ผู้นำยุโรปวิจารณ์นายอีลอน มัสก์

  ผู้นำและ รมว.หลายประเทศในยุโรป อาทิ นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายเคียร์ สตาร์เมอร์ นรม.สหราชอาณาจักร และนายโอลาฟ ชอลซ์ นรม.เยอรมนี วิจารณ์นายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจ.เทสลา อย่างรุนแรง เกี่ยวกับการพยายามแทรกแซงทางการเมืองในยุโรปอย่างชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัดในยุโรป โดยในห้วง 2-3 วันที่ผ่านมา นายมัสก์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า นายสตาร์เมอร์ ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง นรม.รวมถึงมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่กระทำโดยชายชาวปากีสถาน อีกทั้งยังแสดงท่าทีสนับสนุนพรรคขวาจัดอย่างพรรค AfD ของเยอรมนี และเรียกร้องให้รัฐสภายุโรปมีอำนาจมากขึ้น พร้อมโจมตีว่าคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission-EC) เป็นองค์กรที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

วาทกรรมของนายทรัมป์ก่อนรับตำแหน่งในปี 2568 : ยึดแคนาดา คลองปานามา และเกาะกรีนแลนด์

ก่อนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน 20 มกราคม 2568 วาทกรรมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ร้อนแรงทีเดียวในห้วงส่งท้ายปี 2567 โดยประกาศจะยึดแคนาดา ยึดคลองปานามา และยึดเกาะกรีนแลนด์ แต่วาทกรรมของนายทรัมป์ ที่เป็นจะเป็นประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ไม่ใช่วาทกรรมข่มขู่ และต่อรองเพียงอย่างเดียว แต่มีนัยแอบแฝงในเชิงยุทธศาสตร์อยู่ด้วย ได้แก่ เมื่อ 18 ธันวาคม 2567 ประกาศจะยึดแคนาดา เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ โดยว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ลงใน Truth Social ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียของตนเองว่า ชาวแคนาดาจำนวนมากต้องการให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพราะว่าไม่ต้องการถูกเก็บภาษีสินค้าในราคาสูง และต้องการได้รับการคุ้มครองทางทหาร  ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกหลายครั้ง แม้กับนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรี แม้การที่แคนาดาจะเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เป็นไปได้น้อยมาก  แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณจากว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ไปถึงรัฐบาลแคนาดาว่า สหรัฐฯ มีอิทธิพลเหนือกว่า แม้จะต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากแคนาดามากเป็นอันดับ 1 และแคนาดายังมีทรัพยากรและแร่ธาตุหายากที่สหรัฐฯ ต้องการเป็นจำนวนมากที่นำไปใช้ในภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งระยะหลังจีนห้ามไม่ให้มีการส่งออกไปสหรัฐฯ เมื่อ…

งบประมาณด้านกลาโหมของสิงคโปร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เว็บไซต์ asiapacificdefencereporter.com เมื่อ 5 ม.ค.68 อ้างรายงานของ GlobalData ที่ระบุว่า ระหว่างปี 2563-2567 สิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณด้านกลาโหม จำนวน 63,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 3.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพื่อใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงศักยภาพของกองทัพให้ทันสมัย เฉพาะอย่างยิ่งการจัดซื้ออาวุธและเทคโนโลยีที่สำคัญ อาทิ เครื่องบินรบ F-35A/B เพื่อทดแทนฝูงบิน F-16 เรือดำน้ำชั้น Invincible (Type 218SG)  ยานเกราะต่อสู้รุ่น Hunter เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพบก และเรือรบ Multi-Role Combat Vessels (MRCVs) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันและตอบสนองต่อภัยคุกคามทางทะเล   รายงานดังกล่าวยังคาดการณ์ว่าภายในปี 2572  งบประมาณด้านกลาโหมของสิงคโปร์จะเพิ่มขึ้นสูงอีก ประมาณ 19,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสิงคโปร์ในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกลงในทะเลตะวันออก

คณะเสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้ (Joint Chiefs of Staff-JCS)  ตรวจพบการยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 1,100 กิโลเมตร จากบริเวณใกล้กรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ เมื่อ 6 ม.ค.68 เวลาประมาณ 12.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น (หรือ 10.00 น. ตามเวลาไทย) ไปตกลงในทะเลตะวันออก  ซึ่งเป็นการทดสอบขีปนาวุธครั้งแรกของเกาหลีเหนือในปี 2568   เกาหลีใต้ได้เพิ่มการเฝ้าระวังและการป้องกัน กรณ๊หากมีการยิงเกิดขึ้นอีก พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับขีปนาวุธของเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด อนึ่ง นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.กต. สหรัฐฯ กำลังเยือนกรุงโซลของเกาหลีใต้ในห้วงนี้ เพื่อหารือกับ รมว.กต.เกาหลีใต้ เกี่ยวกับความพยายามในการยับยั้งภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ และยังเกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองในเกาหลีใต้ หลังจากประธานาธิบดียุน ซ็อก ย็อล ประกาศกฎอัยการศึกระยะสั้น เมื่อ ธ.ค.67

มาเลเซียยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเรือผู้อพยพชาวโรฮีนจา

พล.ร.อ.ดาโต๊ะ โมฮาหมัด รอสลี อับดุลละฮ์ ผอ.หน่วยบังคับใช้กฎหมายทางทะเล (MMEA) ของมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 6 ม.ค.68 ว่า มาเลเซียจะเผชิญเรือผู้อพยพชาวโรฮีนจาจากเมียนมามากขึ้นที่อาศัยช่วงฤดูมรสุม (ห้วง ธ.ค.-มี.ค.)   MMEA ร่วมกับ ทร. และ ตม.มาเลเซีย เปิดปฏิบัติการ Op Guard 4.0 มุ่งสกัดกั้นเรือผู้อพยพชาวโรฮีนจา พร้อมทั้งยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง และความร่วมมือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับหน่วยงานของไทยและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลัง MMEA ตรวจพบเรือผู้อพยพชาวโรฮีนจาลักลอบเข้าน่านน้ำมาเลเซียบ่อยครั้งขึ้น ห้วง 3-5 ม.ค.67 โดยมี 1 ลำ บรรทุกชาวโรฮีนจา 196 คน ขึ้นบกที่ชายหาดแห่งหนึ่งบรเกาะลังกาวี และอีก 2 ลำ บรรทุกชาวโรฮีนจากว่า 300 คน ลอยลำอยู่นอกชายฝั่งเกาะลังกาวี ซึ่งมาเลเซียได้จัดส่งความช่วยเหลือให้กับเรือทั้งสองลำและผลักดันออกจากน่านน้ำ

ประธานาธิบดีรัสเซียยังไม่มีแผนพบหารือกับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ นรม.เยอรมนี

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย ระบุเมื่อ 5 ม.ค.68 ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ยังไม่มีแผนพบหารือกับว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายโอลาฟ ชอลซ์  นรม.เยอรมนี ในเร็ว ๆ นี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนาย  Roderich Kiesewetter สมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรค Christian Democratic Union (CDU) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของเยอรมนี โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อ 3 ม.ค.68 ว่า นรม.เยอรมนี อาจเยือนรัสเซียห้วงก่อนการเลือกตั้งของเยอรมนีใน 23 ก.พ.68 และประธานาธิบดีรัสเซียมีแผนพบหารือกับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน มี.ค.68

สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 คาดจะเปิดใช้งานใน พ.ค.68

นสพ.ลาวพัดทะนา ฉบับ 3 ม.ค.68 รายงานว่า นายโพไซ ไขคำพิทูน รมช.กต.ลาว พร้อม น.ส.มรกต ศรีสวัสดิ์ ออท.ไทย/เวียงจันทน์ และคณะฯ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (จ.บึงกาฬ-แขวงบอลิคำไซ) หัวหน้าโครงการระบุว่า การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในฝั่งลาวทั้งถนน อาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกแล้วเสร็จร้อยละ 100 ส่วนการก่อสร้างสะพานกลางแม่น้ำ แล้วเสร็จร้อยละ 94.76 คาดว่าจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการใน พ.ค.68 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดเดิมในปี 2567 เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งนี้ สะพานดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์สำคัญในโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว และจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือ รวมทั้งการเชื่อมต่อด้านคมนาคมระหว่างกัน

สหรัฐฯจะขายอาวุธมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับอิสราเอล

สนข.รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 4 ม.ค.68 ว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐฯ เสนอขอฝ่ายนิติบัญญติในข้อตกลงการขายอาวุธมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับอิสราเอล ซึ่งรวมถึงกระสุนสำหรับเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์ ข้อตกลงดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก่อน โดยประธานาธิบดีไบเดนชี้แจงว่า อิสราเอลมีสิทธิในการปกป้องพลเมืองของตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวทั้งเพื่อยับยั้งการรุกรานจากอิหร่านและองค์กรตัวแทนของอิหร่าน

ออสเตรเลียเผชิญคลื่นความร้อนที่เสี่ยงเกิดไฟป่าลุกลาม

นสพ.Brisbane Times รายงานเมื่อ 4 ม.ค.68 ว่า รัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียเฝ้าระวังการเกิดไฟป่า หลังเผชิญคลื่นความร้อนปกคลุมในหลายพื้นที่ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อุณหภูมิในบางพื้นที่อาจสูงกว่าค่าปกติ 14 องศาเซลเซียส พร้อมคาดการณ์อุณหภูมิจะสูงต่อเนื่องจนถึง 5 ม.ค.68  สูงสุด 42 องศาเซลเซียส  รัฐบาลออสเตรเลียเร่งรับมือโดยออกคำสั่งห้ามจุดไฟเผาในหลายเขตของรัฐ ขณะที่ สภาพอากาศที่มีลมแรงยังส่งผลให้ จนท.ดับเพลิงอาจควบคุมไฟไหม้ได้ยาก หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุไฟป่าลุกลามทั่วอุทยานแห่งชาติ Grampians ในรัฐวิกทอเรีย ตั้งแต่เมื่อ 3 ม.ค.68 ส่งผลให้บ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมถูกเผา ร้อยละ 40 ของอุทยาน

เส้นทางรถไฟลาว-จีน ให้บริการครบรอบ 3 ปี

นสพ.เวียงจันทน์ไทม์ และสำนักข่าวสารประเทศลาว รายงานเมื่อ 3 ม.ค.68 ว่า เส้นทางรถไฟลาว-จีน ให้บริการครบรอบ 3 ปี หลังจากเปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2564 และได้พัฒนาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางรางอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2567  ให้บริการขนส่งสินค้า 19.6 ล้านตัน ปริมาณการขนส่งเฉลี่ยวันละ 50,000 ตัน เพิ่มรอบให้บริการเส้นทางจากวันละ 2 เที่ยว เป็นวันละ 18 เที่ยว สามารถดึงดูดธุรกิจ 71 แห่ง และรักษาสินเชื่อประมาณ 96.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนามาตรฐานการบริการการขนส่งระบบรางในปี 2568