สมเด็จฯ ฮุน เซน หารือกับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผบ.ทสส.เมียนมา ผ่านระบบการประชุมทางไกล

  สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานเมื่อ 9 พ.ค.67 ว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หารือกับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และประธานสภาบริหารแห่งรัฐของเมียนมา ผ่านระบบการประชุมทางไกล เมื่อ 7 พ.ค.67 โดยขอเข้าพบกับอองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา แต่ฝ่ายเมียนมายังไม่ตอบรับคำขอของสมเด็จฯ ฮุน เซน ขณะที่ พล.จ.ซอมินตุน โฆษกรัฐบาลเมียนมา ระบุว่า รัฐบาลเมียนมาจะรักษาคำมั่นในการจัดการเลือกตั้งทั่วไป แต่ไม่มีเหตุผลที่ต้องดำเนินตามคำขอของกัมพูชา

อิสราเอลอ้างว่ากลุ่มฮะมาสยิงจรวดโจมตีจุดผ่านแดน Kerem Shalom ของอิสราเอล

  สำนักข่าว NDTV รายงานเมื่อ 9 พ.ค.67 อ้างกองทัพอิสราเอลว่า กลุ่มฮะมาสยิงจรวด 8 ลูก จากพื้นที่เมือง Rafah ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา มุ่งเป้าโจมตีบริเวณจุดผ่านแดน Kerem Shalom ของอิสราเอล ส่งผลให้กองกำลังป้องกันอิสราเอล  จำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย การโจมตีเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่อิสราเอลกลับมาเปิดจุดผ่านแดน Kerem Shalom หลังกลุ่มฮะมาสยิงจรวดโจมตีจุดผ่านแดนดังกล่าวเมื่อ 5 พ.ค.67 ส่งผลให้ทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นาย นอกจากนี้อิสราเอลยังคงปิดจุดผ่านแดน Rafah ระหว่างอียิปต์กับฉนวนกาซา หลังจากกองทัพอิสราเอลเข้าควบคุมจุดผ่านแดนดังกล่าว ตั้งแต่ 6 พ.ค.67 ทำให้ประชาคมโลกกังวลว่าวิกฤติมนุษยธรรมในฉนวนกาซาจะเลวร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจากจุดผ่านแดน Rafah เป็นเส้นทางหลักในการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังฉนวนกาซา

UNRWA ปิดสำนักงานใหญ่ชั่วคราวหลังถูกชาวอิสราเอลวางเพลิง

นาย Philippe Lazzarini ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (United Nations Relief and Works Agency for Palestine Refugees in the Near East-UNRWA) แถลงเมื่อ 9 พ.ค.67 ว่าตัดสินใจปิดสำนักงานใหญ่ UNRWA ที่เยรูซาเล็มตะวันออกชั่วคราวเพื่อรักษาความปลอดภัย หลังเกิดเหตุชาวอิสราเอลจุดไฟเผาบริเวณรอบนอกสำนักงานในวันเดียวกัน 2 ครั้ง ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนของสำนักงานเสียหาย อย่างไรก็ดี ไม่มีเจ้าหน้าที่ UNRWA บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ ตั้งแต่ห้วง มี.ค.-พ.ค.67 เจ้าหน้าที่ UNRWA เผชิญกระแสต่อต้านจากชาวอิสราเอลมากขึ้น และเสี่ยงได้รับอันตรายต่อชีวิตจากการแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงของชาวอิสราเอล เช่น การขว้างปาหิน และใช้ปืนข่มขู่

สหรัฐฯ แสวงหาความร่วมมือเพื่อสกัดกั้นคู่ขัดแย้ง

สำนักข่าว The Star รายงานเมื่อ 9 พ.ค.67 ว่า ดาโต๊ะ ซรี ไซฟุดดิน นาซูตียน อิสมาอิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงภายในมาเลเซีย ให้การต้อนรับนาย Brian Nelson ปลัดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการข่าวกรองทางการเงินและก่อการร้าย  ในโอกาสเดินทางเยือนมาเลเซีย เพื่อหารือถึงมาตรการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และความร่วมมือในการสกัดกั้นกิจกรรมที่เป็นแหล่งรายได้ของอิหร่าน ตัวแทน (proxy) ของอิหร่านและรัสเซีย ตามมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยอ้างข้อมูลว่า บริษัทมาเลเซียเกี่ยวข้องกับการขนถ่ายน้ำมันเถื่อนของอิหร่าน และรัสเซีย และเป็นแหล่งระดมทุนไปช่วยเหลือกลุ่มฮะมาส ซึ่งเงินเหล่านี้ถูกใช้ไปสร้างความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทั้งนี้ในการหารือกัน มาเลเซียแสดงความพร้อมให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ภายใต้หลักนิติธรรม และหลักเกณฑ์สากลในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Basel II และ Basel III) แต่จะยอมรับเฉพาะมาตรการลงโทษที่ผ่านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เท่านั้น ก่อนหน้านี้ เมื่อ ธ.ค.66 สหรัฐฯ ประกาศมาตรการลงโทษบริษัทของมาเลเซีย 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท Arta Wave บริษัท Integrated…

ไต้หวันพร้อมพูดคุยกับจีนหากได้รับการยอมรับสถานะที่เท่าเทียม

  สำนักข่าว South China Morning Post (SCMP) รายงานเมื่อ 8 พ.ค.67 อ้างนาย Alexander Tah-ray Yui ผู้แทนไต้หวัน/สหรัฐฯ ซึ่งเข้ารับตำแหน่ง เมื่อ ธ.ค.66 แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน และท่าทีของนายไล่ ชิงเต๋อ ว่าที่ประธานาธิบดีไต้หวัน ซึ่งจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งใน 20 พ.ค.67 ว่า ไต้หวันไม่ปิดช่องทางการพูดคุยกับจีนหากได้รับการยอมรับในสถานะที่เท่าเทียม เพราะปัจจุบันมีชาวไต้หวันมากขึ้นที่สนับสนุนการรักษาสถานะเดิม (Status Quo) เพื่อให้เกิดสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน แม้ว่าฝ่ายบริหารชุดใหม่ของไต้หวันอาจดำเนินนโยบายต่างประเทศเช่นเดียวกับสมัยของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ซึ่งมีนายไล่ ชิงเต๋อ เป็นรองประธานาธิบดี ทั้งนี้ นาย Alexander Tah-ray Yui แสดงความเห็นดังกล่าวในกิจกรรมฉลอง Taiwan Relations Act ครบรอบ 45 ปี ที่มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ

จีนบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือ

  เว็บไซต์ Human Rights Watch รายงานเมื่อ 8 พ.ค.67 ว่า รัฐบาลจีนบังคับส่งกลับชาวเกาหลีเหนือจากมณฑลจี๋หลินและมณฑลเหลียวหนิงประมาณ 60 คน เมื่อ 26 เม.ย.67 ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ถูกส่งกลับมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกบังคับให้สูญหาย ถูกทรมาน ล่วงละเมิดทางเพศ บังคับใช้แรงงานหรือถูกคุมขัง การบังคับส่งกลับรอบนี้เกิดขึ้นหลังจากนาย Zhao Leji ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน เยือนเกาหลีเหนือและเข้าพบนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเมื่อ 13 เม.ย.67 Human Rights Watch ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2563 จีนบังคับส่งกลับชาวเกาหลีเหนือแล้วมากกว่า 670 คน โดยรัฐบาลจีนถือว่าชาวเกาหลีเหนือเป็นแรงงานอพยพด้านเศรษฐกิจ (economic migrants) ที่ผิดกฎหมาย และจะบังคับส่งตัวกลับประเทศภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีด้านชายแดนปี 2529 แต่อนุสัญญาปี ค.ศ. 1951 ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติกำหนดให้จีนไม่สามารถส่งกลับบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือถูกทำร้าย เนื่องจากขัดต่อหลักการห้ามผลักดันกลับ (principle of non-refoulement)  

สหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ ที่ส่งออกชิปให้กับบริษัท Huawei

  สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานเมื่อ 7 พ.ค.67 ว่า สหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ อาทิ บริษัท Qualcomm และบริษัท Intel ในการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงให้กับบริษัท Huawei ของจีน โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ หลังบริษัท Huawei เปิดตัว MateBook X Pro รุ่นใหม่ แล็ปท็อปปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นแรกของบริษัท ที่ขับเคลื่อนด้วยชิปหน่วยประมวลผล Core Ultra 9 ของบริษัท Intel เมื่อ เม.ย.67 ส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ โจมตีมาตรการควบคุมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ที่ไม่เข้มงวดมากพอ และเรียกร้องให้มีการยกระดับมาตรการเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การเพิกถอนใบอนุญาตส่งออกดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการจัดหาชิปหน่วยประมวลผลขั้นสูงของบริษัท Huawei รวมถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อห่วงโซ่อุปทานและการดำเนินธุรกิจของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

กห.กัมพูชาชี้แจงกรณีเรือรบสัญชาติจีนที่จอดเทียบท่าฐานทัพเรือเรียม

  สำนักข่าว AKP ของทางการกัมพูชา รายงานอ้างถ้อยแถลงของ พล.อ.ชุม โซะเจียต โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เมื่อ 7 พ.ค.67 ชี้แจงกรณีสื่อมวลชนตะวันตกอ้างว่าจีนเข้ามาตั้งฐานทัพในกัมพูชา เพราะมีเรือจีน 2 ลำ จอดเทียบท่า ณ ฐานทัพเรือเรียม จ.พระสีหนุ นั้น ข่าวสารดังกล่าวบิดเบือนสถานการณ์จริง และสร้างความเข้าใจผิดทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศเกี่ยวกับอธิปไตยของกัมพูชา โอกาสนี้โฆษกระบุด้วยว่าการเทียบท่าของเรือจีนทั้ง 2 ลำ 1) เป็นตามความตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ โดยจีนจะฝึกอบรมด้านเทคนิคทักษะการบังคับเรือให้แก่กองทัพเรือกัมพูชา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเป็นเหล่าทัพที่ทันสมัย 2) การทดสอบท่าเรือที่จีนสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้าง โดยกัมพูชามีแผนจัดซื้อเรือในอนาคต และ 3) เรือจีนทั้ง 2 ลำ จะเข้าฝึกร่วมระหว่างกองทัพแห่งชาติกัมพูชากับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน รหัส Golden Dragon ครั้งที่ 6 ในหัวข้อ “ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายและการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม” ในกลาง พ.ค.67

ตำรวจตระเวนชายแดนเมียนมาหลบหนีการสู้รบในรัฐยะไข่เข้าไปยังบังกลาเทศเพิ่มขึ้น

  สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานเมื่อ 6 พ.ค.67 อ้างตำรวจป้องกันชายแดนบังกลาเทศว่า ตำรวจตระเวนชายแดนเมียนมา (BGP) อย่างน้อย 128 นาย หลบหนีการสู้รบกับกองทัพอาระกัน (Arakan Army-AA) ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ พร้อมด้วยอาวุธและกระสุน ข้ามชายแดนไปยังบังกลาเทศตั้งแต่ 3-6 พ.ค.67 หลังจาก AA บุกยึดฐานปฏิบัติการของ BGP ที่เมืองหม่องดอ รัฐยะไข่ เมื่อ 3 พ.ค.67 โดยบังกลาเทศปลดอาวุธและนำตัวเจ้าหน้าที่ BGP กลุ่มดังกล่าวไปไว้ที่โรงเรียนในเมืองเทกนาฟ เขตค็อกซ์ บาซาร์ และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ บังกลาเทศส่งตัวเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเมียนมาที่หลบหนีเข้าไปในบังกลาเทศกลับประเทศแล้ว 2 รอบ ได้แก่ เมื่อ 15 ก.พ.67 จำนวน 330 คน และเมื่อ 25 มี.ค.67 จำนวน 288 คน

ฟิลิปปินส์ ยืนยันไม่มีการทำข้อตกลงใด ๆ กับจีน กรณีพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ (DFA) แถลงการณ์เมื่อ 7 พ.ค.67 ชี้แจงว่าฟิลิปปินส์ไม่มีเอกสาร บันทึก หรือข้อตกลงใด ๆ กับจีน เกี่ยวกับการจัดการ “รูปแบบใหม่” บริเวณแนวสันดอนโทมัสที่สอง ตามที่ สถานเอกอัครราชทูต(สอท.)จีน/ฟิลิปปินส์ กล่าวอ้าง พร้อมระบุว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับคณะรัฐมนตรีจากฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ คนใดเห็นด้วยกับข้อเสนอของจีนที่เกี่ยวข้องกับแนวสันดอนโทมัสที่สอง นอกจากนี้ DFA ย้ำว่า มีเพียงประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เท่านั้น ที่สามารถอนุมัติหรืออนุญาตข้อตกลงที่ทำโดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ทั้งนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าว มุ่งขยายความเพิ่มเติมหลังจากกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์เมื่อ 5 พ.ค.67 ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของ สอท.จีน/ฟิลิปปินส์ ถึงความมีอยู่ของข้อตกลงดังกล่าว อีกทั้งโจมตีว่าเป็นความพยายามบิดเบือนของจีนเพื่อสร้างความสับสนในสังคมฟิลิปปินส์ และเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงที่ว่าจีนกระทำผิดกฎหมายและแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในพื้นที่อ้างกรรมสิทธิ์