พณ.และ กต.จีนยืนยันว่าการจะเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นการค้าเป็นข่าวปลอม

นสพ.South China Morning Post รายงานเมื่อ 24 เม.ย.68 อ้างการแถลงของนาย He Yadong โฆษก พณ.จีน และนาย Guo Jiakun โฆษก กต.จีน ในวันเดียวกันว่า ข่าวสารเรื่องจีนและสหรัฐฯ จะเจรจากันในประเด็นภาษีทางการค้าเป็นข่าวปลอม พณ.จีนระบุว่า หากสหรัฐฯ ต้องการแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าวอย่างแท้จริงก็ควรยกเลิกมาตรการทางภาษีแต่เพียงฝ่ายเดียวทั้งหมดต่อจีน และหาทางออกด้วยการพูดคุยกันแบบเท่าเทียม ด้านนาย Nick Marro นักเศรษฐศาสตร์ด้านเอเชียของ Economist Intelligence Unit ให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อนเพื่อแสดงความจริงใจ และควรเริ่มต้นจากระดับ จนท.ปฏิบัติก่อน

พระคาร์ดินัลชาร์ลส์ โบ แห่งเมียนมา มีสิทธิได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปา

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 25 เม.ย.68 ว่า พระคาร์ดินัลชาร์ลส์ โบ ประมุขคริสตจักรคาทอลิกในเมียนมา และอาร์ชบิชอปแห่งย่างกุ้ง เป็นประธานพิธีสวดภาวนา ณ อาสนวิหารเซนต์แมรีในเมืองย่างกุ้ง เมื่อ 22 เม.ย.68 เพื่อแสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งสิ้นพระชนม์ เมื่อ 21 เม.ย.68 ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่า พระคาร์ดินัลชาร์ลส์ โบ แห่งเมียนมา เป็นหนึ่งพระคาร์ดินัล จำนวน 15 องค์ จากทั่วโลกที่มีสิทธิได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งพระสันตปาปาพระองค์ใหม่ ซึ่งนับเป็นพระคาร์ดินัลพระองค์แรกจากเมียนมาที่ได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งนี้

องค์กร JFM วิจารณ์กรณีอาเซียนเชิญผู้แทนเมียนมาเข้าร่วมการประชุมต่อต้านการก่อการร้าย

องค์กร Justice for Myanmar (JFM) เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 23 เม.ย.68 วิจารณ์กรณีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ร่วมกับอินเดีย ได้เชิญผู้แทนเมียนมาเข้าร่วมการประชุมระดับ รมว.กห.อาเซียน และประเทศคู่เจรจา (ADMM Plus EWG) ว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายครั้งที่ 14 ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย ระหว่าง 19-20 มี.ค.68 โดยมีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม ได้แก่ สมาชิกอาเซียน จีน สหรัฐฯ รัสเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดย JFM มองว่า การเชิญผู้แทนเมียนมาในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัฐบาลเมียนมาที่เพิ่มขึ้น และทำให้ข้อเรียกร้องด้านสันติภาพของมาเลเซียไม่มีความชัดเจน การโจมตีพลเรือนเมียนมายังคงดำเนินอยู่   JFM เรียกร้องให้อาเซียนยุติการปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อสันติภาพ ตลอดจนการเคารพเสียงของชาวเมียนมาเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร และสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย 

สหรัฐฯ ตรวจสอบแหล่งสนับสนุนเงินทุนให้กับมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ

สนข.นิวยอร์กโพสต์ รายงานเมื่อ 23 เม.ย. 68 อ้างคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าด้วยการสั่งการให้มหาวิทยาลัยเปิดเผยแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์ของเงินทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ โดยสั่งการให้ ยธ.สหรัฐฯ ตรวจสอบอย่างเข้มงวด และพร้อมบังคับใช้กฎหมายหากมหาวิทยาลัยไม่ยินยอมที่จะเปิดเผย ตลอดจนรัฐบาลกลางขอสงวนสิทธิในการยึดเงินทุนสนับสนุนที่ให้กับมหาวิทยาลัยเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ  มาตรฐานทางวิชาการ และเปิดเผยให้ชาวอเมริกันรู้ถึงแหล่งที่มาของเงินสนับสนุนที่สถาบันการศึกษาได้รับเงิน เพื่อให้สถาบันการศึกษาปลอดจากการแทรกแซงของต่างชาติที่อาจใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจ สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ ปรากฎรายงานว่า แหล่งเงินทุนจากต่างชาติที่สนับสนุนมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ  ส่วนใหญ่มาจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และจีน

ปากีสถานตอบโต้อินเดียทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ตึงเครียด

รัฐบาลปากีสถานเมื่อ 25 เมษายน 2568 ประกาศมาตรการตอบโต้อินเดียทางการทูต หลังจากอินดียลดระดับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เนื่องจากเหตุการณ์กราดยิงในแคว้นแคชเมียร์ โดยนายกรัฐมนตรีปากีสถานระบุว่าอินเดียไม่มีหลักฐานที่จะกล่าวหาปากีสถานว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ปากีสถานจะตอบโต้ด้วยการสั่งปิด Wagah Border Post หรือจุดข้ามแดนระหว่างปากีสถานและอินเดียที่เป็นพื้นที่สำหรับนักท่องเที่ยว ยกเลิกวีซ่าให้ชาวอินเดีย ขับไล่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมของอินเดียออกจากปากีสถาน และห้ามสายการบินอินเดียเดินทางเข้าน่านฟ้าปากีสถาน รวมทั้งจะยกเลิกการค้าระหว่างกันด้วย

ผู้นำสหรัฐฯ ประณามรัสเซียกรณีโจมตีเมืองหลวงยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 24 เมษายน 2568 ประณามรัสเซียกรณีโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ครั้งล่าสุดด้วยขีปนาวุธ ทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 รายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ประธานาธิบดีทรัมป์เผยแพร่ถ้อยแถลงประณามผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social โดยวิจารณ์ว่าการกระทำของรัสเซียเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ทำให้ทหารจำนวนมากต้องเสียชีวิตในการทำสงครามด้วย สำหรับการโจมตีดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อสหรัฐฯ ที่กำลังผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน เพื่อให้เป็นผลงานการสร้างสันติภาพและยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการทำให้สำเร็จตามที่หาเสียงไว้ นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประณามรัสเซียเป็นการเปลี่ยนท่าที จากที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์หลีกเลี่ยงการประณามรัสเซียโดยตรง จนทำให้นานาชาติกังวลว่าสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซีย

ฟิลิปปินส์เตรียมรับมอบขีปนาวุธ BrahMos ชุดที่ 2 จากอินเดีย

สนข. Reuters รายงานอ้างแถลงการณ์ของ นาย Gilberto Teodoro รมว.กห.ฟิลิปปินส์ เมื่อ 23 เม.ย.68 ว่า เตรียมรับมอบขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง BrahMos ชุดที่ 2 จากทั้งหมด 3 ชุด ที่ทำข้อตกลงซื้อขาย มูลค่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Brahmos Aerospace ของอินเดีย เมื่อปี 2565 หลังจากรับมอบชุดแรก เมื่อห้วง เม.ย.67 ระบบขีปนาวุธดังกล่าว มีพิสัยการยิง 290 กม. (180 ไมล์) สามารถยิงได้จากพื้นดิน ทะเลและเรือดำน้ำ เพื่อเสริมศักยภาพการป้องกันชายฝั่งท่ามกลางความตึงเครียดในทะเลจีนใต้กับจีน ทั้งนี้ นาย Gilberto ยังตอบโต้จีนกรณีจับกุมชาวฟิลิปปินส์ 3 ราย ในข้อหาเป็นสายลับให้หน่วยข่าวกรองฟิลิปปินส์ว่าไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ปลุกปั่นความรู้สึกต่อต้านจีน โดยหากผู้ใดมีความรู้สึกเช่นนั้นก็เป็นผลมาจากการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเอง

ยูเครน EU และสหรัฐฯ จะหารือเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครน-รัสเซีย

สนข. AP รายงานเมื่อ 23 เม.ย.68 ว่า ผู้แทนจากยูเครน สหภาพยุโรป ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และนาย Keith Kellogg ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ จะหารือเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพระหว่างยูเครนกับรัสเซีย รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 30 วัน ที่กรุงลอนดอน ใน 23 เม.ย.68 โดยปรากฎข่าวสารว่า สหรัฐฯ เตรียมเสนอให้ไครเมียเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งยูเครนไม่ยอมรับ  อย่างไรก็ดี ผู้แทนระดับสูงจากยุโรปให้สัมภาษณ์ว่า หากยูเครนต้องการยุติสงครามโดยเร็ว การยอมเสียดินแดนอาจเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุเมื่อ 22 เม.ย. 68 ว่า ยูเครนให้ความสำคัญกับการหารือเพื่อหยุดยิงชั่วคราว 30 วัน มากกว่าการเจรจาเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพ และหวังว่ารัสเซียจะพร้อมหารือกับยูเครน ขณะที่ โฆษกสำนักประธานาธิบดีรัสเซียเห็นว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครนอยู่ในขั้นตอนที่ยาก ต้องใช้เวลา และไม่ควรคาดหวังจะเห็นผลลัพธ์แบบทันที

EU จะไม่แยกตัวทางเศรษฐกิจจากจีน

สนข. Euronews รายงานเมื่อ 22 เม.ย.68 ว่าสหภาพยุโรป (EU) จะไม่แยกตัวทางเศรษฐกิจจากจีน เพื่อแลกกับการทำข้อตกลงทางการค้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยยึดแนวทางลดความเสี่ยงการพึ่งพามากเกินไป (de-risking) แทนการแยกตัว (decouple) อย่างสมบูรณ์กับจีน แม้จะมีรายงานว่าสหรัฐฯ กดดันให้พันธมิตรเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน คณะกรรมาธิการยุโรปย้ำว่าการเจรจาการค้าระหว่าง EU กับสหรัฐฯ และความสัมพันธ์กับจีนนั้นเป็นคนละเรื่องกัน จุดยืนสำคัญของ EU คือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ขณะเดียวกัน นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เสนอให้ใช้แนวทางนโยบายต่างประเทศแบบที่เปิดโอกาสให้ความร่วมมือกับประเทศที่ไม่ได้มีค่านิยมเดียวกันกับยุโรป เช่น จีน ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดระหว่าง EU กับจีนจะจัดขึ้นใน ก.ค.68 ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าอาจมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายขึ้นใหม่ ขณะที่ยุโรปเตือนว่าจะไม่ยอมรับการทุ่มตลาดจากสินค้าราคาถูกของจีนที่ไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯ ได้

จีนเสริมสร้างความร่วมมือกับสหราชอาณาจักร

สนข. Xinhua รายงานเมื่อ 22 เม.ย. 68 ว่า นายหวัง อี้ รมว.กต.จีน หารือทางโทรศัพท์กับนายเดวิด แลมมี รมว.กต.สหราชอาณาจักร โดยระบุว่า จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับสหราชอาณาจักรภายใต้แนวทางยุทธศาสตร์ของผู้นำทั้งสองประเทศ เพื่อแก้ไขอุปสรรค และส่งเสริมความร่วมมือที่มุ่งผลประโยชน์ร่วมกัน โดยจีนจะขยายกรอบการเจรจา อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษา และเศรษฐกิจ รวมทั้งเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูง และการแบ่งปันโอกาสการพัฒนากับทั่วโลก อีกทั้งมุ่งปกป้องสิทธิและประโยชน์อันชอบธรรมของประเทศ ท่ามกลางการดำเนินการฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ทั้งนี้ นายหวังย้ำถึงการยึดมั่นในระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติ (UN) เป็นแกนหลัก และระบบการค้าพหุภาคีร่วมกัน