นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะเยือนซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์อย่างเป็นทางการ

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อ 13 ก.ค.66 ว่า นายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะเยือนซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 16-18 ก.ค.66 โดยมีกำหนดจะพบหารือกับผู้นำของทั้งสามประเทศในหลายประเด็น เช่น สถานการณ์ในภูมิภาค สถานการณ์ระหว่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน และความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี นอกจากนี้ นายคิชิดะมุ่งหวังจะใช้โอกาสนี้เพื่อยืนยันถึงความร่วมมืออย่างรอบด้านกับทั้งสามประเทศ รวมถึงด้านพลังงาน และส่งเสริมการสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่เสรีและเปิดกว้างบนพื้นฐานของหลักนิติธรรมตามมติที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 เมื่อ พ.ค.66 ที่ จ.ฮิโรชิมะ ญี่ปุ่น อีกทั้งมีเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าหมายขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทญี่ปุ่น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกลุ่ม G7 ประณามเกาหลีเหนือที่ยิงขีปนาวุธข้ามทวีป

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่แถลงการณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกลุ่ม G7 และผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง (EU High Representative for Foreign Affairs and Security Policy) เมื่อ 13 ก.ค.66 ประณามเกาหลีเหนือที่ยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile-ICBM) เมื่อ 12 ก.ค.66 เนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของประชาคมระหว่างประเทศ บั่นทอนหลักการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) พร้อมย้ำถึงข้อเรียกร้องของกลุ่ม G7 ให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และตอบรับการจัดการเจรจาทางการทูตที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ร่วมกันผลักดัน นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ UNSC มีมาตรการตอบโต้เกาหลีเหนืออย่างเป็นเอกภาพโดยเร็วต่อกรณีดังกล่าว เนื่องจากเกาหลีเหนือแสดงให้เห็นเจตนาละเมิดมติ UNSC อย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมา UNSC ไม่สามารถดำเนินการต่อเกาหลีเหนือได้จากการที่ประเทศสมาชิกบางส่วนคัดค้าน

ญี่ปุ่นยินดีต่อการที่ EU ยกเลิกมาตรการจำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหาร

นายฮายาชิ โยชิมาซะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น แถลงเมื่อ 13 ก.ค.66 ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยินดีต่อการที่สหภาพยุโรป (European Union-EU) ประกาศจะยกเลิกมาตรการจำกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากญี่ปุ่น ซึ่ง EU บังคับใช้หลังเหตุการณ์อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ 1 (Fukushima Daiichi Nuclear Power Station-FDNPS) เมื่อปี 2554 และรัฐบาลญี่ปุ่นเรียกร้องให้ EU ยกเลิกมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยกเลิกมาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูพื้นที่ของญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น (Great East Japan Earthquake) เมื่อปี 2554

ญี่ปุ่นเรียกร้องให้คู่พิพาทกรณีทะเลจีนใต้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

  นายฮายาชิ โยชิมาซะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น แถลงเมื่อ 12 ก.ค.66 ว่า ญี่ปุ่นคัดค้านการอ้างอำนาจอธิปไตยในทะเลจีนใต้ที่ขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea-UNCLOS) รวมทั้งความพยายามกระทำการเพียงฝ่ายเดียวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม (Status quo) พร้อมแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบันในทะเลจีนใต้ และย้ำว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2559 กรณีพิพาททะเลจีนใต้ เป็นที่สิ้นสุดและมีผลผูกพันต่อจีนและฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคู่พิพาท ภายใต้บทบัญญัติแห่ง UNCLOS ซึ่งญี่ปุ่นคาดหวังให้คู่พิพาททั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ญี่ปุ่นชื่นชมฟิลิปปินส์ที่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ตำหนิจีนที่แสดงท่าทีไม่ยอมรับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งขัดต่อหลักการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และบั่นทอนหลักนิติธรรมซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของประชาคมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นให้คำมั่นจะร่วมมือกับอาเซียนและประเทศที่เกี่ยวข้องต่อไปเพื่อรักษาและส่งเสริมการสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่เสรีและเปิดกว้างบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม

ที่ประชุม AMM ครั้งที่ 56 เน้นย้ำความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน

กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย รายงานเมื่อ 11 ก.ค.66 อ้างถ้อยแถลงของนางเร็ตโน มัรซูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน (Foreign Ministers’ Meeting-AMM) ครั้งที่ 56 ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ย้ำความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกภายใต้กรอบความร่วมมือพหุภาคีกลุ่มเล็ก (Minilateralism) โดยที่ประชุมได้หารือการเข้าร่วมสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-TAC) ของเซอร์เบีย ขณะที่อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียน เน้นย้ำการบรรลุวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี 2568 ผ่านปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ฉบับที่ 4 (ASEAN Concord IV) โดยจะหารือในรายละเอียด และให้การรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 43 นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องการเสริมสร้างความร่วมกับภายนอก เช่น Pacific Island Forum (PIF) และสมาคมแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim association-IORA)…

กระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยแพร่กำหนดการซ้อมปฏิบัติการ Han Kuang ครั้งที่ 39 ระหว่าง 24-29 ก.ค.66

กระทรวงกลาโหมไต้หวัน แถลงเมื่อ 11 ก.ค.66 เผยแพร่กำหนดและรูปแบบการฝึกซ้อมปฏิบัติการ Han Kuang ครั้งที่ 39 ระหว่าง 24-29 ก.ค.66 ว่าการฝึกซ้อมครั้งนี้จะให้ความสำคัญกับการป้องกันอธิปไตยของไต้หวัน และการเพิ่มขีดความสามารถ รวมถึงประสานงานระหว่างกำลังพลเหล่าต่าง ๆ กับกำลังพลสำรองของไต้หวัน โดยใน 25 ก.ค.66 จะจำลองสถานการณ์ไต้หวันถูกจีนรุกราน ซึ่งจะมีการเคลื่อนกองกำลังของกองทัพเรือและกองทัพอากาศไปยังฐานทัพอากาศเจียซานใน จ.ฮัวเหลียน ต่อด้วยการจำลองสถานการณ์ทหารพลร่มของจีนยึดท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน และ ใน 27 ก.ค.66 จะซ้อมปฏิบัติการต่อต้านการยกพลขึ้นบก ที่บริเวณปากแม่น้ำ Tamsui พื้นที่เขต Bali รวมถึงท่าเรือเขต New Taipei ทั้งนี้ ในการซ้อมปฏิบัติการทางบกและการต่อต้านการยกพลขึ้นบก จะมีการเก็บข้อมูลจากการฝึกซ้อมและนำไปประมวลผลโดยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างเป็นแบบจำลองและพัฒนาการฝึกซ้อมต่อไป ขณะที่การฝึกซ้อมปฏิบัติการทางทะเล จะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการร่วมระหว่างกองเรือต่าง ๆ เพื่อรักษาเส้นทางเดินเรือจากการปิดล้อมของฝ่ายตรงข้าม

AMRO ประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน+3 ปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ 4.6

เว็บไซต์ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office-AMRO) เผยแพร่รายงานประเมินเศรษฐกิจประจำไตรมาสฉบับล่าสุดเมื่อ 11 ก.ค.66 ว่า AMRO คาดการณ์เศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน+3 จะขยายตัวร้อยละ 4.6 ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ร้อยละ 3.2 แม้ว่าการค้าโลกที่อ่อนแอต่อเนื่องจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ในปี 2566 ปรับลดเล็กน้อยจากการประเมินเมื่อ เม.ย.66 ที่ร้อยละ 4.9 แต่จะได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีของกลุ่มประเทศบวกสาม (จีนรวมฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น) AMRO ยังปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อของภูมิภาค (ไม่รวมลาวและเมียนมา) ในปี 2566 เป็นร้อยละ 3 จากเดิมที่ร้อยละ 3.4 ขณะที่การคาดการณ์เศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2567 จะหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.5 เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเหลือร้อยละ 2.4

มาเลเซียส่งสัญญาณจะรื้อฟื้นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์

  สำนักข่าว The Star รายงานเมื่อ 11 ก.ค.66 ว่า บริษัท MyHSR Corporation (MyHSR Corp) รัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการคลังมาเลเซีย เตรียมออกหนังสือขอข้อมูลเพิ่มเติมแก่ภาคเอกชน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ที่สนใจจะยื่นข้อเสนอดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง กัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ (KL-SG HSR) ภายใน ก.ค.66 เพื่อประเมินความพร้อมและศักยภาพของภาคเอกชน ในการรองรับการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูง KL-SG เป็นเส้นทางแรกของมาเลเซีย ซึ่งจะสอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับการคมนาคมระหว่างเมือง ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ผ่านโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับเมืองรอง (Second-tier) และเมืองรองระดับ 3 (Third-tier) ทั้งนี้ มาเลเซียและสิงคโปร์เคยมีแผนจะก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง KL-SG เมื่อปี 2556 แต่มาเลเซียประสบปัญหาการคลังจึงเป็นฝ่ายขอยกเลิกโครงการเมื่อปี 2564 และต่อมาเปลี่ยนมาเสนอแผนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกัวลาลัมเปอร์-กรุงเทพฯ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนจนปัจจุบัน

จีนระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อหมูจากบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา และโครเอเชีย

สำนักข่าว Global times รายงานอ้างกรมศุลกากรและกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทของจีนเมื่อ 10 ก.ค.66 ที่ประกาศระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูที่ผลิตในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา และโครเอเชีย หลังรายงานขององค์กรโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศระบุว่า พบการแพร่ระบาดของไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ประเทศดังกล่าวห้วง 21-23 และ 27 มิ.ย.66 ตามลำดับ โดยระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อหมู หมูป่า และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ย้อนหลังไปถึง 6 ก.ค.66

ECOSOC จัดการประชุมการเมืองระดับสูงด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (Economic and Social Council-ECOSOC) จัดการประชุมการเมืองระดับสูงเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน (High-Level Political Forum on Sustainable Development-HLPF) ระหว่าง 10-19 ก.ค.66 ที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ประชาสังคม และภาคเอกชนจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม จุดประสงค์เพื่อติดตามและทบทวนการดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2573 (2030 Agenda) รวมทั้งเร่งขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ที่หยุดชะงักภายหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นน้ำสะอาดและสุขอนามัย (SDG 6) พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ (SDG 7) อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (SDG 9) เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (SDG 11) และความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย (SDG 17) ซึ่งการประชุม HLPF ในครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี 2566 (2023…