แอฟริกาใต้ยกระดับมาตรการ รปภ.ในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ครั้งที่ 15

พล.ต.ท. Tebello Mosikili รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแอฟริกาใต้ แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อ 17 ส.ค.66 ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคง National Joint Operational and Intelligence Structure (NATJOINTS) ได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ เพื่อรักษาความปลอดภัยในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ครั้งที่ 15 ซึ่งจะจัดที่ศูนย์การประชุม Sandton เมืองโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ระหว่าง 22-24 ส.ค.66 โดยรัฐบาลและหน่วยงานในพื้นที่จะประสานงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมระดับสูงสุดในการต้อนรับผู้นำ BRICS และคณะผู้ติดตาม เช่น จัดกองกำลังรักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลพื้นที่โดยรอบการประชุม การบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นสูงสุดต่อผู้ก่อเหตุ และการปิดถนนบริเวณโดยรอบระหว่าง 20-24 ส.ค.66 นอกจากนี้ ได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และขอให้ประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัดด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 7 ปี

สำนักข่าว IRNA ของทางการอิหร่าน และสำนักข่าว SPA ของทางการซาอุดีอาระเบีย รายงานเมื่อ 17 ส.ค.66 ว่า นาย Hossein Amir-Abdollahian รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนซาอุดีอาระเบีย แถลงร่วมกับเจ้าชาย Faisal bin Farhan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย หลังเสร็จสิ้นการพบหารือในวันเดียวกันนี้ว่า การพบหารือครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและอยู่บนแนวทางที่ดี สานต่อขั้นตอนการดำเนินการตามข้อตกลงฟื้นฟูทางการทูตระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย หลังจากทั้งสองประเทศแต่งตั้งเอกอัครราชทูต และกลับมาเปิดสถานเอกอัครราชทูตระหว่างกันอย่างเป็นทางการ เมื่อ มิ.ย.66 โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันจะกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือระดับทวิภาคีในด้านต่าง ๆ ครอบคลุมด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม บนพื้นฐานการส่งเสริมเสถียรภาพของทั้งสองประเทศ รวมถึงภูมิภาค ซึ่งอิหร่านเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือพิเศษในด้านต่าง ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกัน และยังได้หารือเรื่องการจัดตั้งสภาความร่วมมือระหว่างประเทศ (Bilateral Relations Coordination Council) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานสภาฯ ร่วม เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีให้เกิดความก้าวหน้า นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียแสดงความคาดหวังให้ประธานาธิบดีอิบรอฮีม เราะอีซีของอิหร่าน ตอบรับการเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ การเยือนของนาย Abdollahian เป็นการเยือนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับจากซาอุดีอาระเบียตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านเมื่อปี…

เวียดนามย้ำว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับสหรัฐฯ เมื่อทั้งสองประเทศพร้อม

สำนักข่าว VNexpress International รายงานอ้างถ้อยแถลงของนาง Pham Thu Hang โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม เมื่อ 17 ส.ค.66 ย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ ที่มีความใกล้ชิดทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ในฐานะเป็นหุ้นส่วนแบบรอบด้าน (Comprehensive Partnership) และได้หารือการยกระดับความสัมพันธ์ใหม่ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นบนเงื่อนไขความพร้อมร่วมกัน เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ ความร่วมมือและการพัฒนาทั้งในระดับทวิภาคี พหุภาคี และระดับโลก ทั้งนี้ เวียดนามและสหรัฐฯ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2538 และยกระดับเป็นหุ้นส่วนแบบรอบด้านเมื่อปี 2556 สำหรับการค้าทวิภาคีเมื่อปี 2565 มีมูลค่า 123,860 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากเมื่อปี 2564 โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 และเป็นคู่ค้าอันดับสองของเวียดนาม และสหรัฐฯ ลงทุนในเวียดนามมากเป็นอันดับ 11 รวมมูลค่ามากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประธานาธิบดีคาซัคสถานจะเยือนเวียดนามระหว่าง 20-22 ส.ค.66

สำนักข่าว Vietnam Plus รายงานเมื่อ 17 ส.ค.66 อ้างถ้อยแถลงของนาง Pham Thu Hang โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามในวันเดียวกันว่า ประธานาธิบดีคาซีม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ของคาซัคสถาน กำหนดจะเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการระหว่าง 20-22 ส.ค.66 ซึ่งเป็นการเยือนเวียดนามครั้งแรกในรอบ 12 ปี ของผู้นำคาซัคสถาน ทั้งนี้ เวียดนามและคาซัคสถานสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2535 การค้าทวิภาคีมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ต่อปี โดยเมื่อปี 2565 มีมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการตั้งเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 ปัจจุบันคาซัคสถานลงทุนในเวียดนาม 5 โครงการ ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โทรคมนาคมและการสื่อสาร และธุรกิจค้าปลีก รวมมูลค่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

รัฐบาลตอลิบันเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปีการกลับคืนสู่อำนาจ

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 16 ส.ค.66 ว่า รัฐบาลตอลิบันเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปีในการกลับสู่อำนาจ และปกครองประเทศภายใต้ระบบอิสลาม เมื่อ 15 ส.ค.66 ซึ่งรัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดด้วย อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติ (United Nations-UN) ระบุว่า นับตั้งแต่ตอลิบันคืนสู่อำนาจ สิทธิของผู้หญิงภายในประเทศถูกลิดรอนมากขึ้น จากเดิมที่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองของรัฐบาลที่มีชาติตะวันตกหนุนหลัง แต่ปัจจุบันเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 12 ปี จะถูกห้ามเรียนต่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้หลายประเทศไม่ให้การรับรองรัฐบาล ผู้แทนพิเศษของ UN ก็ระบุด้วยว่า ภายใต้การปกครองของตอลิบันทำให้การทุจริตเงินช่วยเหลือจากต่างชาติลดลง ซึ่งก่อนหน้านี้เกิดการทุจริตอย่างมากในช่วงที่ตอลิบันถูกโค่นอำนาจเมื่อปี 2544 และรัฐบาลตอลิบันยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามฝิ่น ซึ่งทำให้พื้นที่ปลูกฝิ่นในปัจจุบันลดลงอย่างมาก

อาเซียน+3 ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

หนังสือพิมพ์ Jakarta Globe รายงานเมื่อ 16 ส.ค.66 อ้างถ้อยแถลงของนาย Berlianto Pandapotan ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือเศรษฐกิจอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ว่า อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียน เตรียมส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ในภูมิภาค ภายใต้กรอบอาเซียน+3 (สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศกับจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) ตามปฏิญญาว่าด้วยการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค (ASEAN Leaders’ Declaration on Developing Regional Electric Vehicle Ecosystem) ที่ผู้นำอาเซียนให้การรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 42 เมื่อ พ.ค.66 ทั้งนี้ คาดว่าอาเซียน+3 จะออกแถลงการณ์ว่าด้วยการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (ASEAN Plus Three leaders’ statement on EV Ecosystem) ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 43 ใน ก.ย.66

กัมพูชาเตรียมการรักษาความปลอดภัยในห้วงพิธีเปิดประชุมสภาแห่งชาติ ชุดที่ 7

หนังสือพิมพ์ Khmer Times รายงานเมื่อ 16 ส.ค.66 อ้างผลการประชุมเตรียมความพร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับพิธีเปิดประชุมสภาแห่งชาติกัมพูชา ชุดที่ 7 เมื่อ 14 ส.ค.66 ว่านาย Khuong Sreng ผู้ว่าราชการราชธานีพนมเปญ สั่งการให้เตรียมเจ้าหน้าที่และกำลังพลจากทั้ง 14 เขตในราชธานีพนมเปญ และให้ความสำคัญกับมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุดระหว่างพิธีเปิดประชุมสภาแห่งชาติและพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลชุดใหม่ ใน 21-22 ส.ค.66 พระบาทสมเด็จพระบรมนารถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา จะเสด็จฯ มาทรงทำพิธีเปิดประชุมสภาแห่งชาติ ชุดที่ 7 สมัยสามัญ ใน 21 ส.ค.66 จากนั้นจะเลือกประธานและรองประธานสภาแห่งชาติ เลือกประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการสภาฯ และ ลงมติรับรองรัฐบาลใหม่ นอกจากนี้ ทางการราชธานีพนมเปญจะวางกำลังพลทุกพื้นที่เพื่อรักษาความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยในห้วงดังกล่าว

ศรีลังกายกเลิกการห้ามนำเข้ารถโดยสารและรถบรรทุก

สำนักข่าวแห่งชาติบังกลาเทศ (Bangladesh Sangbad Sangstha-BSS) รายงานเมื่อ 16 ส.ค.66 ว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ศรีลังกาเริ่มคลี่คลาย ทำให้รัฐบาลศรีลังกายกเลิกการห้ามนำเข้ารถโดยสารและรถบรรทุกที่ดำเนินมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี โดยประธานาธิบดีรานิล วิเกรมีสิงเห ลงนามในคำสั่งยกเลิกดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ศรีลังกายังไม่ยกเลิกการห้ามนำเข้ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถ Scooter จนกว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งส่งผลให้ราคาในตลาดรถยนต์มือสองแพงขึ้นมาก

ศรีลังกายกเลิกโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันมูลค่า 3,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าว AFP รายงานเมื่อ 16 ส.ค.66 ว่า รัฐบาลศรีลังกามีมติยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันมูลค่า 3,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (136,483 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นโครงการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงสุด เนื่องจากบริษัท Silver Park International ซึ่งเป็นของชาวอินเดียและโอมานที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ไม่สามารถเริ่มโครงการก่อสร้างได้ตามกำหนดเมื่อปี 2562 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลศรีลังกามีแผนจะหาบริษัทต่างชาติรายใหม่ร่วมลงุทน อาทิ บริษัท Sinopec and Vitol ของจีน ซึ่งเป็นตัวเก็งที่จะได้รับสัมปทาน ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือ Hambantota ที่จีนได้รับสัมปทานจากรัฐบาลศรีลังกาให้บริหารท่าเรือเป็นเวลา 99 ปี

กลุ่มผู้ชุมนุมชาวมุสลิมก่อเหตุทุบ ทำลาย และเผาโบสถ์คริสต์ในปากีสถาน

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 16 ส.ค.66 ว่า เกิดเหตุกลุ่มผู้ชุมนุมชาวมุสลิมโจมตีชุมชนชาวคริสต์ในย่าน Jaranwala เมือง Faisalabad ทางตะวันออกเฉียงเหนือของปากีสถาน หลังจากมีชาวคริสต์ที่อาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่า ดูหมิ่นคัมภีร์อัลกุรอาน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมชาวมุสลิมได้ทุบทำลายและวางเพลิงเผาโบสถ์และบ้านเรือนของชาวคริสต์หลายแห่ง ทำให้ตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุได้มากกว่า 100 คน นาย Anwar ul Haq Kakar รักษาการนายกรัฐมนตรีปากีสถาน สั่งการให้ตำรวจเร่งสืบสวนและดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งต่อมาปรากฏข่าวสารว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรค Tehreek-e-Labaik Pakistan (TLP) ทั้งนี้ การดูหมิ่นศาสนาอิสลามในปากีสถานมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิดในห้วงที่ผ่านมา แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนในปากีสถานกังวลการบังคับใช้กฎหมายห้ามลบหลู่ ดูหมิ่นการนับถือศาสนา และความเชื่อถือศาสนาอิสลาม เนื่องจากอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม