ซาอุดีอาระเบียร่วมลงนาม MoU จัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมโยงอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป

  สำนักข่าว SPA ของทางการซาอุดีอาระเบีย และสำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 10 ก.ย.66 ว่า มกุฎราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน นายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 กรุงนิวเดลี อินเดีย ระหว่าง 9-10 ก.ย.66 ทรงประกาศร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับสหรัฐฯ อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสหภาพยุโรป เพื่อจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมโยงอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป (India–Middle East–Europe Economic Corridor-IMEC) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าและการขนส่งสินค้าผ่านการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมระหว่างประเทศอาหรับในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจะเชื่อมต่อกับอินเดียและยุโรปผ่านท่าเรือ รวมถึงอำนวยความสะดวกในการขนส่งพลังงานไฟฟ้าผ่านสายเคเบิลและขนส่งไฮโดรเจนผ่านท่อส่งก๊าซ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาดและความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบียกับสหรัฐฯ ให้ความสำคัญประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและอุตสาหกรรม โดยหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจากับซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการซื้อโลหะบางส่วน จากการที่ซาอุดีอาระเบียมีแผนจะลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในคองโก กินี และนามิเบีย…

อิสราเอลพร้อมตอบโต้หากได้รับการคุกคามจากอิหร่าน

  สำนักข่าว AP และเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ The Times of Israel รายงานเมื่อ 10 ก.ย.66 อ้างนาย David Barnea ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองของอิสราเอล (Mossad) กล่าวในการประชุมประจำปีของสถาบันนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย (Institute for Counter-Terrorism Policy-ICT) ที่มหาวิทยาลัย Reichman เมือง Herzliya ของอิสราเอล ในวันเดียวกันนี้ ว่า อิสราเอลกังวลว่าอิหร่านอาจได้รับอาวุธขั้นสูงจากรัสเซีย ซึ่งอาจทำให้ภัยคุกคามจากอิหร่านต่ออิสราเอลเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2565 อิสราเอลและพันธมิตรสามารถสกัดกั้นการพยายามโจมตีของอิหร่านต่อชาวยิวและชาวอิสราเอลในยุโรป แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาใต้ รวม 27 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ผู้อำนวยการ Mossad ให้คำมั่นว่าอิสราเอลพร้อมที่จะตอบโต้อิหร่านในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะระดับเจ้าหน้าที่ไปจนถึงผู้บัญชาการระดับสูง ในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางของอิหร่าน หากบุคคลดังกล่าวของอิหร่านมีพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามอิสราเอล

สหราชอาณาจักรเตรียมประกาศให้กลุ่มวากเนอร์เป็นกลุ่มก่อการร้าย

สำนักข่าว BBC รายงานโดยอ้างถ้อยแถลงของ นาง Suella Braverman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสหราชอาณาจักร เมื่อ 6 ก.ย.66 ว่า สหราชอาณาจักรเตรียมประกาศให้กลุ่มวากเนอร์เป็นกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเมื่อมีผลบังคับใช้ จะทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีอำนาจยึดทรัพย์สินของกลุ่ม ขณะที่สมาชิกกลุ่มหรือผู้ที่ให้การสนับสนุนจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 14 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ นาง Braverman ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการของกลุ่มวากเนอร์ทั้งในยูเครนและแอฟริกาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของโลก และเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย ทั้งนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างยื่นร่างคำสั่งดังกล่าวเพื่อขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา และเมื่อมีการประกาศบังคับใช้จะทำให้กลุ่มวากเนอร์กลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายในสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับกลุ่มฮามาส และกลุ่มโบโกฮะรอม

จีนและเมียนมาร่วมกันจับกุมมิจฉาชีพออนไลน์กว่า 269 ราย

สถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนและเมียนมาร่วมปฏิบัติการจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงเหยื่อทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ โดยทลายแหล่งดำเนินการของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวทางตอนเหนือของเมียนมา 11 แห่ง จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 269 ราย (ชาวจีน 186 คน เมียนมา 66 คน เวียดนาม 15 คน และมาเลเซีย 2 คน) ในจำนวนนี้ 21 ราย เป็นแกนนำสำคัญของกลุ่ม 13 คนเป็นผู้หลบหนีคดีฉ้อฉลทางออนไลน์ และอีก 1 ราย เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมที่หลบหนีกว่า 19 ปี รวมทั้งยึดเครื่องมือจำนวนมาก อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ซิมการ์ดโทรศัพท์ บัตรเครดิต และบทสนทนาเพื่อล่อลวงเหยื่อ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนระบุว่า จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการเจรจาการทูต เพื่อช่วยเหลือและปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยให้กับพลเมืองจีนในต่างประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ

จีนเตรียมเพิ่มปริมาณสำรองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเทคโนโลยีระดับสูง

สำนักข่าว Xinhua รายงานเมื่อ 6 ก.ย.66 อ้างแถลงการณ์หลังการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศกับกระทรวงการคลังของจีน ว่า ทางการจีนตั้งเป้าเพิ่มปริมาณสำรองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรักษาระดับการขยายตัวของอุปกรณ์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 5G ของจีน ซึ่งคาดว่าจะครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็นร้อยละ 85 ในปี 2567 ทั้งนี้ ห้วง ม.ค.-ก.ค. 66 ตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สินค้าส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าประมาณ 276,000 ล้านหยวน (ประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยจีนตั้งเป้าหมายรักษาเสถียรภาพการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และมีแผนสนับสนุนผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ e-commerce และใช้ประโยชน์จากตลาดออนไลน์และออฟไลน์มากขึ้น

ไต้หวันและเอสวาตินีลงนามความตกลงเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน

สำนักข่าว Taiwan News รายงานเมื่อ 6 ก.ย.66 ว่า ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินของไต้หวัน เดินทางเยือนเอสวาตินี ระหว่าง 5-8 ก.ย.66 เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติเอสวาตินีและวาระครบรอบ 55 ปีของความสัมพันธ์ทวิภาคี ในโอกาสนี้ ผู้แทนทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลง 3 ฉบับเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงานที่ไต้หวันจะสร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ให้กับเอสวาตินี การส่งเสริมพลังสตรี โดยจัดตั้งกองทุนสินเชื่อรายย่อยสำหรับสตรี และการจัดตั้งความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (Sister city) ระหว่างนครเกาสงของไต้หวันกับกรุงอึมบาบานีของเอสวาตินี ขณะเดียวกัน นางไช่ยังแสดงความขอบคุณเอสวาตินีที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของไต้หวันในสหประชาชาติ (United Nations-UN) พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงมิตรภาพที่ยั่งยืนและการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างไต้หวันและเอสวาตินี

ฟิลิปปินส์พร้อมรับตำแหน่งประธานอาเซียนแทนเมียนมา

สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 อ้างถ้อยแถลงของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 43 ที่อินโดนีเซีย ว่า ฟิลิปปินส์พร้อมที่จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2569 กรณีเมียนมาถอนตัวจากการดำรงตำแหน่งตามวงรอบ โดยฟิลิปปินส์เชื่อมั่นว่า การสนับสนุนของประเทศอาเซียนและการทำงานร่วมกับพันธมิตร สามารถเสริมสร้างความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค นอกจากนี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้เรียกร้องให้คู่ค้าส่งเสริมการค้าร่วมกันระหว่างเครือข่ายอาเซียน และสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็กในเศรษฐกิจดิจิทัล

ญี่ปุ่นส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีนลดลงเมื่อ ก.ค.66

สำนักข่าว Kyodo News รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 อ้างข้อมูลจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่นที่เผยแพร่เมื่อวันเดียวกันว่า ญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีน 7,700 ล้านเยน (ประมาณ 1,854 ล้านบาท) เมื่อ ก.ค.66 ลดลงร้อยละ 23.2 เมื่อเทียบกับ ก.ค.65 เนื่องจากศุลกากรจีนมีมาตรการตรวจปล่อยสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ประมงที่นำเข้าจากญี่ปุ่นเข้มงวดขึ้น อีกทั้งคาดว่ามูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงจากญี่ปุ่นไปจีนจะลดลงต่อเนื่องใน ส.ค.66 และจะกระทบต่อเป้าหมายของกระทรวงฯ ในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของญี่ปุ่นเป็น 2 ล้านล้านเยน (ประมาณ 480,000 ล้านบาท) ต่อปีภายในปี 2568 ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ประมงไปจีนลดลง เนื่องจากศุลกากรจีนเริ่มบังคับใช้มาตรการตรวจปล่อยสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ประมงที่นำเข้าจากญี่ปุ่นเข้มงวดขึ้น หลังญี่ปุ่นมีแผนจะปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดด้วยระบบบำบัดน้ำเสียขั้นสูง (Advanced Liquid Processing System-ALPS) จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะที่ 1 (Fukushima Daiichi Nuclear Power Station-FDNPS) ของบริษัท Tokyo Electric Power Company Holdings (TEPCO)…

ญี่ปุ่นร้องขอให้มีการจัดการหารือระหว่างญี่ปุ่นกับจีนภายใต้ความตกลง RCEP

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อ 4 ก.ย.66 ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นร้องขอให้มีการจัดการหารือระหว่างญี่ปุ่นกับจีน ตามบทบัญญัติแห่งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นประเทศคู่สัญญา หลังจีนเริ่มบังคับใช้มาตรการระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากญี่ปุ่นทั้งหมดเมื่อ 24 ส.ค.66 จากเดิมที่ระงับการนำเข้าเพียงบางส่วน โดยญี่ปุ่นคาดหวังว่า จีนจะเร่งจัดการหารือกับญี่ปุ่นโดยเร็ว พร้อมทบทวนการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามความตกลง RCEP และญี่ปุ่นจะดำเนินการผ่านช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการร้องขอให้มีการจัดการหารือเพื่อเรียกร้องให้จีนยกเลิกการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

ศาลฎีกาญี่ปุ่นพิพากษาให้แผนก่อสร้างทางวิ่งสำหรับอากาศยานของ นย.สหรัฐฯ ใน จ.โอกินาวาชอบด้วยกฎหมาย

สำนักข่าว Japan Today รายงานเมื่อ 5 ก.ย.66 ว่า ศาลฎีกาญี่ปุ่นอ่านคำพิพากษาเมื่อ 4 ก.ย.66 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เมื่อ มี.ค.66 ให้แผนก่อสร้างทางวิ่ง (Runway) สำหรับอากาศยานของนาวิกโยธิน(นย.)สหรัฐฯ ในญี่ปุ่น รวมถึงข้อสั่งการของรัฐบาลญี่ปุ่นให้จังหวัดโอกินาวามีคำสั่งอนุญาตก่อสร้างตามแผนดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย หลังรัฐบาลญี่ปุ่นยื่นคำขอแก้ไขแผนก่อสร้าง เนื่องจากสำรวจพบว่าบริเวณที่รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเตรียมพื้นที่เพื่อการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2561 มากถึงร้อยละ 70 มีลักษณะเป็นดินอ่อน แต่จังหวัดโอกินาวาไม่อนุญาตตามคำขอและมีคำสั่งระงับแผนก่อสร้าง ทั้งนี้ นายทามากิ เดนนี ผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวา ระบุว่า รู้สึกผิดหวังต่อคำพิพากษาของศาลฎีกา เนื่องจากขัดต่อหลักการความเป็นอิสระด้านการตัดสินใจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งอาจขัดต่อสิทธิด้านการปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจังหวัดโอกินาวาจะยังไม่ปฏิบัติตามแผนของรัฐบาลญี่ปุ่นแม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาแล้ว โดยจะทบทวนคำพิพากษาอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนพิจารณาดำเนินการต่อไป