หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ เฝ้าระวังภัยคุกคามห้วงครบรอบเหตุการณ์บุกรุกอาคารรัฐสภา

หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อ 3 ม.ค.65 ว่า หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งตำรวจ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยกระดับการเฝ้าระวังภัยคุกคามในห้วงครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์บุกรุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ วอชิงตัน ดี.ซี.ใน 6 ม.ค.65 โดยเน้นการติดตามและสืบสวนความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่นิยมแนวคิดหัวรุนแรงในสื่อออนไลน์ รวมทั้งเฝ้าระวังบุคคลที่มีแนวคิดเกลียดชังรัฐบาลและสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ  ที่ผ่านมา หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้นเกี่ยวกับผู้ที่มีแนวคิดหัวรุนแรงสุดโต่งในประเทศ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรง รวมทั้งการขู่ทำร้ายสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานหรือสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดเหตุรุนแรง อย่างไรก็ดี หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ คาดว่ากลุ่มหัวรุนแรงจะแสวงประโยชน์ในห้วงนี้ก่อเหตุเพื่อแสดงออกว่าต่อต้านรัฐบาล และคัดค้านผลการเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ เมื่อปี 2563 ซึ่งเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ได้รับความสนใจจากชาวอเมริกัน

หัวหน้าคณะรัฐบาลตอลิบันพบหารือกับคณะผู้แทนจาก UAE

สำนักข่าวTolo News รายงานเมื่อ 29 ธ.ค.64 ว่า นาย Mullah Mohammad Hassan Akhund รักษาการนายกรัฐมนตรีพบหารือกับนาย Ali Mohammad bin Hammad Al Shamsi รัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านศุลกากรและการรักษาความปลอดภัยท่าเรือและสนามบินของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (United Arab Emirates-UAE) เกี่ยวกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการค้า ซึ่งนาย Shamsi ระบุว่า UAE พร้อมลงทุนด้านการขนส่งและพลังงานในอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ UAE ยังสนใจร่วมลงทุนเพื่อบริหาร จัดการสนามบินในอัฟกานิสถานร่วมกับบริษัทจากกาตาร์และตุรกีด้วย

กลุ่มติดอาวุธและกลุ่มก่อการร้ายในเฮติพยายามลอบสังหารนายกรัฐมนตรีเฮติ

ทำเนียบประธานาธิบดีเฮติแถลงเมื่อ  3 ม.ค.65 ว่า กลุ่มติดอาวุธและกลุ่มก่อการร้ายไม่ทราบชื่อพยายามลอบยิงนายแอเรียล  เฮนรี นายกรัฐมนตรีเฮติ ระหว่างเข้าร่วมพิธีทางศาสนาในโบสถ์ ที่เมือง Gonaïves ของเฮติ เมื่อ 1 ม.ค.65  โดยนายเฮนรีปลอดภัยจากการลอบสังหาร  ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 1 รายและบาดเจ็บสองรายจากเหตุยิงปะทะระหว่างมือปืนที่ก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ด้านทางการเฮติกำลังสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวและออกหมายจับผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้อง

เกาหลีใต้ยืนยันสนับสนุนผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือในการตั้งถิ่นฐานในเกาหลีใต้

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 4 ม.ค.65 อ้างกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ว่า กรณีชายอายุประมาณ 30-39 ปี ข้ามพรมแดนทางตะวันออกจากเกาหลีใต้ไปเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเข้มงวดทางทหาร เมื่อช่วงค่ำของ 1 ม.ค.65 เป็นผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือที่ลี้ภัยมาเกาหลีใต้ผ่านเส้นทางเดียวกันเมื่อ พ.ย.63 บุคคลดังกล่าวประกอบอาชีพภารโรงระหว่างอาศัยในเกาหลีใต้ อย่างไรก็ดี การตัดสินใจกลับเกาหลีเหนือมีหลายปัจจัยซับซ้อน อาทิ การต้องการอยู่กับครอบครัว หรือปัญหาทางเศรษฐกิจและจิตวิทยา โดยกระทรวงฯ ยืนยันการสนับสนุนความปลอดภัย ที่พักอาศัย สิทธิ์การเข้าถึงการรักษา การจ้างงานและความเป็นอยู่อย่างครอบคลุมแก่ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือทุกคนตาม กฎหมายคุ้มครองและสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานของผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือ (North Korean Refugees Protection and Settlement Support Act) ทั้งนี้ ข้อมูลของรัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือในเกาหลีใต้อย่างน้อย 30 คน เดินทางกลับเกาหลีเหนือห้วงปี 2554-2564 และมีจำนวนผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือที่อาศัยในเกาหลีใต้ 33,752 คน เมื่อปี 2563

ผู้นำสหรัฐฯ เร่งแก้ไขปัญหาราคาเนื้อสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาห่วงโซ่การผลิต

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อ 3 ม.ค.65 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน หารือกับผู้ประกอบการและผู้ผลิตเนื้อสัตว์ในสหรัฐฯ แบบออนไลน์  เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากปัญหาห่วงโซ่การผลิต ขาดแคลนแรงงาน และไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้  ผู้นำสหรัฐฯ จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งจะครอบคลุมการฟื้นฟูระบบขนส่งสินค้าและการขนส่งสาธารณะภายในประเทศ และควบคุมกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์ ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ผลิตรายย่อย และเอื้อประโยชน์กับเกษตรกรอเมริกันมากขึ้น ซึ่งท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ เช่น  American Farm Bureau Federation และ National Farmers Union

สหรัฐฯ มีถ้อยแถลงสนับสนุนชาวเมียนมาเนื่องในโอกาสวันประกาศเอกราช

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 3 ม.ค.65 เกี่ยวกับถ้อยแถลงของนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เนื่องในโอกาสวันครบรอบวันชาติของเมียนมา (4 ม.ค.65) ซึ่งเป็นวันประกาศเอกราชของเมียนมาจากอังกฤษ โดยนายบลิงเคนระบุว่า สหรัฐฯ สนับสนุนชาวเมียนมาที่กำลังเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราช และจะสนับสนุนชาวเมียนมาที่ต้องการกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย ส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติตามหลักกฎหมาย พร้อมกันนี้ นายบลิงเคนเรียกร้องให้รัฐบาลทหารยุติการใช้มาตรการรุนแรงต่อประชาชน รวมทั้งปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวอย่างไม่ยุติธรรม และคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ อยู่เคียงข้างชาวเมียนมาที่ต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ประธานาธิบดีไต้หวันกล่าวปราศรัยในวาระวันขึ้นปีใหม่ที่มุ่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน

สำนักข่าว Taiwan News รายงานเมื่อ 1 ม.ค.65 ว่า ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินของไต้หวันกล่าวปราศรัยในวาระวันขึ้นปีใหม่ โดยให้ความสำคัญกับ 4 เป้าหมายหลักในการบริหารงานปี 2565 ได้แก่ 1) ส่งเสริมสถานะของไต้หวันในระดับโลก 2) รักษาระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ 3) ส่งเสริมระบบประกันสังคม และ 4) ปกป้องอธิปไตยของไต้หวัน นอกจากนี้ ทางการไต้หวันจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ ผ่านนโยบายต่างๆ เช่น นโยบายมุ่งใต้ใหม่  (New South Bound) การเจรจาระหว่างไต้หวัน-สหรัฐฯ การเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Trans-Pacific Partnership–CPTPP) และการกระชับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป รวมทั้งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การแก้ไขภาวะเงินเฟ้อและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น และส่งเสริมการเคหะและสวัสดิการสังคมอื่นๆ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไช่ยังระบุข้อห่วงกังวลต่อการที่จีนแทรกแซงการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติฮ่องกง และการจับกุมสื่อมวลชนที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกของฮ่องกง และย้ำเตือนจีนว่าการเคลื่อนไหวทางทหารไม่ใช่วิธีการแก้ไขความขัดแย้ง ในช่องแคบไต้หวันและควรส่งเสริมการแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ

จีนเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานากัวอีกครั้งหลังจากนิการากัวยุติความสัมพันธ์กับไต้หวัน

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อ 1 ม.ค.65 ว่า จีนเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานากัว อย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังนิการากัวสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนเมื่อ 10 ธ.ค.64 โดยมีผู้แทนทั้งสองประเทศเข้าร่วมพิธีเปิด โดยจีนระบุว่า ยินดีรับนิการากัวเข้าร่วมโครงการพัฒนาในกรอบความริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative-BRI) กับทั้งพร้อมทำงานร่วมกับนิการากัวและประเทศในละตินอเมริกาเพื่อสร้างความสัมพันธ์บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิการากัว กล่าวขอบคุณผู้นำ รัฐบาล และประชาชนจีน และว่าการกลับมาสานสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั้งสองฝ่ายอย่างท่วมท้น ทั้งนี้ จีนเคยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับนิการากัวเมื่อปี 2528 และตัดความสัมพันธ์เมื่อปี 2533 จากการที่นิการากัวเปลี่ยนไปสถาปนาความสัมพันธ์กับไต้หวัน

สหรัฐฯ อยู่ระหว่างทบทวนนโยบายการค้ากับจีน

สำนักข่าววอลสตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อ 31 ธ.ค.64 ว่า สหรัฐฯ อยู่ระหว่างทบทวนนโยบายการค้ากับจีน เนื่องจากพิจารณาว่า จีนไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มได้ตามจำนวนและในะระยะเวลาที่กำหนดในข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 (phase one) ทั้งนี้ นักธุรกิจและผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ติดตามนโยบายของรัฐบาลต่อการทำสงครามการค้ากับจีนอย่างใกล้ชิด ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนมากคาดว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ขยายสงครามการค้ากับจีน แต่ก็จะไม่ยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากจีน ขณะที่โฆษกสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (The Office of the United States Trade Representative-USTR) ระบุว่าสหรัฐฯ หารือกับจีนประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าจีนต้องปฏิบัติตามคำมั่นตามข้อตกลงระยะที่ 1 ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ชี้แจงว่า จีนไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งทำให้จีนยังคงได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ

ผู้นำสหรัฐฯ จะหารือกับผู้นำยูเครนประเด็นรัสเซีย

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่ข่าวสารเมื่อ 1 ม.ค.65 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน กำหนดหารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดียูเครนใน 2 ม.ค.65 เกี่ยวกับแนวทางการลดระดับความตึงเครียดระหว่างยูเครนและรัสเซีย และเพื่อย้ำให้ผู้นำยูเครนเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ พร้อมมีมาตรการลงโทษรัสเซียหากใช้กำลังทหารรุกรานยูเครน และสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับอธิปไตยของยูเครน ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวจะมีขึ้นหลังจากผู้นำสหรัฐฯ หารือกับผู้นำรัสเซียเมื่อ 30 ธ.ค.64 และเห็นพ้องที่จะให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงหารือกันอีกอย่างน้อย 3 ครั้งในห้วง ม.ค.65