ผู้นำเกาหลีใต้เรียกร้องให้เคารพอำนาจอธิปไตยของยูเครนและแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติ

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 22 ก.พ.65 ว่า ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้ ระบุในที่ประชุมสภาความมั่นคง (National Security Council-NSC)ของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมแก้ไขสถานการณ์ในยูเครนอย่างสันติ พร้อมเคารพอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีใต้กังวลว่า สถานการณ์ในยูเครนอาจยืดเยื้อ และการขู่คว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ เฉพาะอย่างยิ่งต่อภาคพลังงาน ภาคนำเข้าวัตถุดิบสำคัญและธัญพืช และตลาดการเงินระหว่างประเทศ แม้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีใต้กับยูเครนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งผู้นำเกาหลีใต้สั่งการให้รับมือวิกฤติในยูเครน โดยเตรียมมาตรการคุ้มครองเศรษฐกิจเกาหลีใต้อย่างเร่งด่วน และการรับรองความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในยูเครนจำนวน 63 คน (ไม่รวมเจ้าหน้าที่การทูตและผู้พำนักในไครเมีย)

สหรัฐฯ ประณามรัสเซียกรณีรับรองเอกราชในภูมิภาคดอนบาส

เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่ถ้อยแถลงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 21 ก.พ.65 ระบุว่า สหรัฐฯ ประณามการตัดสินใจของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่ยอมรับสถานะของเขตปกครองตนเองโดเนตสค์ (Donetsk People’s Republic-DPR) และเขตปกครองตนเองลูฮานสค์ (Luhansk People’s Republic-LPR) ในภูมิภาคดอนบาสเป็นรัฐอิสระ ซึ่งแสดงถึงการปฏิเสธพันธกรณีของรัสเซียภายใต้ข้อตกลงมินส์ก (Minsk Agreements) และขัดต่อพันธกรณีทางการทูตของรัสเซีย ตลอดจนละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครนอย่างชัดเจน ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่เคารพต่อบรรทัดฐานและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนจะลงนามคำสั่งผู้บริหาร (Executive Order) ซึ่งจะห้ามชาวอเมริกันเข้าไปลงทุนใหม่ ค้าขาย และสนับสนุนเงินทุนทั้งหมดกับ DPR และ LPR โดยสหรัฐฯ จะประสานงานกับยูเครนและพันธมิตรเพื่อดำเนินการที่เหมาะสมต่อการกระทำของรัสเซีย ทั้งนี้ สหรัฐฯ จะยังคงสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ตลอดจนรัฐบาลและชาวยูเครนต่อไป

NATO จะเพิ่มกองกำลังในยุโรปตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้

เว็บไซต์ www.nato.int ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization-NATO) เผยแพร่แถลงการณ์ของที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศภาคี NATO เมื่อ 16 ก.พ.65 เห็นชอบให้ NATO ประจำกองกำลังทางทหารบริเวณยุโรปตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางทหารของ NATO และป้องกันภัยคุกคามจากรัสเซีย โดยคาดว่าฝรั่งเศสจะรับบทบาทนำในการเสริมกำลังทหารในโรมาเนีย นอกจากนี้ NATO ยังเรียกร้องให้รัสเซียกลับสู่การเจรจาเพื่อหาทางออกและถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่เสี่ยงปะทะ ทั้งนี้ NATO ยืนยันจะไม่ถอนทหารและยุทโธปกรณ์ออกจากยุโรปตะวันออก และยูเครนยังมีสิทธิเข้าเป็นสมาชิก NATO

รัฐบาลลาวอนุมัติโครงการเหมืองทองในพื้นที่แขวงเชียงขวาง

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์ รายงานเมื่อ 15 ก.พ.65 ว่า นางคำจัน วงแสนบุน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแผนการและการลงทุนลาว ผู้แทนรัฐบาลลาว และผู้แทนบริษัทนิกสัน พัฒนาบ่อแร่ (เอกชนลาว) ร่วมลงนามข้อตกลงขุดค้น ปรุงแต่ง และส่งออกแร่ทอง ในแขวงเชียงขวาง โดยเหมืองดังกล่าวมีพื้นที่ 18.28 ตารางกิโลเมตร ระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี ซึ่งบริษัทฯ จะลงทุนประมาณ 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการขุดค้นและสร้างโรงงานมาตรฐานสากล อีกทั้งบริษัทฯ ได้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมล่วงหน้าให้รัฐบาลลาว 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมอบเงิน 24,000 ล้านกีบ เพื่อก่อสร้างถนนระยะทาง 48 กิโลเมตร เชื่อมเมืองคำ แขวงเชียงขวาง กับเมืองเฮี้ยม แขวงหัวพัน ทั้งนี้ โครงการเหมืองทองจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับรัฐบาล และสร้างงานให้กับคนท้องถิ่น

ยูเครนเรียกร้องให้จัดประชุม OSCE ฉุกเฉินเกี่ยวกับการเสริมกำลังทหารรัสเซียตามแนวชายแดนยูเครน

เว็บไซต์ Ukrinform.net และสำนักข่าว Tass รายงานเมื่อ 13 ก.พ.65 อ้างทวิตเตอร์ของนายดมีโตร คูเลบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ระบุว่า ยูเครนเรียกร้องให้องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organization for Security and Cooperation in Europe-OSCE) จัดประชุมฉุกเฉิน หลังจากรัสเซียเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของยูเครนภายใต้ Vienna Document 2011 ให้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในเรื่องความโปร่งใสทางทหารเพื่อลดความตึงเครียด มาตรการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคง ที่เสนอขอเจรจากับรัสเซียไปเมื่อ 11 ก.พ.65 และขอคำตอบจากรัสเซียภายใน 48 ชั่วโมง ให้ระบุพื้นที่แน่นอนของกิจกรรมทางทหาร วันที่เสร็จสิ้น รหัสการฝึกซ้อม การบังคับบัญชา จำนวน รูปแบบการทหาร ประเภทของอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารที่เกี่ยวข้อง

ราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นบาร์เรลละ 93 ดอลลาร์สหรัฐเพราะวิตกกับการขาดแคลนน้ำมัน

S&P Global Platts บริษัทของสหราชอาณาจักรที่ให้ข้อมูลด้านพลังงานชั้นนำของโลกรายงานเมื่อ 7 ก.พ.65 ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง 7 สัปดาห์ติดต่อกัน อยู่ที่ระดับบาร์เรลละ 92-93.52 ดอลลาร์สหรัฐ (ณ 7 ก.พ.65) และสูงสุดในรอบ 7 ปี เพราะทั่วโลกยังกังวลว่า อุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกจะขาดแคลน เนื่องจากความต้องการน้ำมันดิบโลก เฉพาะอย่างยิ่งภาคการขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แต่ผู้ผลิตน้ำมันอาจผลิตน้ำมันดิบไม่ทันความต้องการ เช่น สหรัฐฯ ที่ความต้องการน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี แต่อุปทานน้ำมันดิบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ เม.ย.63 ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันยังประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงถึงระดับบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ เหมือนเมื่อ 9 ก.ย.57 ส่วนกรณีที่อิหร่านอาจส่งออกน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลกเพิ่มเติมเพื่อช่วยเพิ่มอุปทานและฉุดให้ราคาน้ำมันดิบปรับลงยังคงไม่แน่นอน เพราะอิหร่านและสหรัฐฯ ต้องใช้เวลาเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์หลายเดือน ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากกรณีสหรัฐฯ อาจคว่ำบาตรรัสเซียกรณียูเครน ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันดิบโลก ยังคงไม่แน่นอนเช่นกัน เพราะขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย

ออสเตรเลียอนุมัติให้นำค่าใช้จ่ายการตรวจ COVID-19 ไปใช้ลดหย่อนภาษี

นาย Josh Frydenberg รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 7 ก.พ.65 ว่า รัฐบาลออสเตรเลียประกาศให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ไปใช้ลดหย่อนภาษี สำหรับประเภทบุคคลธรรมดาจะได้รับเงินคืนเฉลี่ยตามอัตราภาษีที่จ่าย มีผลกับการใช้จ่ายในปีงบประมาณ 2564-2565 สำหรับภาคธุรกิจค่าตรวจเชื้อ COVID-19 ทั้งหมดจะได้รับการยกเว้นจากภาษีผลประโยชน์พิเศษ (Fringe Benefit Tax-FBT) มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ก.ค.64 โดยครอบคลุมการตรวจทั้งรูปแบบ RT-PCR และ ATK อย่างไรก็ดี ต้องเป็นการตรวจเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเท่านั้น และต้องมีหลักฐานยืนยัน

เมียนมาศึกษาแผนการใช้สกุลเงินดิจิทัล

สำนักข่าวมิซซิมา รายงานเมื่อ 6 ก.พ.65 ว่า รัฐบาลเมียนมามีแผนจะใช้สกุลเงินดิจิทัลภายในปี 2565 เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินภายในประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรูปแบบยังไม่แน่ชัดว่าจะดำเนินงานโดยรัฐบาลหรือร่วมทุนกับบริษัทเอกชนท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นและศึกษาข้อดีข้อเสียของกรณีดังกล่าว ขณะที่นาย Kim Edward นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกประจำเมียนมา เห็นว่า เมียนมายังไม่น่าจะพร้อมสำหรับการดำเนินงานดังกล่าว เนื่องจากการใช้สกุลเงินดิจิทัลต้องมีกฎระเบียบที่รัดกุมและการบริหารภาครัฐต้องเข้มแข็ง  อนึ่ง แผนการของรัฐบาลเมียนมามีขึ้นหลังจากรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government-NUG) รับรองการใช้คริปโตเคอร์เรนซีสกุล Tether (USDT)

องค์กรสิทธิมนุษยชนมาเลเซียเรียกร้องให้รัฐบาลเป็นกระบอกเสียงแก้ไขปัญหาเมียนมาในอาเซียน

หนังสือพิมพ์นิวสเตรทไทมส์ ของมาเลเซีย รายงานเมื่อ 2 ก.พ.65 อ้างถ้อยแถลงของตัน ศรี ซัยยิด ฮามิด อัลบาร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย และประธานองค์กรพัฒนาสังคมด้านสิทธิมนุษยชน Malaysian Advisory Group on Myanmar ในมาเลเซีย ระบุว่า การแก้ไขปัญหาในเมียนมาตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ไม่มีความคืบหน้า และกลไกติดตามการดำเนินการดังกล่าวไม่เข้มแข็ง การตอบสนองในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศก็ยังไม่เพียงพอ และขาดการร่วมมือกัน องค์กรฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียเป็นกระบอกเสียงในอาเซียนและร่วมมือกับประเทศที่เห็นพ้องกันในการบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนเมียนมา และให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาได้รับอนุญาตทำงานในมาเลเซีย รวมทั้งเรียกร้องให้อาเซียนใช้ความเด็ดขาดในการแก้ไขวิกฤตในเมียนมา

GDP ของจีนในปี 2564 มีมูลค่ามากกว่ายุโรปเป็นครั้งแรก

หนังสือพิมพ์ Global Times รายงานเมื่อ 2 ก.พ.65 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product-GDP) ของจีนที่ขยายตัวร้อยละ 8.1 เมื่อปี 2564 มีมูลค่า 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่า GDP ของ 27 ประเทศในยุโรปรวมกันที่มีมูลค่าประมาณ 15.73 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ายุโรปเป็นครั้งแรกและเร็วกว่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( International Monetary Fund-IMF) คาดการณ์ไว้เมื่อ ต.ค.64 ว่า จีนจะมี GDP ใหญ่กว่ายุโรปในปี 2565 โดย GDP ของยุโรปห้วงไตรมาสแรกของปี 2564 ใหญ่กว่าจีน แต่จีนสามารถกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านยานพาหนะพลังงานใหม่ และปัญญาประดิษฐ์ แม้เผชิญการระบาดของ COVID-19 จนเอาชนะยุโรปได้ในช่วงหลัง อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเรื่องรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร จีนยังเป็นรองยุโรปและสหรัฐฯ โดยรายได้ต่อหัวของประชากรจีนอยู่ที่ 12,551 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวต่อปีเมื่อปี 2564 ใกล้เคียงกับระดับประเทศที่มีรายได้สูงตามเกณฑ์ของธนาคารโลก…