อิรักกับสหรัฐฯ ตกลงจะเริ่มหารือเพื่อกำหนดกรอบเวลาถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรออกจากอิรัก

สำนักข่าว Al Jazeera และ Iraqi News รายงานอ้างแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)อิรัก เมื่อ 25 ม.ค.67 ว่า อิรักกับสหรัฐฯ ตกลงให้คณะกรรมาธิการทหารระดับสูง (Higher Military Commission-HMC) ระหว่างสองฝ่าย ร่วมกันประเมินภัยคุกคามจากกลุ่ม Islamic State (IS) ในอิรัก ก่อนจะเริ่มหารือเกี่ยวกับกรอบเวลาสำหรับการถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรนานาชาติที่ยังประจำการในอิรัก เพื่อปฏิบัติภารกิจที่ปรึกษาทางทหารและฝึกอบรมด้านต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงด้านยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพอิรัก หลังจากกองกำลังดังกล่าวเข้ามาช่วยรัฐบาลอิรักปราบปรามกลุ่ม IS ตั้งแต่ปี 2557 และปราบปรามได้สำเร็จเมื่อปี 2560 ทั้งนี้ กต.อิรักระบุว่า การถอนกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตร จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามกรอบเวลาที่จะกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากสหรัฐฯ เกรงว่าการถอนกองกำลังทั้งหมดโดยทันที จะทำให้เกิดสุญญากาศด้านความมั่นคงและปลอดภัยในอิรัก โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลทรายห่างไกลที่ยังมีข่ายงานฝังตัว (sleeper cells) ของกลุ่ม IS เข้าไปเคลื่อนไหวและหลบซ่อน คาดว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวของอิรักและสหรัฐฯ มีปัจจัยมาจากกลุ่มติดอาวุธในอิรักซึ่งเป็นแนวร่วมของอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรในภูมิภาค ยกระดับการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก มากขึ้นและต่อเนื่อง นับจากเกิดสงครามในฉนวนกาซา โดยกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวอ้างก่อเหตุโจมตี เพื่อแสดงการสนับสนุนกลุ่มฮะมาส…

สิงคโปร์ไม่กังวลกรณีมาเลเซียจะตั้ง คกก.ไต่สวนข้อเท็จจริงประเด็นเกาะ Pedra Branca

กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงเมื่อ 25 ม.ค.67 ถึงกรณีที่มาเลเซียจะตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงการขอยุติการดำเนินคดีต่อสิงคโปร์ประเด็นเกาะ Pedra Branca โดยระบุว่า เป็นเรื่องภายในของมาเลเซีย และจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งระบุด้วยว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court  of Justice – ICJ) ตัดสินให้สิงคโปร์มีกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ Pedra Branca และให้มาเลเซียมีกรรมสิทธิ์เหนือเกาะ Middle Rocks และ South Ledge ซึ่งทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียได้ประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมรับและปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลซึ่งเป็นที่สิ้นสุด ตั้งแต่ปี 2551 ทั้งนี้ มาเลเซียจึงยื่นคำร้องให้ ICJ ทบทวนคำตัดสิน เมื่อปี 2557 แต่ต่อมารัฐบาลตุน มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีถอนคำร้อง

นรม.กาตาร์ ผอ.หน่วยข่าวกรองอิสราเอล สหรัฐฯ และอียิปต์ จะพบหารือเพื่อเจรจาปล่อยตัวประกันครั้งใหม่

  สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก รายงานเมื่อ 25 ม.ค.67 อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐบาลโดยไม่ระบุประเทศว่า เชค มุฮัมมัด บินอับดุรเราะห์มาน อาลษานี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ นาย David Barnea ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอิสราเอล (Mossad) นายวิลเลียม เบิร์นส ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ (CIA) และนาย Abbas Kamel ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองอียิปต์ จะพบหารือกันที่ประเทศในยุโรป (คาดว่าเป็นฝรั่งเศส) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เกี่ยวกับการเจรจาช่วยเหลือตัวประกันที่ยังถูกกลุ่มฮะมาสควบคุมตัวในฉนวนกาซาประมาณ 132 คน แต่รายงานดังกล่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่า การเจราจาครั้งใหม่นี้ จะมีการพิจารณาเงื่อนไขใดในการปล่อยตัวประกัน ทั้งนี้ ผู้แทนจากทั้ง 4 ประเทศดังกล่าว มีส่วนร่วมผลักดันการเจรจาเพื่อหยุดยิงและปล่อยตัวประกันรอบแรกได้สำเร็จ เมื่อ พ.ย.66 ก่อนที่การเจรจาจะหยุดชะงักและไม่มีความคืบหน้าจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปรากฏข่าวสารว่าอิสราเอลเสนอเงื่อนไขครั้งล่าสุด ว่าจะหยุดยิงชั่วคราว 2 เดือน แลกกับการปล่อยตัวประกันที่เหลือ โดยเริ่มจากการปล่อยตัวประกันสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีปัญหาสุขภาพเป็นกลุ่มแรก ส่วนทหารอิสราเอลจะเป็นกลุ่มสุดท้าย

ที่ปรึกษาความมั่นคงสหรัฐฯ จะเดินทางมาพบหารือกับ รมว.กต.จีนที่อยู่ระหว่างการเยือนไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อ  26 ม.ค.67 ว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เยือนไทย ระหว่าง 26-29 ม.ค.67 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายสาขา อาทิ การค้า การลงทุน ความมั่นคง วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยมีกำหนดพบหารือกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี การเข้าร่วมประชุมกลไกหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทย-จีน ครั้งที่ 1 และลงนามความตกลงยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาและ หนังสือเดินทางราชการ ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงว่า นายหวัง อี้ จะหารือกับนาย Jake Sullivan ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงสหรัฐฯ ที่จะเดินทางมาพบที่ไทย ระหว่าง 26-27 ม.ค.67 โดยระบุว่า เป็นการสานต่อคำมั่นที่ผู้นำของสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการประชุมสุดยอดที่สหรัฐฯ เมื่อ พ.ย.66 ที่จะคงการสื่อสารและบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งนี้ ปรากฏรายงานข่าวสารว่า ประเด็นหารือหลักจะเกี่ยวกับสถานการณ์ในทะเลแดงและประเด็นไต้หวัน เฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องให้จีนดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ ด้วยการใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเจรจากับอิหร่านให้ระงับการสนับสนุนด้านอาวุธแก่กลุ่มกบฏ Houthi เพื่อไม่ให้สถานการณ์ในทะเลแดงลุกลามบานปลาย ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการค้าประมาณร้อยละ 15 ของโลกใช้เส้นทางขนส่งผ่านทะเลแดง อาทิ…

กัมพูชาและเวียดนามลงนาม MOU ความร่วมมือด้านความมั่นคงในปี 2567

หนังสือพิมพ์ Khmer Times รายงานเมื่อ 25 ม.ค.67 ว่า นายซอ ซกคา รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีมหาดไทย(มท.)กัมพูชา และ พล.อ.โต เลิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเวียดนาม (MPS) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยแผนความร่วมมือระหว่าง มท.กัมพูชากับ MPS ในปี 2567 ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ ยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการค้ามนุษย์ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องการส่งเสริมความร่วมมือการแลกเปลี่ยนข่าวสารและการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคและระดับโลก ทาง MPS ระบุด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันการบ่อนทำลายและสร้างความแตกแยกของ ฝ่ายตรงข้ามทั้งในกัมพูชาและเวียดนาม ทั้งนี้ พล.อ.โต เลิม เดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการระหว่าง 22-24 ม.ค.67 ตามคำเชิญของนายซอ ซกคา 

นรม.โมดิย้ำเยาวชนช่วยขับเคลื่อนอินเดียสู่เป้าหมายประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2590

  เว็บไซต์ The Economic Times รายงานเมื่อ 25 ม.ค.67 อ้างถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดีย ต่อที่ประชุม Nav Matdata Sammelan เนื่องในวันผู้มีสิทธิเลือกตั้งแห่งชาติ (National Voters Day) ว่า เยาวชนอินเดีย (อายุระหว่าง 18-25 ปี) ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไปของอินเดีย (ในห้วง เม.ย.-พ.ค.67) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาอินเดียให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2590 โอกาสนี้นายโมดิยังย้ำถึงความสำคัญในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีนัยต่อการกำหนดอนาคตของอินเดีย โดยให้ข้อสังเกตว่า รัฐบาลที่ครองเสียงข้างมากจะสามารถผลักดันนโยบายพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเชิญชวนให้เยาวชนมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นสำหรับการพัฒนาอินเดียให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และโดดเด่นในเวทีประชาคมระหว่างประเทศ

รองผู้แทนรัสเซียประจำ UN อ้างยูเครนมีเจตนาก่ออาชญากรรมเหตุ บ.รัสเซียตก

สำนักข่าว Tass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 26 ม.ค.67 อ้างการอภิปรายของนาย Vladimir Polyansky รองผู้แทนคนที่ 1 ของรัสเซียประจำสหประชาชาติ  ในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่งคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) ว่า ผู้นำยูเครนได้รับทราบถึงเส้นทางและวิธีการขนส่งเชลยสงครามไปยังสถานที่ที่ตกลงกันไว้มาก่อน แต่ปรากฏยูเครนยังโจมตีเครื่องบิน Il-76 ของรัสเซียลำดังกล่าวตก บ่งชี้ให้เห็นว่ายูเครนมีเจตนาก่ออาชญากรรม และด้วยเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถอธิบายได้ ยูเครนตั้งใจขัดขวางการแลกเปลี่ยนเชลยสงครามระหว่างสองฝ่าย ด้วยวิธีป่าเถื่อนที่สุด ทั้งนี้ เมื่อ 24 ม.ค.67 เครื่องบิน Il-76 ของรัสเซียตกที่แคว้นเบลโกรอด เป็นเหตุให้เชลยสงครามชาวยูเครนเสียชีวิต 65 คน โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียประณามว่าเป็นการก่อการร้าย

ไต้หวันแสดงความเสียใจกรณีนาอูรูสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน

กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)ไต้หวัน แถลงเมื่อ 24 ม.ค.67 แสดงความเสียใจกรณีนาอูรูลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับจีนเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และแสดงความผิดหวังที่นาอูรูยอมจำนนให้กับสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจโดยเพิกเฉยต่อความช่วยเหลือด้านการพัฒนาและมิตรภาพที่ไต้หวันมอบให้ ขณะเดียวกัน ได้ประณามจีนต่อความพยายามบ่อนทำลายอธิปไตยและจำกัดพื้นที่ทางการทูตของไต้หวัน แต่เน้นย้ำว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานะอธิปไตยของไต้หวัน ทั้งนี้ กต.ไต้หวันเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อต่อต้านการกระทำของจีนที่มุ่งเปลี่ยนสถานภาพที่เป็นอยู่ (status quo) ในช่องแคบไต้หวัน รวมถึงขอให้ทุกประเทศสนับสนุนไต้หวันต่อไป และร่วมกันปกป้องสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ก่อนหน้านี้ นาอูรูตัดสินใจตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันเมื่อ 15 ม.ค.67 ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียง 12 ประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไต้หวัน ได้แก่ เบลีซ เฮติ เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ กัวเตมาลา ปารากวัย เซนต์ลูเซีย เอสวาตินี นครรัฐวาติกัน ปาเลา ตูวาลู และหมู่เกาะมาร์แชลล์

กห.เกาหลีใต้ตรวจจับเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธร่อนหลายลูกไปยังทะเลเหลือง

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 24 ม.ค.67 ว่า ในวันเดียวกัน คณะเสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้ (Joint Chiefs of Staff-JCS) ตรวจจับเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธร่อน (Cruise Missile) หลายลูกมุ่งหน้าไปยังทะเลเหลือง ทางตะวันตกของเกาหลีเหนือ เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 05.00 น.ของไทย) โดยกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้และสหรัฐฯ อยู่ระหว่างวิเคราะห์รายละเอียดการยิงขีปนาวุธครั้งนี้ รวมถึงเพิ่มการติดตามและเฝ้าระวังการยั่วยุเพิ่มเติมจากเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ สำนักข่าวยอนฮับอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า ขีปนาวุธดังกล่าวเคลื่อนที่เป็นวงกลมในน้ำ ลักษณะคล้ายขีปนาวุธร่อนที่บินในระดับต่ำกว่าการเคลื่อนที่ของขีปนาวุธนำวิถี (Ballistic Missile) คาดการณ์ว่า ขีปนาวุธร่อนถูกยิงจากพื้น ซึ่งอาจเป็นรุ่น Hwasal-1 หรือ Hwasal-2 สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์รุ่น Hwasan-31

นรม.กัมพูชาว่าการปรับปรุงฐานทัพเรือเรียมมีเป้าหมายเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ

สำนักข่าว AKP ของทางการกัมพูชา และ Fresh News รายงานอ้างถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ในพิธีสถาปนาครบรอบ 25 ปีการก่อตั้งกองทัพบกกัมพูชา เมื่อ 24 ม.ค.67 ว่า การพัฒนาฐานทัพเรือเรียม และสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารต่าง ๆ มีเป้าหมายเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ไม่มีเจตจำนงเป็นภัยคุกคามหรือรุกรานประเทศใด พร้อมกับย้ำรัฐธรรมนูญที่ไม่อนุญาตให้ต่างชาติจัดตั้งฐานทัพในดินแดนของกัมพูชา อีกทั้งกล่าวด้วยว่า ไม่มีประเทศใดที่มีกฎหมายห้ามการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย การเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพมีเป้าหมายรักษาสันติภาพและเสถียรภาพทั้งในกัมพูชาและภูมิภาค