สื่อต่างประเทศรายงานเชิงบวกให้กับกัมพูชากรณีไทยยึดดินแดน

สื่อต่างประเทศเมื่อ 2-4 มกราคม 2569 ไม่ได้มีการรายงานความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามากนัก หลังการหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 เนื่องจากไปให้ความสำคัญกับการรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ แต่ในส่วนที่รายงาน เป็นการรายงานเชิงบวกให้กับกัมพูชา โดยอ้างท่าทีรัฐบาลกัมพูชาที่กำลังกระจายข่าวไปในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยยึดครองดินแดนในช่วงปะทะทางทหาร ซึ่งเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ  กัมพูชายังอ้างว่าได้ทำตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee-GBC) ไทย-กัมพูชา ที่จันทบุรี ในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ด้วยการประกาศการควบคุมการรายงานของสื่อตนเองด้วย เพื่อให้ข่าวสารออกไปยังประชาคมโลกในทิศทางเดียวกัน สื่อกัมพูชาเมื่อ 3 มกราคม 2569 เผยแพร่ข่าวสารทางการจากรัฐบาลกัมพูชาที่แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่าไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเขตแดนใด ๆ ที่เกิดขึ้นโดยกำลังทหาร และโจมตีประเด็นที่ไทยวางคอนเทนเนอร์ที่ติดธงไทย วางรั้วลวดหนาม และทำให้บ้านเรือนชาวกัมพูชาได้รับความเสียหาย กัมพูชาพร้อมจะนำประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เมื่อ 2 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวสารของกัมพูชาก็ตอกย้ำข่าวสารในทิศทางเดียวกันไปยังเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยผนวกดินแดน หลังการหยุดยิงด้วยการวางตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนาม ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า สื่อต่างประเทศไม่ได้มีการรายงานการชี้แจงของศูนย์แถลงข่าวร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อ 3 มกราคม 2569 ที่กองทัพบกชี้แจงว่ากรณีกัมพูชากล่าวหาไทยดังกล่าวไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจากดินแดนที่ยึดกลับมาเป็นของไทยก่อนหน้านี้ ด้านเว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ /กรุงเทพฯ…

กัมพูชาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ

ผู้นำระดับสูงของรัฐบาล และหน่วยงานทางเศรษฐกิจของกัมพูชาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ทิศทางในการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อต้น ธันวาคม 2568 ว่า การสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ จะทำให้ประเทศมีความยืดหยุ่น และอ่อนแอลดลง จากการเผชิญภัยคุกคามจากนอกประเทศ ที่ประชุมเน้นได้ย้ำความสำเร็จด้านเศรษฐกิจเมื่อปี 2568 และเตรียมพร้อมกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในปี 2569 ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของชาวกัมพูชา รวมทั้งความรักชาติ และความรับผิดชอบอย่างมืออาชีพ ที่ประชุมได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนในกัมพูชาเมื่อปี 2568 ว่า การดึงดูดโครงการลงทุน ทำให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในประเทศอย่างแข็งแกร่ง  การอนุมัติโครงการลงทุนมากกว่า 600 โครงการ สะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา  เจ้าหน้าที่ระดับสูงข้างต้นยังกระตุ้นเจ้าหน้าที่กัมพูชาให้ทำงานหนักขึ้นในปี 2569 เพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้น และเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับยืนยันเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงของกัมพูชาภายในปี 2573 นอกจากนี้ ในการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา เมื่อ 25 ธันวาคม 2568 ได้มีการประเมินเกี่ยวกับความคืบหน้าของความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจทางชายฝั่งของกัมพูชา ที่จังหวัดพระสีหนุที่เรียกว่า โครงการ Special Program to Promote Investment in Preah Sihanouk Province (ปี 2567-2568) ซึ่งรัฐบาลเร่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงการในพื้นที่ดังกล่าว โดยประธาน…

สื่อต่างประเทศนำเสนอบทบาทของจีนและสหรัฐฯ กรณีไทย-กัมพูชา

สื่อต่างประเทศเมื่อ 30-31 ธันวาคม 2568 ลดการรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังมีข้อมูลที่รายงานแล้ว ส่งเชิงลบต่อไทยอยู่  ได้แก่ การที่ไทยยังไม่ยอมส่งตัวเชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 คน โดยไทยอ้างว่า ยังมีโดรนของกัมพูชาละเมิดดินแดนไทยอยู่ ทั้งที่ฝ่ายกัมพูชาออกมายืนยันว่า ไม่ใช่ของกัมพูชา นอกจากนี้ ยังรายงานว่า ไทยไม่มีท่าทีตอบรับการประชุมคณะชายแดนไทยทั่วไป ที่กัมพูชาในต้นมกราคม 2569 ขณะที่สมเด็จฯ ฮุนเซนระบุว่า ต้องมีการเจรจาพื้นที่ที่ไทยยึดไปในการประชุมดังกล่าว เนื่องจากกัมพูชาไม่ยอมรับการยึดครองของไทย อย่างไรก็ดี มีประเด็นวิเคราะห์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของจีน และสหรัฐฯ ในการเป็น “peacemaker”ในความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเน้นทิศทางไปที่แรงผลักดันของจีนมากกว่า โดยหยิบยกความสำเร็จของจีนที่สามารถทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย และกัมพูชาเดินทางไปหารือ 3 ฝ่าย ที่มณฑลยูนนานได้เมื่อ 28-29 ธันวาคม 2568 และสะท้อนให้เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของแนวทางของจีนที่ดำเนินนโยบายแบบเงียบ ๆ มาก่อนหน้านี้ ซึ่งบทบรรณาธิการของ The Global Times สื่อของจีน เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ระบุว่า แนวทางของจีนต่างกับแนวทางของตะวันตกที่ใช้เงื่อนไขทางการเมือง และผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้านสื่อกัมพูชานอกจากรายงานเชิงบวกถึงการชื่นชมจีนในบทบาทครั้งนี้แล้ว…

สื่อต่างประเทศรายงานกรณีกัมพูชาละเมิดความตกลงหยุดยิง

สำนักข่าว BBC รายงานสถานการณ์ความมั่นคงและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หลังจากเกิดเหตุปะทะทางทหารและการลงนามในความตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อลดอาวุธและให้ประชาชนในพื้นที่กลับภูมิลำเนา โดยล่าสุด กองทัพไทยระบุเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า กัมพูชาละเมิดข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายไทยพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) จำนวน 250 เครื่องบินจากกัมพูชาเข้าฝั่งไทยในช่วงเวลากลางคืนเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 เท่ากับกัมพูชาละเมิดความตกลงร่วมกันที่ทำขึ้นเพื่อลดความตึงเครียดในพื้นที่ นอกจากนี้ กรณีกัมพูชาละเมิดความตกลงครั้งนี้จะทำให้ไทยจำเป็นต้องทบทวนมาตรการส่งตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย กลับประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายแดน และทั้ง 2 ฝ่ายก็มีการปฏิบัติการด้วยโดรนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กัมพูชาพร้อมจะร่วมมือกับไทยเพื่อหารือและสอบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเร็ว คาดว่าเพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์และไม่ต้องการให้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สื่อต่างประเทศมีมุมมองว่า ความตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงเปราะบางและเสี่ยงล้มเหลวได้ แม้ว่าสหรัฐฯ กับจีนจะสนับสนุนและพยายามผลักดันให้ทั้ง 2 ประเทศหยุดยิงระหว่างกัน รวมทั้งใช้การเจรจาทางการทูตเป็นแนวทางแก้ไขความขัดแย้งและปัญหาชายแดน โดยเหตุการณ์กัมพูชาละเมิดความตกลงหยุดยิงนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับที่จีนจัดการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยูนนาน เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน โดยมีข้อสังเกตว่าฝ่ายจีนประชาสัมพันธ์ผลงานครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผลงานบทบาทของจีนในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น…

สหรัฐฯ สนับสนุนเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่สหประชาชาติ มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 มอบงบประมาณเพื่อสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติ (UN) ด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม มูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรักษาบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจโลกอันดับ 1 ที่จะช่วยเหลือนานาชาติ โดยยังคงเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวมีมูลค่าน้อยกว่าความช่วยเหลือที่สหรัฐฯ เคยมอบให้ก่อนหน้านี้ สะท้อนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงลดความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ตามแนวนโยบาย America first ที่จะจัดสรรงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเท่านั้น ทั้งนี้ มีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ย้ำให้องค์กรระหว่างประเทศปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็จะต้องยุติภารกิจไป ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยจัดสรรงบประมาณให้องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมากถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ต่อการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ทำให้นานาชาติวิตกว่าจะซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรมในหลายพื้นที่ เสี่ยงทำให้เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุข รวมทั้งทำให้บทบาทของสหรัฐฯ ลดลงทั่วโลก เพราะที่ผ่านมา องค์กรระหว่างประเทศภายใต้กรอบสหประชาชาติ (UN) ที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้พลัดถิ่นที่เผชิญสงคราม รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติตามธรรมชาติ ใช้งบประมาณของสหรัฐฯ ในการดำเนินภารกิจช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัย แต่การที่สหรัฐฯ ตัดลดงบประมาณจำนวนมาก ทำให้องค์กรต่าง…

สหรัฐฯ ผลักดันแผนสันติภาพระยะที่ 2 ในฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 พบหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ที่รีสอร์ท Mar-a-Lago รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ตลอดจนหารือเรื่องแผนสันติภาพในตะวันออกกลางและฉนวนกาซา สะท้อนความสัมพันธ์ที่ดีและใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเยือนสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 5 ตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อ มกราคม 2568 และผู้นำสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับอิสราเอลมาโดยตลอด แม้ว่าอิสราเอลจะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างมากก็ตาม สาระสำคัญจากการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ครอบคลุมสถานการณ์ในฉนวนกาซาและภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่น่าสนใจ คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการผลักดันแผนสันติภาพระยะที่ 2 ในฉนวนกาซา เพื่อทำให้พื้นที่ในฉนวนกาซามีความมั่นคงปลอดภัย สามารถตั้งระบอบการปกครองขึ้นใหม่ ส่งกองกำลังนานาชาติเข้าไปควบคุมความมั่นคงในพื้นที่ และทำให้ชาวปาเลสไตน์มีโอกาสเลือกถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมมากกว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮะมาสจำเป็นต้องปลดอาวุธทั้งหมดก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าชาวปาเลสไตน์จะปลอดภัยและสามารถจัดตั้งรัฐบาลปกครองฉนวนกาซาได้ ท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ สะท้อนว่าปัจจุบันและอนาคต รัฐบาลสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่ออิสราเอลมากขึ้น เพราะนอกจากจะสนับสนุนการปลดอาวุธกลุ่มฮะมาสในฉนวนกาซาแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ยังชื่นชมนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่าเป็น “วีรบุรุษ” ที่ปกป้องชาวอิสราเอล ประเทศชาติ และภูมิภาคตะวันออกกลางเอาไว้ รวมทั้งไม่คัดค้านอิสราเอลกรณีพยายามขยายอิทธิพลเหนือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในฉนวนกาซา ทั้งที่นานาชาติวิตกกังวลว่าเป็นการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ…

รัสเซียระบุว่ายูเครนส่งโดรนไปโจมตีทำเนียบผู้นำ กระทบบรรยากาศการเจรจา

นาย Sergei Lavrov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ระบุว่ากองทัพยูเครนพยายามปฏิบัติการทางทหารที่เป็นอันตรายและไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศการเจรจาสันติภาพระหว่างกัน โดยยูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนระยะไกล จำนวน 91 เครื่อง เข้าไปโจมตีบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาค Novgorod ช่วงเวลากลางคืน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัสเซียไม่ไว้วางใจท่าทีของยูเครน และประกาศว่าจะทบทวนการเจรจาและจุดยืนของรัสเซียต่อการพูดคุยกับยูเครน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าผู้นำรัสเซียอยู่ในทำเนียบหรือที่พักดังกล่าวหรือไม่ แต่ย้ำว่ากองทัพรัสเซียสามารถตรวจจับโดรนทั้งหมดและยิงทำลายไปแล้ว โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัสเซียใช้เหตุการณ์นี้โจมตียุทธวิธีของยูเครนว่าเป็นการก่อการร้าย และแม้ว่ารัสเซียจะยังส่งผู้แทนไปเจรจาสันติภาพกับยูเครนและสหรัฐฯ ต่อไป แต่ก็จะทบทวนเงื่อนไขและท่าทีบางประการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของรัสเซียได้ ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียดังกล่าว โดยยืนยันว่ารัสเซียเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อล้มเลิกการเจรจาสันติภาพ และรัสเซียจะใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการยกระดับการโจมตียูเครนต่อไป โดยเฉพาะอาคารสำคัญที่เป็นที่ทำการของหน่วยงานภาครัฐของยูเครนในกรุงเคียฟ ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยพยายามโจมตีมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนกระตุ้นให้นานาชาติเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่มีหลักฐาน เพราะทำให้บรรยากาศการฟื้นฟูความสัมพันธ์หยุดชะงัก เหตุการณ์ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนเดินทางไปรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประเด็นความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่าการพูดคุยมีความคืบหน้าและคาดว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจยุติได้ในปี 2569 ด้านผู้นำยูเครนยอมรับบทบาทของสหรัฐฯ ที่ประสานงานระหว่างทั้ง…

พรรค USDP ของเมียนมามั่นใจได้คะแนนนำในการเลือกตั้ง

สมาชิกพรรค Union Solidarity and Development Party หรือ USDP ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลในเมียนมา รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 แสดงความมั่นใจว่าได้รับคะแนนนำในการเลือกตั้งรอบที่ 1 เมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเปิดเผยว่าได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 82 ที่นั่ง จากทั้งหมด 102 ที่นั่ง จากผลการเลือกตั้งในเมืองสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งกรุงเนปยีดอ เท่ากับมีแนวโน้มจะได้ครองเสียงข้างมากในสภา และจะได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ความเชื่อมั่นของพรรค USDP สอดคล้องกับการประเมินของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าพรรค USDP จะได้คะแนนจากการเลือกตั้งมากที่สุด เพราะได้เปรียบในการส่งผู้แทนลงสมัครจำนวนมาก และไม่มีคู่แข่งที่สำคัญจากพรรคฝ่ายค้านกว่า 40 พรรคการเมืองที่ถูกตัดสินยุบพรรคไปแล้ว รวมทั้งถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมียนมาจะยังมีการเลือกตั้งรอบต่อไปในต้นปี 2569 จึงยังต้องติดตามผลลัพธ์และบรรยากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังคงมีการสู้รบและการปะทะระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และชนกลุ่มน้อย เริ่มปรากฏกระแสการเรียกร้องให้อาเซียนคัดค้านผลการเลือกตั้งของเมียนมา เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ “ไร้ทางเลือก” ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2558 และปี…

การชุมนุมประท้วงในอิหร่าน ประชาชนไม่พอใจค่าเงินอ่อนรุนแรง

รัฐบาลอิหร่านเผชิญความท้าทายในการควบคุมความสงบเรียบร้อยในประเทศ โดยมีรายงานเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า ชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันชุมนุมที่กลางเมืองเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และเมืองสำคัญอื่น ๆ ในประเทศ เพื่อประท้วงรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลอิหร่าน อ่อนค่าลงอย่างมาก อยู่ที่ 1.38 ล้านเรียลอิหร่าน/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และเจ้าของร้านค้าหลายแห่งประท้วงด้วยการปิดกิจการ เพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ค่าเงินตกต่ำ ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้งคัดค้านนโยบายขึ้นภาษีต่อประชาชนที่รัฐบาลอิหร่านวางแผนว่าจะเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปี 2569 ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลบางส่วนเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวด้วย ปัญหาค่าเงินอ่อนค่าของอิหร่านเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านเพราะมีโครงการพัฒนานิวเคลียร์ก่อนหน้านี้ ตลอดจนสหประชาชาติ (UN) เมื่อ กันยายน 2568 ก็เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีก เพื่อตอบโต้อิหร่านที่พัฒนาโครงการขีปนาวุธ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อิหร่านทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อ มิถุนายน 2568 รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นกับสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน แม้ว่านาย Mohammad Reza Farzin ประธานธนาคารกลางอิหร่านลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่การชุมนุมประท้วงยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เริ่มมีการรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปะทะกับผู้ชุมนุม รวมทั้งมีรายงานว่าเป็นการชุมนุมประท้วงที่รัฐบาลอิหร่านวิตกกังวล เพราะผู้ชุมนุมประท้วงเป็นกลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ อาจทำให้เกิดบรรยากาศที่นำไปสู่การปฏิวัติอิสลาม หรือ 1979 Islamic…

บรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา

เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไประยะแรกเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ แต่เผชิญกระแสวิจารณ์จากประชาชนและนานาชาติว่าไม่โปร่งใสและยุติธรรม เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเข้มงวด มีการกวาดล้างและจับกุมผู้ที่วิจารณ์การเมืองและการเลือกตั้งไปแล้วมากกว่า 200 คน ขณะที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการเลือกผู้แทนทางการเมือง เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ รวมทั้งยังมีรายงานการก่อเหตุรุนแรงและการโจมตีระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในหลายพื้นที่ ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งในเมียนมาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่ปลอดภัย สหราชอาณาจักรและสภายุโรปไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมา ขณะที่อาเซียนระบุว่าการเลือกตั้งในเมียนมาเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทางการเมืองของเมียนมา สำหรับผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเมียนมา มีรายงานว่า มีประมาณ กว่า 160 คน ซึ่งมาจากหลายประเทศ เช่น จีน รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และสถานเอกอัครราชทูตประจำเมียนมา ผู้นำรัฐบาลเมียนมาไม่สนใจกระแสวิจารณ์ดังกล่าวและเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ เป้าหมายเพื่อทำให้ระบบการเมืองเมียนมากลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีหลายพรรคการเมือง ทั้งนี้ พลเอกอาวุโส มินอ่องไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปลงคะแนนเลือกตั้ง พร้อมกับให้สัมภาษณ์สำนักข่าว BBC ว่าเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะยุติธรรมและเสรี รวมทั้งกระตุ้นให้ชาวเมียนมาออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยในประเทศ สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจมุมมองของประชาชนชาวเมียนมาต่อการเลือกตั้ง โดยประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งเปิดเผยความรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ เพราะรู้สึกหวาดกลัว แต่เมื่อได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วก็รู้สึกสบายใจเพราะได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ส่วนผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก (first-time voter) ระบุว่าตัดสินใจไปลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะหวังว่ารัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง และต้องการผู้นำที่สร้างความเท่าเทียมในประเทศ…