.65 -ธ.ค.66) และได้รับการเคารพจากเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการประเมินของกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้เมื่อ ธ.ค.66 ว่า ผู้นำเกาหลีเหนือเร่งเสริมศักยภาพของบุตรสาวในการเป็นทายาททางการเมือง อย่างไรก็ดี NIS ยังไม่มีข้อสรุปต่อประเด็นนี้ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการประเมินดังกล่าว อาทิ ผู้นำเกาหลีเหนือมีอายุ 44 ปี/ปี 2567 และไม่มีปัญหาของโรคร้ายแรง ทั้งนี้ NIS ไม่สามารถยืนยันเพศของบุตรคนอื่น ๆ ของผู้นำเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดีรัสเซียส่งคําอวยพรถึงผู้นำเมียนมาในวันครบรอบ 76 ปีของการได้รับเอกราช

สำนักข่าว Tass รายงานเมื่อ 4 ม.ค.67 ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียส่งคําอวยพรถึงผู้นำเมียนมาในวันครบรอบ 76 ปีของการได้รับเอกราช โดยย้ำถึงความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรทางประวัติศาสตร์และการดำเนินกิจกรรมร่วมกันซึ่งเอื้อต่อการขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ การเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ส่วนคำอวยพรของนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุถึงการเจรจาทางการเมืองระหว่างรัสเซียและเมียนมาตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจระหว่างกัน

สหรัฐฯ ระบุไม่พบการกระทำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงเมื่อ 3 ม.ค.67 ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พบเห็นการกระทำที่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ตามที่แอฟริกาใต้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) เมื่อ 30 ธ.ค.66 ว่า อิสราเอลละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้วยการโจมตีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา  ซึ่ง ICJ กำหนดให้มีไต่สวนกรณีดังกล่าวใน 11 และ 12 ม.ค.67 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังตำหนิรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอล ที่แสดงความเห็นว่าชาวปาเลสไตน์ควรอพยพออกจากฉนวนกาซา และขอให้ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวกลับไปยึดครองดินแดนที่ถูกปิดล้อม โดยระบุว่าวาทกรรมดังกล่าวเป็นการยั่วยุและไร้ซึ่งความรับผิดชอบ

ชาวมาเลเซียไม่พอใจที่เครือ McDonald ยื่นฟ้องกลุ่ม BDS Movement

หนังสือพิมพ์ The Algemeiner รายงานเมื่อ 2 ม.ค.67 ว่า ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ชาวมาเลเซียบนแพลตฟอร์ม X เรียกร้องให้ประชาชนไม่ซื้อสินค้าจากร้าน McDonald’s อย่างจริงจัง เพื่อตอบโต้ที่บริษัท Gerbang Alaf Restaurants ซึ่งถือสิทธิการให้บริการร้าน McDonald’s ในมาเลเซีย ยื่นฟ้องต่อกลุ่ม Boycott, Divestment, and Sanctions (BDS) Movement และเรียกค่าเสียหาย 6 ล้านริงกิต (45 ล้านบาท) จากกรณีกลุ่ม BDS รณรงค์ให้ชาวมาเลเซียเลิกซื้อสินค้าจากร้าน McDonald’s เพื่อลงโทษที่เครือ McDonald’s สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา ส่งผลให้บางสาขาต้องปรับลดระยะเวลาทำการ ลดจำนวนพนักงาน และมียอดขายลดลง

มาเลเซียเชื่อมั่นว่าท่าเรือปีนังจะได้ประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ของไทย

เว็บไซต์ Free Malaysia Today รายงานเมื่อ 4 ม.ค.67 อ้างบทสัมภาษณ์นาย Vasudevan Sasedharan ประธานบริหารบริษัท Penang Port ผู้ถือสัมปทานการบริหารท่าเรือปีนัง ว่า ท่าเรือปีนังจะได้ประโยชน์จากโครงการแลนด์บริดจ์ของไทย หากท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวนาง จ.ระนอง ไม่สามารถรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าจำนวนมากได้ ท่าเรือปีนัง มีข้อได้เปรียบ 1) ทำเลที่ตั้ง ทำให้ท่าเรือปีนังเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางเรือของช่องแคบมะละกาตอนบน และ 2) ภาคธุรกิจที่มีฐานการผลิตใน จ.ภาคใต้ของไทยนิยมขนส่งสินค้าทางเรือผ่านท่าเรือปีนังมากกว่าท่าเรือสงขลา เพราะท่าเรือสงขลามีข้อจำกัดเรื่องความจุและระดับความลึกของท่าเรือ (6-7 เมตร ส่วนท่าเรือปีนังลึก 12 เมตร) ปัจจุบัน การขนส่งสินค้าที่ท่าเรือปีนัง ร้อยละ 30 มาจากทางภาคใต้ของไทย สินค้าส่วนใหญ่ อาทิ ไม้ยางพารา เฟอร์นิเจอร์ และยางรถยนต์

ยูเครนและรัสเซียแลกเปลี่ยนเชลยสงครามจำนวนมากสุดนับแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบ

สำนักข่าว The Guardian รายงานเมื่อ 3 ม.ค.67 ว่ายูเครนและรัสเซียแลกเปลี่ยนเชลยสงครามซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบ โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนแถลงว่าเชลยสงครามชาวยูเครนได้รับการปล่อยตัวจำนวน 230 คน (เป็นพลเรือน 6 คน) และทหารที่กลับมาบางส่วนจะต้องกลับไปแนวรบที่เมืองมารีอูปอลที่ตั้งอยู่ตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครนและกำลังถูกรัสเซียปิดล้อม ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า เชลยรัสเซียได้รับการปล่อยตัวจำนวน 248 คน โดยการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นผลมาจากการเจรจาต่อรองของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ยูเครนและรัสเซียมีการแลกเปลี่ยนเชลยสงครามมาเป็นระยะ แต่การแลกเปลี่ยนมีน้อยลงและในแต่ละครั้งมีจำนวนน้อย การแลกเปลี่ยนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ ส.ค.66

อินเดียเร่งสอบสวนกรณีชาวอินเดียจำนวนมากถูกส่งตัวกลับอาจเกี่ยวข้องขบวนการค้ามนุษย์

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 28 ธ.ค.66 ว่า อินเดียจะดำเนินการสอบสวนชาวอินเดีย 276 คนที่ถูกฝรั่งเศสส่งตัวกลับประเทศ เนื่องจากต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ จากกรณีที่ผู้โดยสารสายการบิน Legend ของโรมาเนียแบบเช่าเหมาลำ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปยังนิการากัว ถูกเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสควบคุมตัวขณะเครื่องบินแวะพักเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยาน Vatry ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ในเบื้องต้น พบว่าชาวอินเดียที่ถูกส่งตัวกลับบางส่วนมีถิ่นพำนักอยู่ในรัฐคุชราต และมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติ เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยได้รับการตรวจลงตราประเภทท่องเที่ยว (Tourist Visa) แต่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลของการเดินทางไปนิการากัวครั้งนี้ อย่างไรก็ดี กรณีทางการฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้โดยสารสายการบิน Legend มีขึ้นหลังจากกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มความเข้มงวดการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ต่อบุคคลที่ให้บริการเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำไปยังนิการากัวแก่ชาวต่างชาติ ที่ต้องการขอลี้ภัยในสหรัฐฯ และใช้นิการากัวเป็นทางผ่าน เพื่อเดินทางต่อไปยังชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก

รัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีทั่วยูเครนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน

สำนักข่าว Kyiv Post ของยูเครน รายงานเมื่อ 29 ธ.ค.66 ว่า รัสเซียใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีทั่วยูเครนในช่วงเย็นของ 29 ธ.ค.66 ส่งผลให้อาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้รับความเสียหายหลายพื้นที่ ได้แก่ กรุงเคียฟ เมืองโอเดสซา เมืองคาร์คิฟ เมืองดนีปรอ (มีโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย) และเมืองลวิฟ โดยกระทรวงความมั่นคงภายในยูเครนรายงานพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน และผู้บาดเจ็บ 160 คน ด้านโฆษกกองทัพอากาศยูเครนระบุว่าในห้วงที่ผ่านมาไม่ได้ปรากฏการโจมตีจากทุกทิศทางทั่วภูมิภาคยูเครน ครั้งนี้จึงเป็นการโจมตีครั้งใหญ่หากไม่นับรวมเหตุโจมตีในห้วงแรกเมื่อ ก.พ.65 โดยรัสเซียใช้โดรนชาเฮด (Shahed) ในการโจมตีนำร่อง และตามด้วยขีปนาวุธหลากหลายชนิด และกองทัพยูเครนสามารถสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธได้จำนวน 114 ลำ/ลูก จากจำนวนทั้งหมด 158 ลำ/ลูก