ยูเครนและรัสเซียแลกเปลี่ยนเชลยสงครามจำนวนมากสุดนับแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบ

สำนักข่าว The Guardian รายงานเมื่อ 3 ม.ค.67 ว่ายูเครนและรัสเซียแลกเปลี่ยนเชลยสงครามซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบ โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนแถลงว่าเชลยสงครามชาวยูเครนได้รับการปล่อยตัวจำนวน 230 คน (เป็นพลเรือน 6 คน) และทหารที่กลับมาบางส่วนจะต้องกลับไปแนวรบที่เมืองมารีอูปอลที่ตั้งอยู่ตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครนและกำลังถูกรัสเซียปิดล้อม ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า เชลยรัสเซียได้รับการปล่อยตัวจำนวน 248 คน โดยการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นผลมาจากการเจรจาต่อรองของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ยูเครนและรัสเซียมีการแลกเปลี่ยนเชลยสงครามมาเป็นระยะ แต่การแลกเปลี่ยนมีน้อยลงและในแต่ละครั้งมีจำนวนน้อย การแลกเปลี่ยนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ ส.ค.66

อินเดียเร่งสอบสวนกรณีชาวอินเดียจำนวนมากถูกส่งตัวกลับอาจเกี่ยวข้องขบวนการค้ามนุษย์

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 28 ธ.ค.66 ว่า อินเดียจะดำเนินการสอบสวนชาวอินเดีย 276 คนที่ถูกฝรั่งเศสส่งตัวกลับประเทศ เนื่องจากต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ จากกรณีที่ผู้โดยสารสายการบิน Legend ของโรมาเนียแบบเช่าเหมาลำ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปยังนิการากัว ถูกเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสควบคุมตัวขณะเครื่องบินแวะพักเติมน้ำมันที่ท่าอากาศยาน Vatry ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ในเบื้องต้น พบว่าชาวอินเดียที่ถูกส่งตัวกลับบางส่วนมีถิ่นพำนักอยู่ในรัฐคุชราต และมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติ เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยได้รับการตรวจลงตราประเภทท่องเที่ยว (Tourist Visa) แต่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลของการเดินทางไปนิการากัวครั้งนี้ อย่างไรก็ดี กรณีทางการฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้โดยสารสายการบิน Legend มีขึ้นหลังจากกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มความเข้มงวดการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ต่อบุคคลที่ให้บริการเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำไปยังนิการากัวแก่ชาวต่างชาติ ที่ต้องการขอลี้ภัยในสหรัฐฯ และใช้นิการากัวเป็นทางผ่าน เพื่อเดินทางต่อไปยังชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก

รัสเซียใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีทั่วยูเครนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน

สำนักข่าว Kyiv Post ของยูเครน รายงานเมื่อ 29 ธ.ค.66 ว่า รัสเซียใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีทั่วยูเครนในช่วงเย็นของ 29 ธ.ค.66 ส่งผลให้อาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้รับความเสียหายหลายพื้นที่ ได้แก่ กรุงเคียฟ เมืองโอเดสซา เมืองคาร์คิฟ เมืองดนีปรอ (มีโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย) และเมืองลวิฟ โดยกระทรวงความมั่นคงภายในยูเครนรายงานพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน และผู้บาดเจ็บ 160 คน ด้านโฆษกกองทัพอากาศยูเครนระบุว่าในห้วงที่ผ่านมาไม่ได้ปรากฏการโจมตีจากทุกทิศทางทั่วภูมิภาคยูเครน ครั้งนี้จึงเป็นการโจมตีครั้งใหญ่หากไม่นับรวมเหตุโจมตีในห้วงแรกเมื่อ ก.พ.65 โดยรัสเซียใช้โดรนชาเฮด (Shahed) ในการโจมตีนำร่อง และตามด้วยขีปนาวุธหลากหลายชนิด และกองทัพยูเครนสามารถสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธได้จำนวน 114 ลำ/ลูก จากจำนวนทั้งหมด 158 ลำ/ลูก

ผู้นำเกาหลีเหนือยกเลิกแนวคิดรวมชาติกับเกาหลีใต้

สำนักข่าว Yonhap รายงานเมื่อ 31 ธ.ค.66 ว่า ในวันสุดท้ายของการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคนงานเกาหลีชุดที่ 8 ครั้งที่ 9 เมื่อ 30 ธ.ค.66 (ประชุมต่อเนื่องเป็นวันที่ 5) นายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กำหนดแผนดำเนินนโยบายทางทหารในปี 2567 โดยผู้นำเกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารที่เข้มแข็ง ระดมสารพัดกำลังและยุทโธปกรณ์ทางทหารที่สำคัญ เช่น การประจำการดาวเทียมลาดตระเวน (Reconnaissance Satellite) เพิ่มอีก 3 ดวง และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และส่งเสริมพลังอำนาจด้านนิวเคลียร์และขีดความสามารถของกองทัพเรือและไซเบอร์ เพื่อป้องปรามกรณีเกิดวิกฤติการณ์นิวเคลียร์ในพื้นที่ นอกจากนี้ เกาหลีเหนือจะเปลี่ยนการดำเนินความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ และยกเลิกแนวคิดการรวมชาติและการประนีประนอม เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในสถานะศัตรู (Hostile) ที่กำลังสู้รบ ซึ่งที่ประชุมพิจารณาว่า การรวมชาติระหว่างสองเกาหลีเป็นไปไม่ได้ ส่วนการดำเนินนโยบายต่อสหรัฐฯ ในปี 2567 คือ การป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มกำลังต่อกิจกรรมทางทหารของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้

กบฏฮูษีในเยเมนส่งเรือเล็กพร้อมกำลังติดอาวุธโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดง

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 31 ธ.ค.66 อ้างกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command-CENTCOM) แถลงในวันเดียวกันนี้ว่า กลุ่มกบฏชาวชีอะฮ์เผ่าฮูษีในเยเมนส่งเรือเล็ก 4 ลำ พร้อมกำลังติดอาวุธขนาดเล็ก ยิงอาวุธโจมตีและพยายามบุกขึ้นเรือบรรทุกสินค้า Maersk Hangzhou ติดธงสิงคโปร์ มีบริษัทเดินเรือในเดนมาร์กเป็นเจ้าของ เมื่อเวลา 06.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ขณะเดินเรือในทะเลแดงมุ่งหน้าไปท่าเรือในคลองสุเอซในอียิปต์ หน่วยรักษาความปลอดภัยประจำเรือสินค้ายิงปืนต่อสู้และขอความช่วยเหลือจากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS EISENHOWER และเรือพิฆาต USS Gravely (DDG 107) ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีของสหรัฐฯ ที่ประจำการในทะเลแดง โดยเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธจากเรือ USS EISENHOWER เข้าช่วยเหลือ และถูกกำลังติดอาวุธกบฏฮูษียิงอาวุธจากเรือเล็กโจมตี จึงยิงอาวุธตอบโต้กลับ ส่งผลให้เรือเล็กของกบฏฮูษี 3 ลำ จมลงทะเล กำลังติดอาวุธบนเรือเสียชีวิตทั้งหมด เรือเล็กและกำลังติดอาวุธที่เหลืออีก 1 ลำ หลบหนีไปได้ ทั้งนี้ กบฏฮูษีโจมตีเรือ Maersk Hangzhou เป็นครั้งที่ 2…

รมว.กต.อาเซียน ออกแถลงการณ์ย้ำการรักษาเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ออกแถลงการณ์เมื่อ 30 ธ.ค.66 ว่า อาเซียนยืนยันความมุ่งมั่นในการรักษาและส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ โดยย้ำการระงับข้อพิพาทตามแนวทางสันติและการทูต หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงและการเผชิญหน้า รวมทั้งปฎิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea-UNCLOS) นอกจากนี้ ได้ย้ำเสรีภาพในการเดินเรือและบินผ่าน การเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การยับยั้งชั่งใจ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ในทะเลจีนใต้บานปลายจนกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติตามปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration of the Conduct of the Parties in South China Sea – DOC) และเร่งสรุปการเจรจาเกี่ยวกับประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct – CoC) พร้อมกันนี้ ได้ย้ำการเร่งหารือกับสหรัฐฯ และจีน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความร่วมมือทางทะเลในภูมิภาค

สถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ เตือนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการสร้างเกาะเทียมทะเลจีนใต้

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานเมื่อ 24 ธ.ค.66 อ้างรายงาน “Deep Blue Scars Environmental Threats to the South China Sea” ของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ (Center for Strategic and International Studies-CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมอง (think tank) ของสหรัฐฯ ว่า CSIS เตือนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการสร้างเกาะเทียมในห้วง 10 ปีของจีน (19 แห่ง) เวียดนาม (20 แห่ง) มาเลเซีย (5 แห่ง) ฟิลิปปินส์ (1 แห่ง)  และไต้หวัน (1 แห่ง) ในทะเลจีนใต้ นอกจากนี้ ยังระบุถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร พร้อมเรียกร้องให้ยุติข้อพิพาทและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

สมาชิกสหภาพยุโรป 6 ประเทศ ยังไม่รับรองหลักประกันความมั่นคงแก่ยูเครน

สำนักข่าว RT รายงานอ้างการสัมภาษณ์ของนาย Andrey Sibiga รองหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดียูเครนกับสื่อยูเครนเมื่อ 25 ธ.ค.66 ระบุว่า ออสเตรีย โครเอเชีย โปแลนด์ ฮังการี สโลวาเกีย และมอลตา ยังไม่รับรองหลักประกันความมั่นคง (security guarantees) แก่ยูเครน ตามที่กลุ่ม G7 มีข้อมติให้การรับรองหลักประกันความมั่นคงแก่ยูเครนเมื่อ ก.ค.66 ในการให้ความช่วยเหลือทางทหารระยะยาวแก่ยูเครน อาทิ การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง และมาตรการอื่น ๆ ที่มุ่งเน้นสนับสนุนชาติตะวันตก ทั้งนี้ โปแลนด์และยูเครนมีประเด็นขัดแย้งเกี่ยวกับการข้ามแดนและการส่งออก/นำเข้าธัญพืช ส่วนออสเตรียเห็นว่ายุโรปมีสถานะเป็นกลางจึงยังไม่ควรสนับสนุนหลักประกันดังกล่าว และฮังการีไม่เห็นด้วยกับการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ขณะที่สโลวาเกียประกาศยุติการให้ความช่วยทางทหารเหลือเพียงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเมื่อ ต.ค.66

ทร.อิหร่าน รับมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารใหม่ที่ผลิตในประเทศ

สำนักข่าว Reuters และ Press TV รายงานเมื่อ 24 ธ.ค.66 ว่า ในวันเดียวกันนี้ กองทัพเรืออิหร่านรับมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารใหม่ที่ผลิตในประเทศ ที่เมืองท่า Konarak ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน ประกอบด้วยขีปนาวุธร่อนทางยุทธศาสตร์ Talayieh พิสัยทำการกว่า 1,000 กิโลเมตร สามารถเปลี่ยนเป้าหมายโจมตีใหม่ได้ระหว่างบิน ขีปนาวุธร่อนนำวิถี Nasir พิสัยทำการกว่า 100 กิโลเมตร สามารถยิงจากฐานยิงที่ติดตั้งบนเรือทุกประเภท เฮลิคอปเตอร์ติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดตั้งระบบระบุตัวตน สามารถปฏิบัติภารกิจต่อสู้ทางเรือและภารกิจพลเรือนได้ ระบบขีปนาวุธแบบพื้นสู่พื้นพร้อมเครื่องยิง อากาศยานไร้คนขับ (Drone) แบบ suicide รุ่น Sanjar เพื่อประจำการบนเรือพิฆาต Jamaran ระบบ Drone อเนกประสงค์สำหรับปฏิบัติการสงครามอิเล็กทรอนิกส์และการเฝ้าระวัง ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวใต้น้ำ และเรือลากจูง ชั้น Sirvan การรับมอบยุทโธปกรณ์ดังกล่าว มีขึ้นในห้วงที่ความตึงเครียดทางทะเลในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นสูง หลังจากกลุ่มกบฎชาวชีอะฮ์เผ่าฮูษีในเยเมนก่อเหตุโจมตีและก่อกวนเรือที่แล่นผ่านน่านน้ำในทะเลแดง ขณะที่สหรัฐฯ อ้างว่าอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนโจมตีเรือของกลุ่มกบฎฮูษี และเป็นผู้ส่ง Drone ไปโจมตีเรือบรรทุกสารเคมี Chem Pluto…

มาตรการวีซ่าฟรีส่งผลให้ชาวอินเดียท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น

เว็บไซต์ Mint รายงานเมื่อ 15 ธ.ค.66 อ้างบริษัท MakeMyTrip ซึ่งให้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ของอินเดีย ว่า อัตราการจองที่พักและตั๋วโดยสารเครื่องบินในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ของชาวอินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 หลังจากที่ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และศรีลังกา ออกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว ให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางสัญชาติอินเดียเป็นการชั่วคราว (วีซ่าฟรี) นาย Rajesh Magow ประธานกรรมการบริหารบริษัท MakeMyTrip ระบุว่า ไทยเป็นประเทศจุดหมายปลายทางที่ชาวอินเดียนิยมมาท่องเที่ยวอย่างมาก ซึ่งมาตรการยกเว้นวีซ่าชั่วคราวทำให้ยอดจองตั๋วโดยสารเครื่องบินมาไทยเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2567 ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งอิหร่านและอินโดนีเซีย อยู่ระหว่างการพิจารณายกเว้นวีซ่าชั่วคราวแก่นักท่องเที่ยวอินเดียด้วยเช่นกัน