เรือพิฆาต USS John Finn แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเพื่อแสดงการยึดมั่นในเสรีภาพการเดินเรือ

กองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เมื่อ 25 ม.ค.67 ว่า เรือพิฆาต USS John Finn ของสหรัฐฯ ได้แล่นผ่านเขตทะเลหลวงในช่องแคบไต้หวันเมื่อ 24 ม.ค.67 เพื่อแสดงถึงคำมั่นของสหรัฐฯ ที่ยึดมั่นในเสรีภาพการเดินเรือของทุกประเทศ ขณะที่กระทรวงกลาโหมไต้หวันยืนยันเรื่องดังกล่าว และว่าได้ติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งทางอากาศและทางทะเลในระหว่างที่เรือพิฆาต USS John Finn แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันโดยไม่พบความผิดปกติใด ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่าง ส.ส.สหรัฐฯ แกนนำกลุ่ม Taiwan Caucus ประกอบด้วยนาย Mario Diaz Balart ส.ส.พรรครีพับลิกัน และนาย Ami Bera ส.ส.พรรคเดโมแครต เยือนไต้หวัน เพื่อแสดงการสนับสนุนต่อไต้หวันหลังการเลือกตั้งเมื่อ 13 ม.ค.67 ด้านกองบัญชาการภาคตะวันออกของกองทัพจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ มักมีพฤติกรรมยั่วยุเพื่อบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค ซึ่งกองทัพจีนเฝ้าระวังและติดตามเรือ USS John Finn ขณะแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันอย่างใกล้ชิดและจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวตามหลักกฎหมาย

สหรัฐฯ เตรียมออกมาตรการป้องกันประเทศคู่ขัดแย้งสหรัฐฯ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกัน

สำนักข่าวบลูมเบอร์ก รายงานอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อ 23 ม.ค.67 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน เตรียมออกคำสั่งผู้บริหารให้สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ออกมาตรการป้องกันประเทศคู่ขัดแย้งสหรัฐฯ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกัน ที่ส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ อาทิ ข้อมูลสุขภาพ ที่อยู่อาศัย การเดินทาง สื่อสังคมออนไลน์ เฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และครอบครัว สื่อมวลชน อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักกิจกรรมทางการเมือง ทั้งนี้เนื่องจากสหรัฐฯ วิตกว่า ประเทศคู่ขัดแย้งสหรัฐฯ อาจแสวงหาประโยชน์จากวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายรวบรวมข้อมูลดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ข่มขู่ชาวอเมริกัน จารกรรม และโจมตีทางไซเบอร์ต่อสหรัฐฯ เช่น การใช้บริษัทวิจัยในสหรัฐฯ รวบรวมข้อมูล การบีบบังคับให้แจ้งข้อมูลในการสมัครงาน การลงทุนในบริษัทด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์ และการซื้อขายข้อมูลผ่าน Third-Party อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ย้ำว่าจะระมัดระวังไม่ให้มาตรการดังกล่าวกระทบต่อความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในด้านการค้า การลงทุน และด้านวิทยาศาสตร์  

จีนเผยแพร่สมุดปกขาวว่าด้วยกรอบกฎหมายและมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย

  สำนักงานข่าวสารแห่งรัฐของจีนเผยแพร่สมุดปกขาวว่าด้วยกรอบกฎหมายและมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายเมื่อ 23 ม.ค.67 ประกอบด้วยสาระสำคัญ 5 ส่วน ได้แก่ 1) การปรับปรุงกรอบกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย 2) บทบัญญัติว่าด้วยการตัดสินและลงโทษการก่อการร้าย 3) การสร้างมาตรฐานในการใช้อำนาจเพื่อปราบปรามการก่อการร้าย 4) การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในแนวปฏิบัติเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และ 5) การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงแห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เอกสารดังกล่าวระบุด้วยว่า จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการต่อต้านการก่อการร้ายโดยยึดหลักกฎหมาย ทั้งยังสั่งสมประสบการณ์จากการเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ การศึกษาสนธิสัญญาและแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอาญา และว่าจีนยินดีร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันให้ประเด็นการต่อต้านการก่อการร้ายเป็นส่วนหนึ่งในธรรมาภิบาลโลก

กบฏ Houthi สั่งให้เจ้าหน้าที่ UN ชาวอเมริกันและสหราชอาณาจักรออกจากเยเมน

    สำนักข่าว AFP รายงานเมื่อ 23 ม.ค.66 ว่า กบฏ Houthi ยื่นจดหมายถึงผู้ประสานงานของสหประชาชาติ (United Nations -UN) ประจำเยเมน สั่งให้เจ้าหน้าที่ UN สัญชาติอเมริกันและสหราชอาณาจักรที่ปฏิบัติภารกิจในเยเมน เดินทางออกจากเยเมน ภายใน 30 วัน โดยต้องพร้อมเดินทางออกจากเยเมนในทันทีหากสิ้นสุดกำหนดเวลาดังกล่าว ซึ่งกบฏ Houthi จะแจ้งเวลาสิ้นสุดเส้นตายล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ทางจดหมาย ขณะที่ UN และพันธมิตรทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการจัดตั้งสำนักงานผู้ประสานงานประจำถิ่นของ UN (UN Resident Coordinator Office) ในเยเมน และมีนาย Peter Hawkins ชาวสหราชอาณาจักร ดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของ UN ในเยเมน

สหรัฐฯ และพันธมิตรโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่ม Houthi ในเยเมนรอบใหม่

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงเมื่อ 22 ม.ค.67 ว่า กองทัพสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากออสเตรเลีย บาห์เรน แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ ได้โจมตีที่มั่นของกลุ่ม Houthi 8 แห่งในเยเมน เพื่อขัดขวางและลดขีดความสามารถของกลุ่ม Houthi ในการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลก การโจมตีรอบนี้สหรัฐฯ มุ่งเป้าหมายที่คลังอาวุธใต้ดินของกลุ่ม Houthi รวมทั้งระบบตรวจจับทางอากาศและฐานยิงขีปนาวุธ กับทั้งย้ำว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรยังคงจุดยืนที่ต้องการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูเสถียรภาพในทะเลแดง โดยเตือนผู้นำกลุ่ม Houthi ว่า จะไม่ลังเลที่จะปกป้องชีวิตและเสรีภาพในเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญของโลกจากภัยคุกคามที่มีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กลุ่ม Houthi โจมตีเรือพาณิชย์ของประเทศต่าง ๆ มากกว่า 30 ครั้งตั้งแต่กลาง พ.ย.66

ศาลทหารเมียนมาตัดสินประหารชีวิตนายทหารระดับนายพลที่ยอมแพ้สงครามในรัฐฉานตอนเหนือ

  วารสาร The Diplomats รายงานเมื่อ 23 ม.ค.67 ว่า ศาลทหารเมียนมาตัดสินเมื่อ 20 ม.ค.67 ให้ประหารชีวิตนายทหารระดับพลจัตวาที่แพ้สงครามในรัฐฉานตอนเหนือ จำนวน 3 นาย และให้จำคุกตลอดชีวิต จำนวน 3 นาย รวมเป็น 6 นาย ซึ่งทราบชื่อ 2 นาย ได้แก่ พล.จ.โมจ่อทู (Moe Kyaw Thu) ผบ.บก.เลาไกง์ และ พล.จ.ทุนทุนมยิน (Tun Tun Myint) ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลเลาไกง์ ในฐานความผิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาขอยอมแพ้กับกลุ่มโกกั้งเมืองเลาไกง์ (The Myanmar National Democratic Alliance Army -MNDAA) เมื่อ 5 ม.ค.67 และถอนกำลังทหาร 2,400 นาย ออกจากเมืองเลาไกง์ในเขตปกครองตนเองโกกั้ง พร้อมวางอาวุธ ซึ่งทหารทั้ง 6…

รมว.กต.รัสเซียพบหารือนอกรอบการประชุม UNSC กับ รมว.กต.หลายประเทศ

สำนักข่าว Tass รายงานเมื่อ 23 ม.ค.67 ว่า นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ(รมว.กต.)รัสเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศที่จัดโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) ที่สหรัฐฯ ระหว่าง 22-24 ม.ค.67 พบหารือนอกรอบการประชุมฯ กับรมว.กต.หลายประเทศ อาทิ รมว.กต.อิหร่าน รมว.กต.เลบานอน รมว.กต.ตุรกี และรมว.กต.อินโดนีเซีย ทั้งนี้ในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคทั้งในตะวันออกกลาง ทรานส์คอเคเซีย ทะเลแดงนั้น รมว.กต.รัสเซียเห็นว่าแต่ละฝ่ายจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา รัสเซียสนับสนุนแนวทางการหยุดยิงในฉนวนกาซาอย่างทันที และการจัดสรรความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่พลเรือน รวมทั้งแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในทะเลแดงที่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และประเทศที่เข้าร่วมกับเยเมน

รัสเซียอนุมัติร่างข้อตกลงความร่วมมือทางทหารกับลาว

       สำนักข่าว Tass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 20 ม.ค.67 ว่า รัสเซียอนุมัติร่างข้อตกลงความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับลาว เมื่อ 19 ม.ค.67 โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหลรัสเซียเจรจาและลงนามข้อตกลงกับฝ่ายลาว ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาความร่วมมือทางทหาร โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลประเด็นทางการทหารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาความสัมพันธ์ในด้านเวชศาสตร์การทหาร ประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ กีฬา และวัฒนธรรม ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์​ประเด็นการรักษาสันติภาพ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การปฏิบัติการ การซ่อมบำรุงและยกระดับเทคโนโลยียานพาหนะทางทหาร

สื่อสหรัฐฯ อ้างว่ากองทัพอิสราเอลยังไม่สามารถกำจัดกลุ่มฮะมาสได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ

สำนักข่าววอลสตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อ 21 ม.ค.67 อ้างรายงานข่าวกรองทางทหารของสหรัฐฯ ประเมินว่า การสู้รบอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสจะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน เนื่องจากกองทัพอิสราเอลยังไม่สามารถกำจัดกลุ่มฮะมาสได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยสามารถสังหารนักรบของกลุ่มฮะมาสได้เพียงร้อยละ 20-30 หรือ 6,000-9,000 นาย จากกองกำลังทั้งหมด 25,000-30,000 นาย และได้รับบาดเจ็บ 10,500-11,700 นาย ซึ่งถือเป็นการสู้รบที่ไม่มีประสิทธิภาพตามหลักนิยมทางทหารของสหรัฐฯ ขณะที่เห็นว่ากลุ่มฮะมาสก็ยังมีขีดความสามารถเพียงพอในการโจมตีตอบโต้อิสราเอล แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการสูญเสียเครือข่ายบางส่วน โดยกลุ่มฮะมาสใช้การโจมตีแบบสงครามในเมือง (Urban Warfare) พร้อมทั้งปรับยุทธวิธีสู้รบเป็นการปฏิบัติการกลุ่มย่อยซ่อนตัวซุ่มโจมตีกองทัพอิสราเอล อีกทั้งยังพยายามรื้อฟื้นการจัดตั้งกองกำลังตำรวจ และหน่วยลาดตระเวนในฉนวนกาซาตอนเหนือ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและอำนาจในการครอบครองพื้นที่

นรม.อิสราเอลปฏิเสธกลุ่มฮะมาสที่เสนอให้ยุติสงครามในฉนวนกาซาแลกกับการปล่อยตัวประกัน

      นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แถลงเมื่อ 21 ม.ค.67 ปฏิเสธข้อเสนอของกลุ่มฮะมาสที่เรียกร้องให้อิสราเอลยุติสงครามและถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ รวมถึงปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ในเรือนจำอิสราเอล และยอมให้กลุ่มฮะมาสปกครองฉนวนกาซาต่อไป เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวประกันที่ยังถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 132 คน เนื่องจากขัดกับแนวทางของรัฐบาลอิสราเอลที่ไม่ต้องการให้กลุ่มฮะมาสมีอำนาจทางการเมืองและการทหารในฉนวนกาซา รวมทั้งรัฐบาลอิสราเอลต้องการสิทธิดูแลด้านความมั่นคงครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (ดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด) ด้านนาย Sami Abu Zuhri เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮะมาส ระบุว่าการปฏิเสธที่จะยุติการโจมตีฉนวนกาซาของอิสราเอล จะทำให้ตัวประกันไม่มีโอกาสได้รับการปล่อยตัว ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลอิสราเอลเผชิญแรงกดดันอย่างมากจากครอบครัวตัวประกันและชาวอิสราเอลที่รวมตัวประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยตัวประกันก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงให้ นายเนทันยาฮู ลาออก