จีนประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เท่ากับภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 5 เม.ย.68 ว่า จีนประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ ที่กำหนดเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกร้อยละ 34 ตามมาตรการภาษีตอบโต้ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 2 เม.ย.68 โดยจะเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ทุกประเภทอีกร้อยละ 34 เช่นเดียวกัน ซึ่งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจในกรุงปักกิ่งให้ความเห็นว่า การตัดสินใจตอบโต้ทันทีแทนที่จะใช้การเจรจาอาจเป็นสัญญาณว่าจีนเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เคยใช้ในสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยแรก ซึ่งจีนอาจประเมินว่าการเจรจาไม่ได้ประโยชน์ และการที่จีนเป็นประเทศแรกที่ประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ อาจะเป็นสัญญาณว่าสงครามการค้าจะรุนแรงขึ้น โดยอาจมีมาตรการตอบโต้อื่น ๆ อีก เช่น การคว่ำบาตรบริษัทของสหรัฐฯ และการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ

อิหร่านเตือนความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น

ทางการอิหร่านเมื่อ 3 เมษายน 2568 ยกระดับการป้องกันภัยคุกคามจากการโจมตีโดยต่างประเทศ พร้อมกับเตรียมพร้อมตอบโต้หากมีการโจมตีมาตุภูมิอิหร่าน ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อิหร่านให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มฮะมาส กลุ่มฮิซบุลลอฮ์ และกลุ่มฮูษี ตลอดจนเพิ่มการประจำการยุทโธปกรณ์ในภูมิภาค โดยเฉพาะเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิด ซึ่งอิหร่านประเมินว่าเป็นการเตรียมความพร้อมกดดันและโจมตีอิหร่านเพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งเชื่อว่า สหรัฐฯ ต้องการข่มขู่อิหร่านเพื่อกดดันให้ต่ออายุข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์ (JCPOA) และปรับให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ก่อนที่ข้อตกลงดังกล่าวจะหมดอายุในปลายปี 2568 

จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าร้อยละ 34

บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศและทิศทางเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ประเทศคู่ค้าอย่างน้อยร้อยละ 10 เริ่มตั้งแต่ 5 เมษายน 2568 เป็นต้นไป นอกจากกรณีดังกล่าวทำให้ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ผันผวนและตกต่ำต่อเนื่องแล้ว ยังทำให้จีน คู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ออกมาประกาศเมื่อ 5 เมษายน 2568 ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 34 ครอบคลุมสินค้าทุกประเทศ โดยจีนจะเริ่มใช้มาตรการนี้สัปดาห์หน้า เหตุการณ์นี้เป็นมาตรการตอบโต้ที่แรงที่สุดตั้งแต่จีนกับสหรัฐฯ ทำสงครามการค้าระหว่างกัน โดยสหรัฐฯ อ้างว่าจีนมีนโยบานการค้าไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการสหรัฐฯ และกล่าวโทษเมื่อห้วงต้นปี 2568 ว่าจีนไม่แก้ไขปัญหาการค้ายาเสพติด สหรัฐฯ จึงกดดันจีนด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนร้อยละ 10 เมื่อ กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2568

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้เป็นความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ของ ISEAS ประจำปี 2568

สถาบัน ISEAS Yusof-Ishak Institute เผยแพร่รายงานสภาวะของเอเชีย ตอ.ต.  (The State of Southeast Asia) ประจำปี 2568 เมื่อ 3 เม.ย.68 จากการสอบถามความเห็นกลุ่มตัวอย่าง (นักวิชาการ สถาบันคลังสมอง จนท.ภาครัฐ นักธุรกิจ ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ) ในประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จำนวน 2,023 คน ระหว่าง 3 ม.ค.-15 ก.พ.68 พบว่า ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก คือ ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ การหลอกลวงทั่วโลก (Global scam) และผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ ฯ ขณะที่ความท้าทายในภูมิภาคที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการว่างงานและเศรษฐกิจที่ซบเซา และความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ นอกจากนี้ ผู้ตอบร้อยละ 52.3 เลือกที่จะสนับสนุนสหรัฐฯ ในกรณีให้เลือกข้าง ผลการสำรวจยังพบว่า…

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ จะช่วยลดแรงกดดันจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

สนข. Vietnam Plus รายงานเมื่อ 4 เม.ย.68 อ้างศาสตราจารย์ Phar Kim Beng นักวิชาการด้านอาเซียนศึกษาจากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (International Islamic University of Malaysia-IIUM) ว่า มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อสมาชิกอาเซียนที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก แต่กรอบการทำงานของอาเซียน เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของภูมิภาคได้ อีกทั้งแนะนำให้อาเซียนเสริมสร้างความร่วมมือทางการค้าผ่านความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) และความร่วมมือระหว่างประเทศซีกโลกใต้ รวมถึงขยายการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

เวียดนามขอให้สหรัฐฯ ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจนกว่าจะมีการเจรจา

สนข.Vietnam News รายงานเมื่อ 3 เม.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของนายเหวียน ฮง เดียน รมว.อุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ว่า เวียดนามเสียใจและผิดหวังต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามและหลายประเทศ พร้อมกับส่งหนังสือเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชะลอการปรับใช้มาตรการดังกล่าวืจนกว่าจะมีการเจรจาอย่างสร้างสรรค์และหาทางออกที่เหมาะสมต่อทั้งสองฝ่าย โดยกระทรวงฯ ยังเตรียมหารือทางโทรศัพท์ระดับรัฐมนตรีและเจรจาทางเทคนิคกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยเร็วที่สุด ขณะที่นายโห่ ดึ๊ก เฟิ้ก รอง นรม.เวียดนาม กำหนดจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ และคิวบา ระหว่าง 6-14 เม.ย.68

ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปลด จนท.สภาความมั่นคงแห่งชาติ

สนข.นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 3 เม.ย. 68 ว่า ประธานาธาธิปดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด จนท. ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวน 6 คน ออกจากตำแหน่ง เมื่อ 2 เม.ย. 68 แม้นายไมเคิล วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ คัดค้าน การปลดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก น.ส.ลอร่า ลูมเมอร์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมฝ่ายขวาจัด และนักทฤษฎีสมคบคิดสัมภาษณ์ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัว และระบุถึงรายชื่อ จนท. ดังกล่าวว่า เป็นผู้ไม่จงรักภักดีต่อประธานาธิบดีทรัมป์ และตกอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับกรณีบทสนทนาของ จนท. ระดับสูงของสหรัฐฯ ในการโจมตีกลุ่มกบฏฮูษีรั่วไหล  ซึ่งนายวอลซ์ ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบแล้ว

รัฐบาลมาเลเซียจะเจรจาขอลดภาษีจากสหรัฐฯ

 รมว.กระทรวงการลงทุน การค้า ตปท. และอุตสาหกรรมมาเลเซีย เปิดเผย เมื่อ 3 เม.ย.68 ว่า มาเลเซียจะเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญเป็นอันดับ 3 เพื่อขอลดอัตราภาษีลงมาให้เหมาะสมจากที่จะถูกเก็บร้อยละ 24  จะไม่ตอบโต้ทางภาษี โดยมาเลเซียได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันปาล์ม และเครื่องจักร ส่วนสหรัฐฯ ได้ดุลการค้ามาเลเซียในภาคบริการ ขณะเดียวกัน ศูนย์บัญชาการภูมิเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งมี นรม.เป็นประธาน กำลังประเมิน และวางแนวทางลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด มาเลเซียจะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าที่ลงนามกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ และแสวงหาแนวทางปกป้องเทคโนโลยีเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ การบิน อวกาศ และเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ จะขยายการส่งออกไปยังตลาดที่มีการเติบโตสูงและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีอื่น เช่น CPTPP ขณะที่ นาย Wan Ahmad Fayhsal Wan Ahmad Kamal ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของมาเลเซีย เฉพาะอย่างยิ่ง บ.ปิโตรนาส ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ไต้หวันจะช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

สนข.CNA รายงานเมื่อ 3 เม.ย.68 อ้างข้อความของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ภาคธุรกิจไต้หวันที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่กำหนดที่อัตราร้อยละ 32 ตั้งแต่ 9 เม.ย.68 (ยกเว้นสินค้าบางรายการ เช่น ทองแดง เวชภัณฑ์ เซมิคอนดักเตอร์ ผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป สินค้าพลังงาน และแร่ธาตุสำคัญบางชนิด) ขณะเดียวกัน ไต้หวันจะยังคงสื่อสารกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้อย่างไม่เป็นธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณชนโดยเร็วที่สุดเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจ และมาตรการรับมือของไต้หวัน

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ตัดสินถอดถอนประธานาธิบดี

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีคำตัดสินถอดถอนประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอล ของเกาหลีใต้ ใน 4 เมษายน 2568 หลังจากประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอลใช้อำนาจสั่งประกาศกฎอัยการศึกเมื่อ ธันวาคม 2567 เพื่อรับมือกับข่าวลือที่ว่ามีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเคลื่อนไหวเพื่อปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง มีความพยายามแทรกแซงการเมืองภายในจากเกาหลีเหนือ และก่อความไม่สงบในประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนและนักการเมืองในเกาหลีใต้จำนวนมากคัดค้านการประกาศกฎอัยการศึกดังกล่าว เพราะกระทบความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ และมองว่าประธานาธิบดียูนแสวงประโยชน์ทางการเมือง ทำให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกาหลีใต้ลงมติยกเลิกกฎอัยการศึก โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเกาหลีใต้จำนวนมาก หลังจากนั้น ประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอลถูกวิจารณ์เชิงลบมาโดยตลอดว่าใช้วิธีการแบบผู้นำเผด็จการ และเผชิญแรงกดดันทางการเมืองให้ลาออกจากตำแหน่ง