เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2568

สำนักข่าว Yonhap รายงานเมื่อ 14 ม.ค. 2568 ว่า คณะเสนาธิการทหารร่ม (Joint Chiefs of Staff-JCS) ของเกาหลีใต้ ตรวจพบเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธนำวิถีพิสัยใกล้ (Short-Range Ballistic Missiles-SRBM) จำนวนหลายลูก จากจังหวัดกานังเหนือ เมื่อเวลา 09.30  น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 07.30 น. ของไทย) ขีปนาวุธเคลื่อนที่เป็นระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ก่อนตกในทะเลตะวันออก (ทะเลญี่ปุ่น) นับเป็นการยิงขีปนาวุธครั้งที่ 2 ของปี 2568 ด้าน JCS เตรียมความพร้อมทางทหารระหว่างติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และแบ่งปันข้อมูลกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯและกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น

รมว.กต. กลุ่ม Quad จะพบหารือที่สหรัฐฯ

เว็บไซต์ nippon.com รายงานเมื่อ 13 ม.ค.68 อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลญี่ปุ่น ว่า รมว.กต. กลุ่ม Quad (ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และอินเดีย) จะพบหารือกันใน 21 ม.ค.68 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ เพื่อยืนยันว่า รัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน 20 ม.ค.68 จะให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมความร่วมมือของกลุ่ม Quad ในห้วงที่การแข่งขันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกระหว่างสหรัฐฯ กับจีนรุนแรงขึ้น พร้อมหารือถึงการจัดการประชุมผู้นำกลุ่ม Quad ในห้วงต่อไป

ฟิลิปปินส์ยื่นประท้วงกรณีหน่วยยามฝั่งจีนรุกล้ำทะเลอาณาเขต

สภาการเดินเรือแห่งชาติฟิลิปปินส์ (National Maritime Council-NMC) เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 13 ม.ค.68 ว่า ได้ประท้วงเพื่อตอบโต้จีนกรณีเรือหน่วยยามฝั่งจีนหมายเลข 5901 หรือ Monster ship ซึ่งเป็นเรือหน่วยยามฝั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเดินเรือ ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone-EEZ) และทะเลอาณาเขตของฟิลิปปินส์ ซึ่ง NMC ระบุว่าละเมิดกฎหมายเขตการเดินเรือฟิลิปปินส์ และกฎหมายระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่ง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea-UNCLOS) รวมถึงคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2559  การกระทำของจีนยังไม่สอดคล้องกับการใช้เสรีภาพการเดินเรือ และการผ่านแดน ตลอดจนสิทธิและการปฏิบัติตามหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ ใน EEZ

หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ เตรียมรักษาความปลอดภัยพิธีสาบานตนประธานาธิบดีสหรัฐฯ

หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ ในห้วงต้น มกราคม 2568 เตรียมยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในบริเวณพื้นที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ที่จะจัดพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน 20 มกราคม 2568 ซึ่งกำหนดให้เป็นงานระดับ “National Special Security Event” ที่มีการระดมเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานมาร่วมมือกัน โดยมีหน่วยอารักษาบุคคลสำคัญ หรือ Secret Service และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) เป็นหน่วยงานหลักครั้งนี้ ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระดมเจ้าหน้าที่จากกองกำลังป้องกันมาตุภูมิ (National Guard) เพิ่มอีก 7,800 นาย เพื่อสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยในพิธีการดังกล่าว จากเดิมที่จะมีเจ้าหน้าที่จากกองกำลังดังกล่าวเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว 500 นาย นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมีการตั้งรั้วสูงหลายชั้น เพื่อป้องกันการบุกรุก สาเหตุที่ทำให้หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ ต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เนื่องจากเคยเกิดเหตุจลาจลและบุกรุกอาคารรัฐสภาเมื่อ 6 มกราคม 2564 ในช่วงที่มีการประชุมสภาสมัยที่ 117 เพื่อรับรองชัยชนะของประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน เป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความรุนแรงทางการเมืองและความขัดแย้งที่ทำให้ภาพลักษณ์การเมืองสหรัฐฯ เสื่อมเสีย ซึ่งในครั้งนั้นนายโดนัลด์ ทรัมป์…

รัฐบาลทรัมป์ 2.0 เร่งทำผลงานสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง

  ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เตรียมตัวเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ใน 20 มกราคม 2568 คาดว่านโยบายสำคัญที่ต้องการสร้างให้เป็นผลงานอย่างรวดเร็ว เพื่อซื้อใจชาวอเมริกันทั่วประเทศ รวมทั้งฟื้นฟูบทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ค้ำประกันสันติภาพของโลก คือ การสร้างสนัติภาพและลดระดับความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง พิจารณาจากการที่ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ส่งนาย Steve Witkoff ว่าที่ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการตะวันออกกลาง เยือนกาตาร์และอิสราเอลในช่วงกลาง มกราคม 2568 เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและย้ำความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ที่ครอบคลุมการช่วยเหลือตัวประกันในฉนวนกาซา และการเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวปาเลสไตน์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะใช้ผลงานนี้ทำให้ทั่วโลกเห็นว่าสหรัฐฯ สามารถยุติความขัดแย้งในต่างประเทศได้ และคาดว่าจะประเมินไว้แล้วว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากที่สุด แตกต่างจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน เพราะอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาสเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและแลกเปลี่ยนตัวประกันบางส่วนระหว่างกันแล้ว แต่ยังคงเหลือตัวประกันจำนวนมากที่อิสราเอลต้องช่วยเหลือออกมา ซึ่งปัจจุบัน รัฐบาลอิสราเอลก็เผชิญแรงกดดันจากครอบครัวตัวประกันให้เร่งเจรจา และคัดค้านการใช้ปฏิบัติการทางหทารเป็นวิธีการช่วยตัวประกัน ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยแสดงบทบาทและผลักดันการสร้างสันติภาพระยะยาวระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ โดยเสนอข้อตกลง Deal of the Century หรือข้อตกลงสันติภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลเมื่อปี 2563 ด้วยการใช้กลไกการเมืองและเศรษฐกิจยุติความขัดแย้งในพื้นที่ แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากแผนการดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจากอิสราเอลและปาเลสไตน์ รวมทั้งถูกวิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์ให้อิสราเอลผนวกพื้นที่ในฉนวนกาซาเพิ่ม การเยือนกาตาร์และอิสราเอลของนาย Steve Witkoff ทำให้รัฐบาลอิสราเอลยอมส่งผู้แทนระดับสูงของหน่วยข่าวกรองไปเยือนกาตาร์เพื่อเข้าร่วมการเจรจา โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า…

ชาวจีนที่วางแผนเดินทางมาไทยช่วงเทศกาลตรุษจีนแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัย

นสพ.South China Morning Post รายงานเมื่อ 10 ม.ค.68 ว่า ชาวจีนจำนวนมากที่วางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวไทยช่วงเทศกาลตรุษจีนกังวลเรื่องความปลอดภัยผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนหนึ่งเกิดจากกรณีนายหวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ที่ถูกหลอกมาทำงานในไทย แต่ถูกส่งตัวต่อไปยังเมียนมา โดยเมื่อ 9 ม.ค.68 มีการโพสต์ข้อความสอบถามวิธีการยกเลิกการเดินทางไปไทยจีนมากกว่า 380,000 ครั้ง บนแพลตฟอร์มออนไลน์ Xiaohongshu (Little Red Book) ขณะที่สมาคมบริการไทยท่องเที่ยว  ประเมินว่า กรณีดังกล่าวจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยลดลงร้อยละ 10-20 ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ สถิติจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาของไทยระบุว่า เมื่อปี 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาไทยเมื่อปี 2567 มีจำนวน 6.73 ล้านคน

สอท.จีน ณ กรุงเทพฯ เตือนชาวจีนให้ระมัดระวังถูกหลอกจากข้อเสนอการทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง

สอท.จีน /กรุงเทพฯ ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี WeChat เมื่อ 11 ม.ค.68 เตือนชาวจีนที่เดินทางมาไทยให้ระมัดระวังการถูกหลอกจากข้อเสนอการทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง และอย่าหลง อาทิ งานรายได้ดี ฟรีค่าเดินทาง ที่พัก และอาหาร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง สำหรับชาวจีนที่ประสบปัญหาเรื่องความปลอดภัย ขอให้แจ้ง จนท.ตร. หรือขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในไทย เพื่อจะได้ประสานติดต่อขอความช่วยเหลือจาก สอท.หรือ สกญ.จีน ต่อไป ส่วนการเดินทางเข้าไทยตามข้อตกลงยกเว้นวีซ่าไทย-จีน ซึ่งกำหนดเงื่อนไขสำหรับการเดินทางเข้ามาประกอบกิจกรรมบางประเภท อาทิ การทำงานหรือการศึกษาต่อในประเทศเจ้าบ้าน จะต้องได้รับอนุมัติตามกระบวนการด้านวีซ่าก่อนเข้าประเทศ หากวีซ่าหมดอายุ ขอให้ละเว้นการทำงานแบบผิดกฎหมาย หรือกิจกรรมอื่น ๆ

ญี่ปุ่นเพิ่มมาตรการลงโทษรัสเซีย

สนข. Japan Times รายงานเมื่อ 10 ม.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของนายฮายาชิ โยชิมาซะ เลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่น เมื่อวันเดียวกัน ว่า ญี่ปุ่นเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในยูเครน เพื่อตอบโต้กรณีเกาหลีเหนือให้การสนับสนุนรัสเซีย และกรณีรัสเซียหลบเลี่ยงการดำเนินมาตรการลงโทษผ่านประเทศอื่นได้แก่ 1) อายัดทรัพย์สิ ของบุคคลสัญชาติต่าง ๆ เช่น เกาหลีเหนือ รวม 12 ราย และองค์กร 33 แห่ง 2) ระงับการส่งออกสินค้าหรือเพิ่มมาตรการจำกัดทางการค้าแก่องค์กรหรือบริษัท  เช่น รัสเซีย และจีน รวม 53 แห่ง และ 3) ระงับการส่งออกสินค้า 335 รายการ ไปรัสเซีย เช่น รถจักรยานยนต์ และอะไหล่ปั้นจั่น  ตั้งแต่ 23 ม.ค.68

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ยืนยันยูเครนควบคุมตัวทหารเกาหลีเหนือจากพื้นที่สู้รบรัสเซีย-ยูเครน

สนข.KBS World รายงานเมื่อ 12 ม.ค.68 ว่า หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ (National Intelligence Service-NIS) ประสานกับหน่วยข่าวกรองของยูเครนในประเด็นเกาหลีเหนือส่งกองกำลังทหารสนับสนุนรัสเซียสู้รบกับยูเครนอย่างใกล้ชิด และยืนยันกรณี จนท.ยูเครนสามารถควบคุมตัวทหารเกาหลีเหนือที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย จากภูมิภาคคุสก์ของรัสเซีย เมื่อ 9 ม.ค.68  NIS เปิดเผยข้อมูลจากการสอบสวนทหารเกาหลีเหนือด้วยว่า ทหารเกาหลีเหนือเดินทางไปยังรัสเซีย เมื่อ พ.ย.67 เพื่อเข้าร่วมการฝึกทางทหาร แต่ไม่ทราบถึงการเข้าร่วมสู้รบกับยูเครนมาก่อน โดยทหารเกาหลีเหนือเผชิญความสูญเสียจากการสู้รบ และถูกทิ้งโดยไม่มีเสบียงอาหารกว่า 4-5 วัน ก่อนถูก จนท.ยูเครนควบคุมตัว

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีความผิดคดีอาญา แต่ไม่ต้องรับโทษ

ศาลนครนิวยอร์กเมื่อ 10 มกราคม 2568 ประกาศคำตัดสินคดีว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วัย 78 ปี ติดสินบนและปลอมแปลงเอกสารเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเมื่อปี 2559 โดยระบุว่ามีความผิดจริง แม้ว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะปฏิเสธ อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาระบุว่าจะปล่อยตัวว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์โดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ต้องได้รับโทษจำคุก เนื่องจากรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ปกป้องผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจากการถูกดำเนินคดีอาญา