เอสโตเนียจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 10 คน เตรียมก่อวินาศกรรมตามคําสั่งรัสเซีย

สำนักข่าว AP รายงานโดยอ้างแถลงการณ์ของหน่วยงานความมั่นคงภายในประเทศของเอสโตเนีย เมื่อ 20 ก.พ.67 ว่า ห้วง ธ.ค.66-ก.พ.67 เอสโตเนียสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อวินาศกรรมได้ 10 คน ซึ่งคาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับหน่วยรบพิเศษของรัสเซีย โดยผู้ต้องสงสัยกลุ่มดังกล่าวมีเป้าหมายก่อเหตุเพื่อสร้างความหวาดกลัว และสร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นในเอสโตเนีย และประเทศแถบบอลติก ปัจจุบัน ผู้ต้องสงสัยทั้ง 10 คนผู้ต้องสงสัยอยู่ระหว่างถูกควบคุมตัวเพื่อรอผลการสอบสวนและดําเนินคดีทางอาญา โดยเอสโตเนียระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องสงสัยแต่ละคนมีบทบาทที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคําแนะนําจากผู้ดูแลชาวรัสเซีย บางคนมุ่งเน้นไปที่การรวบรวมข้อมูล ในขณะที่บางคนเป็นผู้วางแผนการโจมตี

จีนส่งกองกำลังติดตามการลาดตระเวนร่วมทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์บริเวณทะเลจีนใต้

        หนังสือพิมพ์ South China Morning Post  รายงานเมื่อ 20 ก.พ.67 อ้างแถลงการณ์ของกองบัญชาการยุทธบริเวณภาคใต้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA Southern Theatre Command) เมื่อ 19 ก.พ.67 ว่า PLA ได้ส่งกองกำลังทางเรือและทางอากาศเพื่อติดตามการลาดตระเวนร่วมทางอากาศระหว่างกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (PACAF) และกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ (PAF) บริเวณทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก เมื่อ 19 ก.พ.67 ภายใต้ความร่วมมือทางทะเล (Maritime Cooperative Activity-MCA) ครั้งที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ โดยจีนระบุว่า สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม และเฝ้าระวังในระดับสูง เพื่อปกป้องอธิปไตยของจีนและรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค ทั้งนี้ ในห้วง ก.พ.67 สหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมทางทหารแล้ว 2 ครั้งโดยครั้งแรกเมื่อ 9 ก.พ.67

เมียนมาเดินหน้าผลักดันกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหาร

สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อ 21 ก.พ.67 ว่า รัฐบาลเมียนมาเดินหน้าผลักดันกฎหมายการเกณฑ์ทหาร (People’s Military Service Law) ที่ประกาศใช้เมื่อ 10 ก.พ.67 โดยเริ่มแจกจ่ายแผ่นพับประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ กับทั้งมีเอกสารรั่วไหลออกมาว่าอยู่ระหว่างจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเนปีดอและภาคย่างกุ้ง การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนหวาดกลัวการถูกเรียกเกณฑ์ทหารและหาทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น เป้าหมายหลักคือไทย ซึ่งพบว่าชาวเมียนมายื่นคำร้องขอวีซ่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนต้องจำกัดจำนวนผู้เข้ารับบริการอยู่ที่วันละ 400 คน ขณะที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยคัดค้านกฎหมายดังกล่าวและมองว่าจะยิ่งกระตุ้นให้ความขัดแย้งในเมียนมารุนแรงขึ้น โดยสหภาพแห่งชนชาติกะเหรี่ยง เห็นว่ากฎหมายนี้ใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพราะเรียกเกณฑ์พลเพื่อทำสงครามในประเทศแทนที่จะใช้ปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอก ส่วนสภากอบกู้รัฐฉาน เรียกเกณฑ์พลอายุระหว่าง 18-45 ปี เพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมหากมีการสู้รบ อนึ่ง กฎหมายการเกณฑ์ทหารบังคับใช้กับพลเมืองชายอายุระหว่าง 18-35 ปี และหญิงอายุระหว่าง 18-27 ปี กับทั้งบ่งชี้ว่ากองทัพเมียนมากำลังขาดแคลนกำลังพล หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อต้น ก.พ.67 ได้เรียกเกณฑ์ทหารผ่านศึกให้กลับเข้าประจำการในแนวหน้า

อาเซียนฝึกอบรมบุคลากรด้านการพัฒนาโครงการในภูมิภาค

        หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 21 ก.พ.67 ว่า สำนักเลขาธิการอาเซียนและกระทรวงการลงทุนและความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศเมียนมา เป็นเจ้าภาพร่วมจัดฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาโครงการของอาเซียน (ASEAN Project Development) ระหว่าง 20-22 ก.พ.67 ที่กรุงเนปยีดอ เมียนมา โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรม จำนวน 100 คน มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมบุคลากรของประเทศในภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชา ลาว และเมียนมา สำหรับการริเริ่มโครงการความร่วมมือ การกำหนดแม่แบบข้อเสนอโครงการ การกำหนดผลลัพธ์ของโครงการ และการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล พลังงานทดแทน และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

อาเซียนและอินเดียจัดตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

เว็บไซต์ The Economic Times ของอินเดีย รายงานเมื่อ 19 ก.พ.67 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วม (Joint Committee-JC) เพื่อเจรจาการทบทวนความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India Trade in Goods Agreement-AITIGA) ครั้งที่ 3 ระหว่าง 16-19 ก.พ.67 ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย เห็นพ้องจัดตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 8 คณะ พร้อมทั้งหารือความคืบหน้าเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเข้าสู่ตลาด (Market Access) และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) รวมถึงมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรอง (Standards, Technical Regulations and Conformity Assessment Procedures-STRACAP) เพื่อขับเคลื่อนการทบทวน AITIGA ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 ทั้งนี้ การประชุม AITIGA-JC ครั้งที่ 4…

ศาลชารีอะห์รัฐตรังกานูลงโทษชายมุสลิมตามความผิด Khalwat

เว็บไซต์ the Vibes รายงานเมื่อ 19 ก.พ.67 ว่า ศาลชารีอะห์รัฐตรังกานูมีคำพิพากษาลงโทษนายโมฮัมหมัด อัฟฟันดี อาวัง (อายุ 42 ปี) ด้วยการเฆี่ยน 4 ครั้ง และปรับ 3,000 ริงกิต (22,700 บาท) ในความผิดที่ใกล้ชิดมากเกินไปกับบุคคลต่างเพศที่ยังไม่ได้สมรสกันหรือไม่ใช่เครือญาติ (Khalwat) นับเป็นครั้งที่สองที่นายโมฮัมหมัด อัฟฟันดี ต้องโทษในความผิดดังกล่าว โดยครั้งแรกนายโมฮัมหมัด อัฟฟันดี กระทำผิด Khaltwat เมื่อ 11 ก.ค.66 ต้องโทษปรับ 2,700 ริงกิต และจำคุก 3 เดือน และครั้งที่สองเมื่อ 25 ม.ค.67 กรณีดังกล่าวนำไปสู่การเรียกร้องให้ศาลชารีอะห์ในแต่ละรัฐทบทวนตีความการกระทำผิด Khalwat เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกล่าวหาอีกฝ่าย เพราะ Khalwat สามารถตีความการกระทำผิดได้กว้าง ตั้งแต่การกุมมือไปจนถึงการมีเพศสัมพันธ์

นรม.มาเลเซียยืนยันไม่แก้ไขกฎหมายปกป้องสิทธิชาวมาเลย์ภูมิบุตร

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ยืนยันเมื่อ 20 ก.พ.67 ว่า รัฐบาลจะไม่ทบทวนบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 153 ว่าด้วยภาระหน้าที่ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียต้องพิทักษ์สถานภาพพิเศษของชาวมลายูและชนพื้นเมืองในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัค หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเกอาดิลัน (PKR/พรรคร่วมรัฐบาล) เรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรทบทวนมาตราดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม และอาจถูกชาวมาเลย์ภูมิบุตรที่เป็นกลุ่มชนชั้นสูงใช้เป็นเครื่องมือแย่งชิงผลประโยชน์

ออท.มซ./สป.เตือนแรงงานมาเลเซียระวังถูกหลอกไปทำงานในสิงคโปร์

หนังสือพิมพ์ South China Morning Post รายงานเมื่อ 19 ก.พ.67 อ้างถ้อยแถลงของนายอัซฟาร์ โมฮาหมัด มุสตาฟา เอกอัครราชทูตมาเลเซีย/สิงคโปร์ เตือนแรงงานชาวมาเลเซียที่ต้องการหางานทำในสิงคโปร์ ระมัดระวังการถูกหลอกลวงให้ไปทำงาน และแนะนำให้ประสานโดยตรงกับบริษัทหรือช่องทางของภาครัฐ หลังมีรายงานว่า ชาวมาเลเซียจำนวนมากถูกหลอกให้ไปทำงานที่สิงคโปร์ เพราะได้ค่าจ้างสูงกว่าในมาเลเซีย แต่เมื่อไปถึงยังที่หมาย กลับไม่มีงานให้ทำจริง อีกทั้งเหยื่อส่วนใหญ่ไม่กล้าติดต่อสถานทูต เพราะกลัวความผิดจากการลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ภาคธุรกิจสิงคโปร์นิยมจ้างงานชาวมาเลเซีย เพราะมีทักษะและวินัยในการทำงานมากกว่าแรงงานต่างชาติจากประเทศอื่น ขณะที่ชาวมาเลเซียต้องการเข้าไปทำงานในสิงคโปร์จากแรงจูงใจเรื่องค่าจ้าง

ผบ. Quds Force ของอิหร่านโน้มน้าวให้กลุ่มติดอาวุธพันธมิตรระงับการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 18 ก.พ.67 อ้างเจ้าหน้าที่อิรักและอิหร่านระบุว่า การที่กลุ่ม Kataib Hezbollah (KH) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวชีอะฮ์ในอิรัก ประกาศระงับการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในอิรัก ตั้งแต่ 4 ก.พ.67 เป็นผลมาจากการโน้มน้าวของ พลจัตวา Esmail Qaani ผู้บัญชาการ Quds Force ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษในต่างประเทศสังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ที่เดินทางไปอิรัก เพื่อพบหารือกับผู้แทนกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในอิรักที่เป็นพันธมิตรของอิหร่าน เมื่อ 29 ม.ค.67 ให้ลดการโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้และป้องกันความขัดแย้งลุกลาม โดยกลุ่มติดอาวุธส่วนใหญ่เห็นพ้องและยอมรับว่าจะลดการโจมตี ทั้งนี้ อิรักอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ ถอนกำลังทหารออกจากอิรัก ตามมติรัฐสภาอิรักที่เรียกร้องให้ถอนกำลังต่างชาติทั้งหมดออกจากอิรัก โดย นายกรัฐมนตรีมุฮัมมัด ชีอะฮ์ อัลซูดานี ของอิรัก พยายามประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับกลุ่มติดอาวุธในอิรัก ทวีความรุนแรงจนนำไปสู่สงครามระดับภูมิภาค

รอง นรม.เวียดนามและรัสเซียหารือการส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ

สำนักข่าว VGP ของทางการเวียดนาม รายงานเมื่อ 18 ก.พ.67 ถึงการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายเจิ่น ฮง ฮา รอง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม กับนายอเล็กซานเดอร์ โนวัก รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เมื่อ 16 ก.พ.67 โดยทั้งสองฝ่ายชื่นชมการประสานงานของคณะทำงานภายในระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศด้านเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือทางเทคนิค ว่ามีประสิทธิภาพ และเห็นพ้องให้ส่งเสริมกลไกที่มีอยู่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างเวียดนามกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือในมิติอื่น ๆ อาทิ ปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ พลังงาน ท่องเที่ยว การศึกษาและฝึกอบรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี