ญี่ปุ่นจะระงับการสนับสนุนงบประมาณแก่คณะทำงานด้านสิทธิสตรีของ UN

นายคิตามูระ โทชิฮิโระ โฆษก กต.ญี่ปุ่นแถลง เมื่อ 29 ม.ค.68 ว่า ญี่ปุ่นจะระงับการสนับสนุนงบประมาณแก่คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (Committee on the Elimination of Discrimination against Women-CEDAW) หลังเผยแพร่รายงานเมื่อ ต.ค.67 เรียกร้องให้ญี่ปุ่นแก้ไขกฎมณเฑียรบาลให้ราชนารีสามารถสืบราชสันตติวงศ์ได้ พร้อมย้ำว่าการกำหนดลำดับชั้นผู้ควรสืบราชสันตติวงศ์มิใช่สิทธิขั้นพื้นฐาน และการจำกัดผู้ควรสืบราชสันตติวงศ์มิใช่การละเมิดสิทธิหรือเลือกปฏิบัติต่อสตรี นอกจากนี้ ยังเรียกร้องต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights-OHCHR) ซึ่งกำกับดูแล CEDAW ไม่ให้นำงบประมาณที่ญี่ปุ่นสนับสนุน OHCHR ไปใช้ในกิจการของ CEDAW และจะระงับการเยือนญี่ปุ่นของคณะกรรมการฯ ที่กำหนดไว้ภายใน มี.ค.68

รมว.กต.สหรัฐฯ สั่งผ่อนผันการระงับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ต่างชาติ

สนข.บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อ 29 ม.ค.68 ว่า นายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ มีคำสั่งคงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ต่างชาติ มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อ 28 ม.ค.68 ประกอบด้วยความช่วยเหลือฉุกเฉินด้านอาหาร ยารักษาโรคและบริการทางการแพทย์ ที่พักพิง และเพื่อการยังชีพ ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นว ซึ่งไม่รวมถึงการส่งเสริมแนวคิดความหลากหลายและเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ และสิทธิยุติการตั้งครรภ์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศคำสั่งฝ่ายบริหาร เมื่อ 20 ม.ค.68 ระงับความช่วยเหลือแก่ต่างชาติทั้งหมด (ยกเว้นความช่วยเหลือด้านการทหารแก่อิสราเอลและอียิปต์) เป็นระยะเวลา 90 วัน เพื่อทบทวนและปรับแนวดำเนินความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับนโยบาย America First  ซึ่งกระทบต่อภารกิจด้านมนุษยธรรมทั่วโลกที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจากสหรัฐฯ

UNRWA ยืนยันไม่ได้รับผลกระทบที่สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือ

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างการแถลงของนาง Dorothee Klaus ผอ.สำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ (UNRWA) ในเลบานอน เมื่อ 29 ม.ค.68 ว่า UNRWA ไม่ได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือ เนื่องจาก UNRWA ไม้ได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2567 หลังจากอิสราเอลกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ UNRWA บางส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อ ต.ค.66 ส่วนกรณีอิสราเอลออกกฎหมายห้าม UNRWA ดำเนินงานในอิสราเอล จะไม่กระทบต่อ UNRWA เช่นกัน  UNRWA จะยังคงให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุข และการศึกษาแก่ประชาชนในปาเลสไตน์ รวมถึงซีเรีย เลบานอน และจอร์แดนต่อไป

บราซิลมีแผนสร้างศูนย์รับผู้อพยพที่เดินทางออกจากสหรัฐฯ

นางมาเซ เอวาริสโต รมว.กระทรวงสิทธิมนุษยชนและพลเมืองบราซิลให้สัมภาษณ์เมื่อ  28  ม.ค.68 ว่า ประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวาของบราซิลประกาศสร้างศูนย์รับผู้อพยพจากสหรัฐฯ ที่รัฐมีนัสชีไรส์ โดยบราซิลคาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์  ทรัมป์ จะส่งเครื่องบินที่นำตัวผู้อพยพชาวบราซิลออกจากสหรัฐฯ เพิ่มเติมหลังจากที่มีผู้อพยพชาวบราซิลในสหรัฐฯ จำนวน 88 คน เดินทางถึงบราซิลแล้วในช่วงสัปดาห์นี้  ด้าน สอท.สหรัฐฯ ประจำบราซิลยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ ต่อรายงานดังกล่าว

OPEC+ เตรียมหารือต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ลดราคาน้ำมัน

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างการเปิดเผยของนาย Almasadam Satkaliyev รมว.กระทรวงพลังงานคาซัคสถานซึ่งเป็นสมาชิก OPEC+ เมื่อ 29 ม.ค.68 ว่า OPEC+ จะจัดการประชุม Joint Ministerial Monitoring Committee (JMMC) ใน 3 ก.พ.68 เพื่อทบทวนนโยบายการผลิตน้ำมันดิบและคาดว่าจะมีการหารือเพื่อกำหนดจุดยืนของกลุ่มต่อกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ OPEC+ ลดราคาน้ำมันลง ก่อนหน้านี้ เมื่อ 5 ธ.ค.67 สมาชิก OPEC+ 8 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน เห็นพ้องจะขยายกรอบเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบโดยสมัครใจ ปริมาณ 2,200,000 บาร์เรลต่อวัน ต่อไปจนถึง มี.ค.68 เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในตลาดโลก

สิงคโปร์เตรียมทดลองระบบรถโดยสารชนิดไร้คนขับ

สำนักงานการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ ประกาศเมื่อ 28 ม.ค.68 ว่า เตรียมทดสอบรถโดยสารชนิดไร้คนขับบนเส้นทางรถประจำทางสาธารณะในพื้นที่ Marina Bay และ one-north ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีระยะสั้นและสัญจรง่ายในกลางปี 2569 โดยมีเป้าหมายเริ่มทดลองระยะ 3 ปี  โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานขนส่งทางบก และผู้ให้บริการรถโดยสาร เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการนำรถโดยสารไร้คนขับมาใช้ในระบบขนส่งมวลชนของประเทศ ระยะแรกจะเริ่มต้นด้วยรถโดยสารจำนวน 6 คัน แต่ละคันมีที่นั่งอย่างน้อย 16 ที่นั่ง โดยจะติดตั้งระบบเซ็นเซอร์และกล้องที่สามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางและผู้ใช้ถนนอื่น ๆ รวมถึงระบบ AI ที่ช่วยในการตัดสินใจและนำทาง

กลุ่มฮะมาสจะปล่อยตัวประกันชาวไทย 5 คน ใน 30 ม.ค.68

นสพ. Times of Israel รายงานเมื่อ 29 ม.ค. 68 ว่า กลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาจะปล่อยตัวประกันชุดใหม่ จำนวน 8 คน ใน 30 ม.ค.68 เป็นชาวอิสราเอล 3 คน ได้แก่ น.ส. Arbel Yehud (อายุ 29ปี) พลเรือนสัญชาติอิสราเอล-เยอรมัน น.ส Agam Berger (อายุ 20 ปี) ทหารสตรีของ กกล.ป้องกันอิสราเอล (IDF) และนาย Gadi Mozes (อายุ 80 ปี) พลเรือนอิสราเอล ส่วนตัวประกันอีก 5 คน เป็นชาวไทย ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายชื่อ  จนถึงปัจจบุันมีตัวประกันชาวไทยอยู่ในฉนวนกาซา รวม 8 คน ในจำนวนนี้อิสราเอลยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว 2 คน และอาจยังมีชีวิตอยู่อีก…

อินโดนีเซียเปิดเผยเครือข่าย Love Scam ข้ามชาติที่มีเหยื่อไทยรวมอยู่ด้วย

ตร.อินโดนีเซียแถลงเมื่อ 28 ม.ค.68 เปิดเผยความสำเร็จการปราบปรามเครือข่าย  Love Scam ข้ามชาติในกรุงจาการ์ตา โดยจับกุมผู้ต้องสงสัย 20 ราย ซึ่งมีพฤติกรรมสร้างตัวตนปลอมใช้หลอกลวงเหยื่อเพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบโรแมนติก ผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ เช่น OkCupid Bumble  Tinder จากนั้นสนทนาต่อในวอตส์แอปป์ และจูงใจเหยื่อให้ลงทุนเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน Wish ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันปลอม ทั้งนี้พบว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นสตรีชนชั้นกลาง ประกอบอาชีพ เช่น ทนายความ แพทย์ โดยมีถิ่นพำนักในฟิลิปปินส์ เวียดนามและไทย

ประธานาธิบดีทรัมป์ให้สร้างระบบ Iron Dome ของสหรัฐฯ

สนข. New York Times รายงานเมื่อ 28 ม.ค. 68 ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งผ่ายบริหาร “Iron Dome for America” เพื่อสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศที่จะต่อต้านจรวดขีปนาวุธ อาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Weapon) จรวดร่อน (cruise missiles) และการโจมตีสหรัฐฯ จากทางอากาศทุกรูปแบบ กับทั้งเป็นการสร้างศักยภาพในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามของรัฐอันธพาล และภัยคุกคามอื่น ๆ ที่ไม่คาดคิด โดยจะต่อยอดจากโครงการการพัฒนาในสมัยประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน เพื่อพร้อมรับมือกับการพัฒนาอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นจากประเทศคู่อริ นอกจากนี้ คำสั่งฝ่ายบริหารยังระบุให้ กห. สหรัฐฯ เร่งรัดการพัฒนาจรวดขีปนาวุธ อาวุธความเร็วเหนือเสียง จรวดร่อนและการโจมตีทางอากาศรุ่นใหม่ ตลอดจนการพัฒนาระบบการตรวจจับการโจมตีทางอากาศทุกรูปแบบจากอวกาศ และทบทวนแผนการป้องกันการโจมตีทางอากาศต่อสหรัฐฯ ในทุกรูปแบบกับประเทศพันธมิตร

กองทัพเมียนมาเริ่มเกณฑ์ทหารหญิงเพื่อเข้าร่วมการสู้รบม.ค.68

สำนักข่าว RFA รายงานเมื่อ 28 ม.ค.68 ว่า กองทัพเมียนมาเริ่มเกณฑ์ทหารหญิงเพื่อเข้าร่วมการสู้รบ หลังจากบังคับใช้กฎหมายการเกณฑ์ทหาร เมื่อ 10 ก.พ.67 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อ 23 ม.ค.68 โดยกำหนดให้ชายที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปี และหญิงที่มีอายุระหว่า 18-27 ปี ต้องรายงานตัวเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพเมียนมาเรียกตัวเฉพาะเพศชาย จำนวน 9 รอบ รวมกว่า 30,000 นาย แต่หลังจากบังคับใช้กฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้มีการเรียกตัวหญิงที่มีอายุตามเกณฑ์ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคย่างกุ้ง ขณะที่องค์กร Human Rights Foundation ในรัฐมอญ ระบุว่ามีการเรียกเกณฑ์ทหารหญิงในรัฐมอญ รัฐคะฉิ่น ภาคตะนาวศรี ตั้งแต่กลางปี 2567 ทั้งยังมีรายงานว่า กองทัพเมียนมาปฏิเสธไม่ให้ทหารหญิงทำการผ่อนผันหรือเลื่อนเวลารายงานตัว ทั้งเหตุผลด้านการศึกษา และสตรีที่สมรสแล้วแต่ไม่มีบุตร แม้ว่าตามกฎหมายดังกล่าวจะยกเว้นให้กับสตรีที่สมรสแล้ว