ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศโครงการ Stargate ลงทุนพัฒนา AI

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 23 ม.ค.68 ประกาศโครงการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อ Stargate  Project มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยร่วมมือกับบริษัท OpenAI บริษัท Oracle และบริษัท Softbank ผู้ให้บริการด้านคมนาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า Stargate  Project จะเป็นโครงการ AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และรัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่อง AI เพราะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน จึงอาจมีการปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมากขึ้น ตลอดจนตั้งเป้าหมายให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกด้าน AI

NUG มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือกับชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านรัฐบาลเมียนมา

สนข. Myanmar Now รายงานเมื่อ 22 ม.ค.68 อ้างแถลงของนายดูวาลาชิลา รักษาการประธานาธิบดีของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government-NUG) ในที่ประชุม ครม.NUG เมื่อ 21 ม.ค.68 ว่า NUG สร้างความไว้วางใจกับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มากพอ จึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลดปล่อยประเทศจากระบอบเผด็จการทหาร โดยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชนชาติเมียนมา (Myanmar National Democratic Alliance Army-MNDAA) และรัฐบาลเมียนมา ลงนามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีจีนเป็นคนกลางจัดการเจรจาที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีน นอกจากนี้ เมื่อ 18 ม.ค.68 NUG ได้จัดสรรเงินสนับสนุนให้กับกลุ่มต่อต้านในรัฐชินผ่านสภาที่ปรึกษารักษาการของรัฐชิน (Interim Chin National Consultative Council) และสภาดินแดนรัฐชิน (Chinland Council)

อินโดนีเซียเตรียมจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ในปี 2568

นสพ. Jakarta Globe รายงานเมื่อ 22 ม.ค.68 ว่า รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone-SEZ) เพิ่มอีก 5 แห่ง ภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่มีอยู่จำนวน 24 แห่ง โดยจะเน้นที่ภาคส่วนพลังงานหมุนเวียน โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยนาย Susiwijono Moegiarso ประธานสภาแห่งชาติ ซึ่งกำกับดูแล SEZ ระบุว่า SEZ รากฐานทางเศรษฐกิจที่จะส่งเสริมการเติบโตระดับภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน รวมถึงสร้างโอกาสในการจ้างงาน อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product-GDP) บรรลุเป้าหมายที่ร้อยละ 8 ทั้งนี้ SEZ สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมูลค่า 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 186,560 ล้านบาท) เมื่อปี 2567

จีนใช้จ่ายด้าน R&D สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เมื่อปี 2567

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยเมื่อ 23 ม.ค.68 ว่า จีนใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา (Research and Development-R&D) เมื่อปี 2567 มากกว่า 3.6 ล้านล้านหยวน (494,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2566 ร้อยละ 8.3 คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP ร้อยละ 2.68 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.01 และสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก จีนมุ่งให้ความสำคัญต่อการลงทุนด้านการวิจัยพื้นฐาน โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จีนประสบความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิทยาศาสตร์ควอนตัม ชีววิทยาศาสตร์ วัสดุศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อวกาศ ในระยะต่อไป จีนจะส่งเสริมการบูรณาการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเพิ่มการลงทุนพัฒนาด้าน R&D ต่อไป ปรับปรุงระบบการให้เงินทุนด้าน R&D และการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนอย่างแข็งขันเพื่อเร่งไปสู่การพึ่งพาตนเองและความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีระดับสูง

กลุ่มฮูษีในเยเมนถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เมื่อ 22 ม.ค.68 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้ขึ้นบัญชีกลุ่ม Ansar Allah (กลุ่มฮูษีในเยเมน) เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ (Foreign Terrorist Organization-FTO) อีกครั้ง เนื่องจากดำเนินการคุกคามความมั่นคงของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในประเทศพันธมิตร และก่อเหตุที่เป็นภัยต่อความมั่นคงด้านการค้าทางทะเลในทะเลแดงหลายครั้ง โดนสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (United States Agency for International Development-USAID) ยุติความร่วมมือและความสัมพันธ์กับหน่วยงานที่สนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มฮูษี อนึ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขึ้นบัญชีกลุ่มฮูษีเป็น FTO และกลุ่มก่อการร้ายระดับโลกที่ต้องการตัวมากเป็นพิเศษ (Specially Designated Global Terrorist-SDGT) เมื่อปี 2564 ก่อนลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่อดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ถอนชื่อกลุ่มฮูษีออกจากทั้งสองสถานะในปีเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวเยเมน อย่างไรก็ดี การที่กลุ่มฮูษีก่อเหตุโจมตีเรือในทะเลแดงและอ่าวเอเดนทำให้อดีตประธานาธิบดีไบเดนขึ้นบัญชีกลุ่มฮูษีเป็น SDGT อีกครั้ง เมื่อ 17 ม.ค.67 ขณะที่สถานะ SDGT นั้นมีบทลงโทษทางเศรษฐกิจที่จำกัดและเฉพาะเจาะจงกว่าสถานะ FTO

ญี่ปุ่นจะเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบนักลงทุนต่างประเทศ

นสพ. Mainichi Shimbun รายงานเมื่อ 23 ม.ค.68 ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบนักลงทุนต่างประเทศเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลจากภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งรัฐ โดยจะกำหนดให้บริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีเป็นบริษัทที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ ต้องแจ้งให้รัฐบาลญี่ปุ่นทราบถึงแผนการลงทุนในบริษัทญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งรัฐ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นอาจมีคำสั่งระงับแผนการลงทุนดังกล่าวได้ หากเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ  

6 คำสั่งผู้บริหารจากทรัมป์สะเทือนโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร (executive order) จำนวนมากเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ ซึ่งคำสั่งผู้บริหารเป็นอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เท่านั้นที่สามารถลงนามในคำสั่งนี้ได้ เป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยไม่ต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ เห็นชอบ มีลักษณะเป็นคำสั่งลายลักษณ์อักษรให้หน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะลงนามในคำสั่งผู้บริหารจำนวนมากเพื่อเร่งสร้างผลงานและทำให้ฐานะเสียงเห็นว่าผู้นำรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ส่วนมากจะใช้คำสั่งผู้บริหารเพื่อผลักดันวาระสำคัญ ๆ

เวียดนามจะจัดซื้อปืนใหญ่อัตตาจรจากเกาหลีใต้

คริ เว็บไซต์ Asian Military Review รายงานเมื่อ 23 ม.ค.68 ว่า เวียดนามมีแผนจะจัดซื้อปืนใหญ่อัตตาจรสายพาน แบบ K9 (Self-Propelled Howitzer-K9 SPH) ขนาด 155 มม. จำนวน 20 กระบอก มูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัท Hanwha Aerospace ของเกาหลีใต้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือ หากจัดซื้อได้สำเร็จ จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของเวียดนาม ทั้งยังกระชับความร่วมมือทางทหารกับเกาหลีใต้ รวมทั้งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. และประเทศที่ 11 ของโลก ที่ติดตั้ง K9 SPH นอกเหนือจากออสเตรเลีย อียิปต์ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ อินเดีย นอร์เวย์ โปแลนด์ โรมาเนีย และตุรกี

ภาคเอกชนสหรัฐฯ ในจีนห่วงกังวลมากขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศหลังประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่ง

นสพ. South China Morning Post รายงานเมื่อ 23 ม.ค.68 อ้างผลการสำรวจประจำปีของหอการค้าอเมริกันในจีน (American Chamber of Commerce-AMCHAM) ระหว่าง 21 ต.ค.-15 พ.ย.67 ว่า บริษัทของสหรัฐฯ ในจีนร้อยละ 51 ที่เป็นสมาชิก AMCHAM ทั้งหมด 368 บริษัท กังวลเพิ่มขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่จะเสื่อมทรามลงหลังการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จำนวนบริษัทดังกล่าว เป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี นอกจากนี้ สัดส่วนของบริษัทที่มองว่าจีนไม่ใช่พื้นที่ที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 ในช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 เป็นร้อยละ 21 ขณะที่บริษัทที่มีความคิดจะย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 17 เหตุผลหลักมาจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนด้านนโยบาย มาตรการของสหรัฐฯ ที่จะขึ้นภาษีสินค้าส่งออกจากจีน และต้นทุนค่าแรงในจีนสูงขึ้น โดยปลายทางการลงทุนที่ได้รับความสนใจเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เช่น อินเดีย เวียดนาม ไทย รวมถึงย้ายกลับสหรัฐฯ

เสนาธิการกองกำลังป้องกันอิสราเอลจะลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีจากกลุ่มฮะมาส

พล.ท. Herzi Halevi เสนาธิการ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces-IDF) แถลงเมื่อ 21 ม.ค.68 ว่า จะลาออกจากตำแหน่งใน 6 มี.ค.68 เพื่อรับผิดชอบต่อกรณีที่ IDF ไม่สามารถปกป้องประเทศและพลเมืองอิสราเอลจากเหตุโจมตีของกลุ่มฮะมาสเมื่อ 7 ต.ค.66 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และถูกจับเป็นตัวประกันเป็นจำนวนมาก พร้อมให้คำมั่นว่าจะมีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างจริงจังและโปร่งใสเพื่อนำเสนอต่อ รมว.กห.อิสราเอล และจะเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณชนเท่าที่เป็นไปได้ นอกจากนี้ จะเสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของกองทัพให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคต อย่างไรก็ดี ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอิสราเอลจะแต่งตั้งบุคคลใดเป็นเสนาธิการ IDF คนใหม่ ทั้งนี้ พล.ต. Yaron Finkelman ผบ.กกล.กำลังภาคใต้ (Southern Command) ของอิสราเอล ประกาศว่า จะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีของกลุ่มฮะมาสเมื่อ ต.ค.66 เช่นกัน