รัฐมิโซรัมของอินเดียเผชิญปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาระลอกใหม่

เว็บไซต์ mint รายงานเมื่อ 14 พ.ย.66 ว่า ชาวเมียนมามากกว่า 5,000 คน (ในจำนวนนี้เป็นทหารเมียนมา 42 คน และผู้บาดเจ็บ 20 คน)  อพยพหนีภัยการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังพันธมิตรชนกลุ่มน้อย 3 ฝ่าย (Brotherhood Alliance) เข้ามาในรัฐมิโซรัม ทางภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ภายหลังจากกองกำลังป้องกันประชาชน (People’s Defense Force-PDF) โจมตีฐานทัพของกองทัพเมียนมา 2 แห่งในรัฐชิน และกองทัพอาระกัน (Arakan Army-AA) โจมตีฐานปฏิบัติการของกองกำลังป้องกันชายแดน 2 แห่งในรัฐยะไข่ ทั้งนี้ ทางการรัฐมิโซรัมนำผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาดังกล่าวไปยังค่ายผู้อพยพในเขต Champhai และก่อนหน้านี้ ทางการรัฐมิโซรัมรับผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาประมาณ 6,000 คนไว้ที่ค่ายผู้อพยพเขต Zokhawthar ขณะที่สถานการณ์ทั่วไปในรัฐมิโซรัมยังเป็นปกติ และไม่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบครั้งนี้

เกาหลีเหนืออ้างความสำเร็จในการทดสอบเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งสำหรับติดตั้งใน IRBM

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 15 พ.ย.66 อ้างการรายงานของสำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือว่า เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งระยะที่ 1 และ 2 สำหรับติดตั้งกับขีปนาวุธนำวิถีพิสัยกลาง (Intermediate-Range Ballistic Missile-IRBM) เมื่อ 11 และ 14 พ.ย.66 การทดสอบบ่งชี้การทำงานของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่เป็นแรงขับดันสูงมีความน่าเชื่อถือและเสถียร ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาขีปนาวุธ IRBM รุ่นใหม่ ทั้งนี้ ขีปนาวุธ IRBM สามารถเคลื่อนที่ไกล 4,000 กิโลเมตร และมีพิสัยครอบคลุมเกาะกวมของสหรัฐฯ ขณะที่ เครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งใช้ระยะเวลาเตรียมยิงขีปนาวุธสั้นกว่าเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจจับและสกัดกั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือระบุว่า เกาหลีเหนือพยายามเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องปรามสหรัฐฯ โดยพัฒนาขีปนาวุธ IRBM ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงเหลว และมีแนวโน้มที่เกาหลีเหนืออาจยิงทดสอบขีปนาวุธ IRBM ที่ติดตั้งเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งรุ่นใหม่นี้ในวันอุตสาหกรรมขีปนาวุธ (Missile industry day) ใน 18 พ.ย.66 ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองความสำเร็จในการยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น Hwasong-17 เมื่อปี 2565

ไต้หวันระบุไม่มีข้อมูลกรณีเมียนมาส่งตัวพลเมืองไต้หวันที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมให้จีน

สำนักข่าว Taiwan News รายงานเมื่อ 16 พ.ย.66 อ้างนาย Jeff Liu โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ(กต.)ไต้หวัน ว่า ทางการไต้หวันยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดกรณีเจ้าหน้าที่รัฐว้า นำตัวพลเมืองไต้หวัน 6 ราย ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมที่หลอกลวงและฉ้อโกงทางโทรศัพท์ให้ทางการเมียนมา เพื่อส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่จีน เมื่อ 15 พ.ย.66  พร้อมพลเมืองจีน 277 ราย ที่มีความผิดในลักษณะเดียวกัน โดยโฆษก กต.ไต้หวัน ระบุว่า เป็นการยากที่จะยืนยันข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว แต่หากเป็นความจริงทางการไต้หวันพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือชาวไต้หวันที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างสุดความสามารถ

มาเลเซียเข้มงวดมาตรการตรวจสอบการนำเข้าแพะจากไทย

สำนักข่าว Malay Mail รายงานเมื่อ 14 พ.ย.66 ว่า นายโมฮัมหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย สั่งการให้หน่วยงานชายแดน เช่น หน่วยบริการด้านสัตวแพทย์ (Department of Veterinary Services-DVS) ยกระดับการเฝ้าระวังชายแดนด้านที่ติดกับไทย หลังชาวบ้านในรัฐชายแดนร้องเรียนว่ามีการลักลอบนำเข้าแพะราคาถูกจากไทย โดยไม่ผ่านการตรวจสอบด้านสาธารณสุข และจำหน่ายในราคาต่ำกว่าแพะของมาเลเซีย ที่ 100-250 ริงกิต/ตัว (760-1,900 บาท) เมื่อเทียบกับราคาภายในประเทศที่ 300-1,500 ริงกิต/ตัว (2,280-11,400 บาท)

สหรัฐฯ ระบุว่ากลุ่มฮะมาสและ PIJ ใช้โรงพยาบาลในฉนวนกาซาเป็นฐานที่ตั้งและควบคุมตัวประกัน

สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อ 14 พ.ย.66 ว่า นายจอห์น เคอร์บี โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุถึงเหตุโจมตี al-Shifa โดยอ้างข้อมูลหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ว่า กลุ่มฮะมาส และกลุ่ม Palestinian Islamic Jihad ใช้โรงพยาบาลหลายแห่งในฉนวนกาซา รวมถึงโรงพยาบาล al-Shifa ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุด เป็นพื้นที่หลบซ่อน เก็บอาวุธ และควบคุมตัวประกัน อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยืนยันว่า ไม่สนับสนุนการโจมตีโรงพยาบาลที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องอิสราเอลให้ลดการใช้ความรุนแรงบริเวณโรงพยาบาล ขณะที่กลุ่มฮะมาสโจมตีสหรัฐฯ ที่เชื่อข้อมูลเท็จของอิสราเอล

จีนประกาศให้บุคคลที่พำนักอยู่ในเมียนมาอย่างผิดกฎหมายกลับประเทศโดยสมัครใจภายใน 31 ธ.ค.66

หนังสือพิมพ์ Global Times รายงานเมื่อ 14 พ.ย.66 ว่า ตำรวจเมืองเป่าซาน มณฑลยูนนาน ออกประกาศให้บุคคลที่พำนักอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ทางตอนเหนือของเมียนมา กลับประเทศโดยสมัครใจภายใน 31 ธ.ค.66 โดยโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วเมื่อเดินทางกลับมาแล้ว ซึ่งชาวจีนที่กลับประเทศภายในเวลาที่กำหนด อาจได้รับการผ่อนปรนหรือลดโทษตามกฎหมาย สำหรับผู้ที่ปฏิเสธการเดินทางกลับจีน ทางการจะใช้มาตรการลงโทษ เช่น ระงับการให้บริการทะเบียนบ้าน ระงับการใช้ซิมการ์ด ระงับการทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคาร  โดยจะไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดบัญชี สมัครบัตรเครดิต หรือเปิดใช้ซิมการ์ดใหม่ภายในห้าปี กับทั้งจะถูกควบคุมตัวและห้ามออกนอกประเทศ ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีจุดประสงค์ในการปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายของเครือข่ายหลอกลวงทางโทรคมนาคมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น  เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของสังคม

ที่ประชุม รมต.เอเปค หารือมาตรการส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจที่ครอบคลุมในภูมิภาค

เว็บไซต์ apec.org รายงานเมื่อ 14 พ.ย.66 อ้างถ้อยแถลงนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า ที่ประชุมระดับรัฐมนตรี(รมต.)เอเปค (APEC Ministerial Meeting-AMM) ครั้งที่ 34 ที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ หารือเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการค้าและเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและเท่าเทียมในภูมิภาค เพื่อรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยย้ำว่า ความไม่เท่าเทียมภายในภูมิภาคและระหว่างประเทศ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้แสดงความมุ่งมั่นในการยกระดับนโยบายทางเศรษฐกิจ เพื่อปฏิรูปการค้าและการลงทุนที่ยั่งยืนและครอบคลุม เฉพาะอย่างยิ่งสตรีและกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ

UN ร้องขอให้นานาชาติดำเนินการเพื่อยุติการโจมตีโรงพยาบาลในฉนวนกาซา

หน่วยงานในสังกัดของสหประชาชาติ(United Nations-UN) ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization -WHO) กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) และหน่วยงานสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งสหประชาชาติ (UN sexual and reproductive health agency-UNFPA) ออกแถลงการณ์ร่วม เมื่อ 12 พ.ย.66 แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุโจมตีโรงพยาบาลและการสู้รบใกล้กับพื้นที่โรงพยาบาลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่ฉนวนกาซา ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.66 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 521 คน บาดเจ็บ 686 คน เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเสียชีวิต 16 คน และบาดเจ็บ 38 คน รวมทั้งส่งผลให้โรงพยาบาลมากกว่าครึ่งหนึ่งในฉนวนกาซาปิดให้บริการ ทั้งนี้ WHO UNICEF และ UNFPA ระบุว่า การโจมตีสถานพยาบาลและพลเรือนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พร้อมกับเรียกร้องให้นานาชาติดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยยุติการโจมตีโรงพยาบาลโดยทันที

มาเลเซียกระชับความสัมพันธ์กับอิหร่านมากขึ้น

สำนักข่าวแห่งชาติมาเลเซีย (เบอร์นามา) รายงานเมื่อ 12 พ.ย.66 ว่า ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หารือนอกรอบกับประธานาธิบดีอิบรอฮิม เราะอีซี ของอิหร่าน ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมัยวิสามัญขององค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation-OIC) ครั้งที่ 8 ที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย โดยผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี  รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกันในอนาคต สำหรับประเด็นความขัดแย้งอิสราเอล-ฮะมาส ผู้นำทั้งสองเห็นตรงกันว่าควรสนับสนุนบทบาทของ OIC ในการแก้ไขปัญหาขัดแย้ง ที่สำคัญคือ การผลักดันกระบวนการหยุดยิงและการเร่งส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติมเข้าไปในปาเลสไตน์ โดยประธานาธิบดีอิหร่านแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความรุนแรงในปาเลสไตน์ และเรียกร้องให้อิสราเอลยุติความรุนแรงทันที

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะหยิบยกการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทหารเป็นประเด็นหลักในการหารือกับผู้นำจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างถ้อยแถลงนายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงของทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 12 พ.ย.66 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน จะพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน นอกรอบการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกินเอเปค โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ-จีน เฉพาะอย่างยิ่งช่องทางการสื่อสารในทุกระดับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าโดยไม่ตั้งใจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นอกจากนี้ จะหารือในประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ อาทิ การสู้รบอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน สถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อาทิ เกาหลีเหนือ และช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนประเด็นเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ การค้าที่เป็นธรรม การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการผลิตยาเฟนทานิล