สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนร้อยละ 104

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ  8 เมษายน 2568 ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติม เพื่อตอบโต้ที่จีนจะใช้มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 34 ทำให้ปัจจุบัน สินค้าจีนที่จะนำเข้าไปยังสหรัฐฯ ต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าสูงสุดถึงร้อยละ 104 มาตรการนี้จะเริ่มต้นทันทีใน 9 เมษายน 2568 ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจการตัดสินใจของจีน ที่ไม่เข้าไปเจรจาทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ตามแผน และไม่ยอมยกเลิกการขึ้นภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ ด้านจีนระบุว่าคัดค้านการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และวิจารณ์ว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด เหตุการณ์ตอบโต้ด้วยอัตราภาษีนำเข้านี้ทำให้ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ผันผวนและตกต่ำ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเดินหน้าการขึ้นภาษีต่อจีน เพราะไม่พอใจท่าทีของจีนอย่างมาก ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าสำคัญใหญ่อันดับ 2 ของสหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 439,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2567

ทบ.มาเลเซียสนับสนุนโดรนสำหรับภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย

พลเอก ดาโต๊ะ Muhammad Hafizuddeain Jantan ผบ.ทบ.มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 7 เม.ย.68 ว่า ทบ.มาเลเซียจะสนับสนุนอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) สำหรับภารกิจลาดตระเวนชายแดนไทย-มาเลเซียต่อไป เน้นพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึงเพื่อสกัดกั้นขบวนการขนย้ายสิ่งผิดกฎหมายข้ามแดน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่รัฐอุดหนุนราคา ภาพรวมการรักษาความมั่นคงชายแดนไทย-มาเลเซียอยู่ในระดับควบคุมได้ กลุ่มขบวนการฯ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการลาดตระเวน และการก่อเหตุระเบิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยยังไม่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งมาเลเซีย โดย ทบ.มาเลเซียวางกำลังพล 318 นาย ประจำจุดทั้งหมด 11 จุดตามแนวแม่น้ำโก-ลก

จีนประกาศตอบโต้อย่างเต็มรูปแบบ หากสหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้า

สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 8 เม.ย. 68 ว่า พณ.จีน ประกาศจะใช้มาตรการตอบโต้โดยเด็ดขาดหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติมอีกร้อยละ 50 และว่า การดำเนินมาตรการภาษีตอบโต้ศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อจีนเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล และเป็นการกลั่นแกล้งแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมาตรการโต้กลับที่จีนใช้เป็นการกระทำที่ชอบธรรมเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนา ตลอดจนรักษาระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยจีนจะต่อสู้จนถึงที่สุดหากสหรัฐฯ ยังพยายามไปในเส้นทางที่ผิด

รัฐบาลเกาหลีใต้กำหนดวันเลือกตั้งประธานาธิบดีใน 3 มิ.ย.68

นสพ.โคเรียเฮรัลด์ของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 8 เม.ย.68 ว่า นายฮัน ด็อก-ซู นรม. และรักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พร้อมทั้งที่ประชุม ครม.เห็นชอบกำหนดวันเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ครั้งที่ 21 ใน 3 มิ.ย.68 และให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากต้องจัดการเลือกตั้งฯ ภายใน 60 วัน หลังจากประธานาธิบดียุน ซ็อก ย็อล ของเกาหลีใต้ ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งเมื่อ 4 เม.ย.68 ด้าน กกต.ประกาศวันเลือกตั้งและห้วงเวลาดำเนินการ โดยให้ผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งยื่นใบสมัครระหว่าง 10-11 พ.ค.68 และรณรงค์หาเสียงระหว่าง 12 พ.ค.-2 มิ.ย.68 ส่วนผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีจะเข้ารับตำแหน่งใน 4 มิ.ย.68 หลังประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

ผู้นำญี่ปุ่น-สหรัฐฯ หารือทางโทรศัพท์เกี่ยวกับมาตรการขึ้นภาษีตอบโต้

นายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น หารือทางโทรศัพท์กับ นายโดนัลด์ทรัมป์ เมื่อ 7 เม.ย.68 ประมาณ 25 นาที โดย นรม.ญี่ปุ่น ได้ยืนยันกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์โดยรวมระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ และร่วมมือกันเพื่อให้ภูมิภาคบรรลุอินโด–แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างต่อไป ในด้านเศรษฐกิจ นรม.ญี่ปุ่นกล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน และได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นมีศักยภาพในการลงทุนลดลง โอกาสนี้ นรม.ญี่ปุ่นเรียกร้องให้สหรัฐฯ พิจารณามาตรการภาษีดังกล่าวอีกครั้ง โดยผู้นำทั้งสองประเทศยืนยันว่าจะยังคงมีการหารืออย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ต่อไป

รัสเซีย จีน และอิหร่าน จะหารือประเด็นนิวเคลียร์ ที่กรุงมอสโก

สนข. Tass รายงานอ้างถ้อยแถลงของโฆษก กต.รัสเซีย เมื่อ 7 เม.ย.68 ว่า ผู้เชี่ยวชาญรัสเซีย จีน และอิหร่าน จะหารือประเด็นนิวเคลียร์ใน 8 เม.ย.68 ที่กรุงมอสโก  ก่อนหน้านี้ เมื่อ 14 มี.ค.68 รมช.กต.รัสเซีย จีน และอิหร่าน ได้หารือประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ที่กรุงปักกิ่ง และเห็นพ้องจะให้ความสำคัญในการเจรจาหาทางออกที่เป็นไปได้และยั่งยืน เพื่อคลายข้อห่วงกังวลของชาติตะวันตกเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่จะคงการเคารพในสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่านที่จะใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติภายใต้พันธกรณีของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation of Nuclear Weapons Treaty)

ผู้นำมาเลเซียเรียกร้องชาติอาเซียนร่วมกันในการรับมือกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

สนข.Awani International รายงานเมื่อ 7 เม.ย.68 ว่า นรม.อันวาร์ อิบราฮิม เสนอให้มาเลเซียและประเทศสมาชิกอาเซียนต้องร่วมมือกันและจัดทำแนวทางหารือกับสหรัฐฯ กรณีประกาศขึ้นภาษีนำเข้า  เฉพาะอย่างยิ่งประเทศในอาเซียน ซึ่งถูกกำแพงภาษีสูงสุดถึงร้อยละ 49 เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีทางออกสำหรับทุกฝ่าย นโยบายดังกล่าวของสหรัฐฯ เป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง เนื่องจากเคยเป็นประเทศที่สนับสนุนการค้าเสรี  แต่ปัจจุบันกลับใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ทั้งนี้ เมื่อ 4 เม.ย.68 นรม.อันวาร์ ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไนดารุสซาลาม และสิงคโปร์ เพื่อหารือถึงปัญหาดังกล่าว และในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่จัดขึ้นใน 10 เม.ย.68 จะมีการหยิบยกเรื่องนี้เพื่อพิจารณาร่วมกัน และหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศสมาชิกทั้งหมด

ประธานาธิบดีทรัมป์หารือทางโทรศัพท์กับผู้นำเวียดนาม

  ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่าน Truth Social เมื่อ 4 เม.ย. 68 ว่า ได้หารือทางโทรทัศน์กับ พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดยเวียดนามได้แจ้งความประสงค์ขอเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในการขอลดภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามให้เหลือร้อยละ 0 ซึ่งประธานาธิบดีทรัทป์ได้ขอบคุณในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ และหวังว่า จะมีโอกาสพบหารือกับ พล.ต.อ.โต เลิม  ทั้งนี้ การหารือทางโทรศัพท์ครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเตรียมใช้มาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เมื่อ 2 เม.ย. 68 กับเวียดนามที่ร้อยละ 46

ไต้หวันเสนอเจรจาภาษี 0% กับสหรัฐฯ พร้อมเพิ่มการลงทุน-นำเข้าอาวุธและสินค้าจากสหรัฐฯ

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 6 เม.ย. 68 ว่า ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน แถลงหลังการประชุมร่วมกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่ทำเนียบประธานาธิบดี ระบุว่า ไต้หวันจะไม่ตอบโต้ต่อสหรัฐฯ กรณีกำหนดอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ร้อยละ 32 สำหรับสินค้านำเข้าจากไต้หวันทุกประเภท แต่จะเสนอการเจรจา โดยเริ่มจากอัตราภาษีร้อยละ 0 พร้อมจะยกเลิกข้อจำกัดทางการค้า และเพิ่มการลงทุนของบริษัทไต้หวันในสหรัฐฯ  โดยนอกเหนือจากบริษัท TSMC ยังจะมีอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลและการสื่อสาร ปิโตรเคมี และก๊าซธรรมชาติ ด้าน ครม.ไต้หวัน กำลังพิจารณาจัดซื้อสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และพลังงานจำนวนมากจากสหรัฐฯ ขณะที่ กห.ไต้หวัน ได้ดำเนินการตามแผนจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ แล้ว

ชาวอเมริกันชุมนุมประท้วงทั่วประเทศเพื่อต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์

นสพ.USAtoday รายงานเมื่อ 5 เม.ย.68 ว่า  ชาวอเมริกันที่ไม่พอใจการบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมตัวชุมนุมประท้วงตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการประท้วงครั้งใหญ่สุดตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัย 2  การนัดหมายประท้วงในสุดสัปดาห์นี้ เริ่มจากกลุ่มชนชั้นรากหญ้าในสังคมอเมริกันหลายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์และนายอีลอน มัสก์ ภายใต้แคมเปญ “Hands Offs” ที่ต้องการให้ยุติการครองอำนาจอย่างไม่ชอบธรรมของประธานาธิบดีทรัมป์ ทั้งนี้ มีผู้ชุมนุมประท้วงรวมตัวกันประมาณแห่งละ 1,000 คน ใน 50 รัฐทั่วประเทศ การชุมนุมใหญ่สุดคงจะเป็นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งจะทำกิจกรรมระหว่าง 12.00 – 15.00 น. ขณะที่โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า  การประท้วงจะไม่บั่นทอนการทำงานของรัฐบาล และประธานาธิบดีทรัมป์พักผ่อนอยู่บ้านพักที่มาร์อาลาโก รัฐฟลอริดาสุดสัปดาห์นี้