เนปาลเริ่มการเลือกตั้งทั่วไปใน 5 มีนาคม 2569

ประชาชนชาวเนปาลที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนประมาณ 1.9 ล้านคน เริ่มทยอยเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งสำคัญใน 5 มีนาคม 2569 โดยเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก เพื่อคัดเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 275 ที่นั่ง หลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2569 ที่เยาวชน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z รวมตัวกันเมื่อกันยายน 2568 ประท้วงต่อต้านรัฐบาลของนาย KP Sharma Oli  และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน คาดว่าประเด็นที่ชาวเนปาลจะใช้เป็นปัจจัยต่อการเลือกตั้ง คือ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาว่างงาน ผลการเลือกตั้งของเนปาลน่าจะมีความชัดเจน และประกาศผลได้ในสัปดาห์หน้า เนื่องจากเนปาลมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับที่ราบ ทำให้การนับคะแนนจากพื้นที่ชนบทต้องใช้เวลามากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ทั้งนี้ มีรายงานว่าชาวเนปาลจำนวนมากกว่า 800,000 คน เดินทางออกจากเมืองหลวง เพื่อกลับไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ภูมิลำเนา ด้านรัฐบาลรักษาการของเนปาลกระตุ้นให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย สร้างเสถียรภาพทางการเมือง และทำให้เนปาลได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ทั้งนี้ เมื่อปลายมกราคม 2569 เนปาล เตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นตำรวจเลือกตั้ง โดยจัดให้มีการฝึกอบรม เพื่อประจำการที่หน่วยเลือกตั้ง สื่อมวลชนต่างประเทศมีมุมมองว่าการเลือกตั้งเนปาลครั้งนี้ จะสะท้อนรูปแบบการเมืองของเนปาลในระยะยาว ว่าต้องการนักการเมืองรุ่นเก่าที่เป็นชนชั้นนำและมีอำนาจ หรือนักการเมืองรุ่นใหม่ ผู้สมัครที่น่าสนใจและมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลเนปาลคนต่อไป…

จีนจะจัดการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ประจำปี 2569

จีนเตรียมพร้อมจัดการประชุมใหญ่ประจำปี 2569 ที่ปรุงปักกิ่ง เริ่มใน 4 มีนาคม 2569 เป็นการประชุมสภาที่ปรึกษาทางการเมือง (Chinese People’s Political Consultative Conference – CPPCC) มีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 2,000 คน และใน 5 – 12 มีนาคม 2569 จะเป็นการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress – NPC) ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญ เนื่องจากจะมีการประกาศผลงานของรัฐบาล ทบทวนร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะ 5 ปี หรือระหว่างปี 2569-2573 ทบทวนแผนงบประมาณแห่งชาติของปี 2568 และปี 2569 รวมทั้งทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั่วโลกจับตามการประชุมดังกล่าว หรือการประชุมสองสภา ซึ่งเป็นการประชุมการเมืองสำคัญที่สุดของจีน คาดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนจะย้ำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพิ่มความจริงจังด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน และวางรากฐานการพัฒนาสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ มีข้องสังเกตการว่าสื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจบทบาทของนายจ้าว เล่อจี้ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติ เนื่องจากมีข่าวลือเมื่อต้นปี 2569 ว่านายจ้าว เล่อจี้…

โอกาสเกาหลีเหนือ… เผชิญชะตากรรมเหมือนกับเวเนซุเอลา และอิหร่าน ?

การปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สหรัฐฯ ยืนยันจะเดินหน้าต่อไปในอิหร่านตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 2 มีนาคม 2569 ทำให้เกิดการวิเคราะห์กันต่อไปว่า……แล้วเกาหลีเหนือประเทศที่สหรัฐฯ กล่าวหา โดยตลอดว่าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และมีการทดสอบการยิงขีปนาวุธท้าทายสหรัฐฯ บ่อยครั้ง จะเป็นประเทศต่อไปหรือไม่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับบุกลักพาตัวผู้นำเวเนซุเอลาด้วยข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ  และโจมตีทางทหารอิหร่านอย่างรุนแรงร่วมกับอิสราเอล เพื่อลดทอนศักยภาพในการพัฒนานิวเคลียร์ และปลดปล่อยให้ประชาชนมีเสรีภาพตามที่สหรัฐฯ กล่าวอ้าง กลับมาดูท่าทีเกาหลีเหนือที่มีความใกล้ชิดกับอิหร่าน เกาหลีเหนือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ออกถ้อยแถลงประณามการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งนี้ อย่างรุนแรง จากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งละเมิดกฎระเบียบระหว่างประเทศ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตนเอง รวมทั้งมุ่งความเป็นใหญ่เพียงฝ่ายเดียว และเป็นธรรมชาตินิสัยอันธพาลของสหรัฐฯ พร้อมกับสะท้อนว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะขยายตัววงกว้างออกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง สำหรับโอกาสที่เกาหลีเหนือจะเผชิญกับเหตุการณ์เดียวกับเวเนซุเอลา และอิหร่าน อาจต้องพิจารณาสถานการณ์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โจมตีอิหร่าน ประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้ประชาคมโลกจับตามองมาที่เอเชีย-แปซิฟิกถึงทิศทางความสัมพันธ์กับจีน ที่ทำสงครามเศรษฐกิจกันอย่างเข้มข้น โดยประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนใน 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 ซึ่งในห้วงนั้น อาจมีการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งนายคิม จองอึนได้พูดเปิดทางไป เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ในโอกาสแถลงปิดการประชุมสมัชชาพรรคแรงงานครั้งที่…

ความหวังในการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังลางเลือน

การหาทางออกเพื่อยุติยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านเกิดขึ้น ทั้งในกรอบสหประชาชาชาติ (UN)  ระดับบุคคล และจากการเสนอจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  ทางออกทั้งหมดดังกล่าวในขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้ ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล เพื่อโจมตีอิหร่าน ภายใต้รหัส “Epic Fury”ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยังได้รับการตอบโต้จากอิหร่านอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสใช้กรอบ  UN เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมฉุกเฉินกรณีสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีมาครง ต้องการให้อิหร่าน เข้าสู่การเจรจา แต่ก็เห็นว่าชาวอิหร่านควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของตนเองอย่างเสรี  ซึ่ง UNSC ก็จัดประชุมวาระฉุกเฉินในวันเดียวกัน  และนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการ UN ได้แถลงในที่ประชุมประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการตอบโต้ของอิหร่าน อย่างไรก็ดี ตัวแทนสหรัฐฯ และอิหร่านก็ตอบโต้กันอย่างรุนแรงในระหว่างการชี้แจงต่อ UNSC การเสนอให้มีการเจรจา…

ท่าทีประเทศในเอเชีย ตอ.ต. ต่อกรณีสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการชิงโจมตีก่อน (preemptive strike) เพื่อขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยเป็นปฏิบัติการร่วมกันระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง แนวโน้มการปฏิบัติการทางทหารน่าจะยืดเยื้อ หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ The New York Times เมื่อ 1 มีนาคม 2569 ว่า กระบวนการการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไป 4-5 สัปดาห์ หรืออาจยุติเร็วกกว่านั้น แต่ก็พร้อมจะเจรจากับอิหร่าน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงท่าทีต่อการปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลภายใต้รหัส “Epic Fury” ไปในทิศทางเดียวกันที่กังวลอย่างมากกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจะติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมต้องการกลับเข้าสู่เจรจาระหว่างกัน และปฏิบัติตามระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมกับมีคำแนะนำให้ประชาชนของตนในอิหร่าน และประเทศในตะวันออกกลาง ระมัดระวังตัวมากขึ้น พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนในประเทศของตนติดต่อได้ตลอดเวลา และให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง เวียดนามนอกจากเตือนประชาชนแล้ว ยังสั่งการให้หน่วยงานทั้งใน และเจ้าหน้าที่ของเวียดนามที่ปฏิบัติการในต่างประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการให้ความปลอดภัยแก่ชาวเวียดนามในต่างประเทศ ทั้งนี้เวียดนามยืนยันว่าชาวเวียดนามในอิหร่านและอิสราเอลปลอดภัย เช่นเดียวกับกัมพูชาระบุว่าประชาชนของตนในภูมิภาคยังคงปลอดภัยเช่นกัน  ขณะที่มีรายงานการเสียชีวิตของสตรีชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานเป็นผู้ดูแลคนไข้ จากขีปนาวุธของอิหร่านที่ยิงไปยังกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอล สำหรับสิงคโปร์ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงในประเทศ ด้วยการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบความปลอดภัยการเข้าประเทศทั้ง บุคคล ยานพาหนะ…

กัมพูชาต้องการจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในปี 2569

กัมพูชากำลังดำเนินการหลายช่องทาง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปท่องเที่ยวกัมพูชามากขึ้นในปี 2569 หลังจากมีการประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงเป็นผลจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการที่กัมพูชาเป็นประเทศที่เป็นฐานของอาชญากรรมออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ ประกอบกับเกิดความขัดแยังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้ เมื่อปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปกัมพูชาลดลง ร้อยละ 17 เหลือประมาณ 5.5 ล้านคน  สร้างรายได้ให้ประเทศ ประมาณ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กัมพูชาต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มาท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2568 สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม โดยต้องการให้รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นหนึ่งใน 4 เสาหลัก อีก 3 เสาหลัก ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้าและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การเกษตร รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง สำหรับช่องทางที่กัมพูชาใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน เช่น ยกเว้นวีซ่าให้เป็นเวลา 4 เดือน (15 มิถุนายน-15 ตุลาคม 2569 ) ซึ่งอาจขยายระยะเวลาเพิ่มการยกเว้นวีซ่าอีกได้ นอกจากนี้ ยังสนับสุนให้บริษัทผู้ผลิต China-Cambodia Mobile Film Tour…

ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เสริมบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือย้ำความสำคัญของการครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อค้ำประกันความมั่นคงของประเทศ โดยเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือกล่าวในระหว่างเข้าร่วมการประชุมของพรรคแรงงานเกาหลี (Workers’ Party of Korea-WPK) ครั้งที่ 9  และชมการแสดงพาเหรดของกองทัพเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยางว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือจะให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพนิวเคลียร์ และระบบขีปนาวุธต่อไป เฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธที่สามารถปล่อยจากเรือดำน้ำได้ และอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี ซึ่งจะมีขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง สามารถโจมตีเป้าหมายได้แบบเฉพาะจุด ทั้งนี้ นายคิม จองอึนประกาศให้ชาวเกาหลีเหนือเชื่อมั่นว่า สถานะการเป็นประเทศที่ครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ทำให้สามารถป้องปรามศัตรูและภัยคุกคามได้อย่างดี พร้อมทั้งเชิดชูบทบาทของกองทัพเกาหลีเหนือที่เป็นแกนกลางความมั่นคงของประเทศ ในการแสดงพาเหรดกองทัพเกาหลีเหนือครั้งนี้มีทหารเข้าร่วมมากกว่า 14,000 คน แต่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกรณีไม่มีการเปิดเผยอาวุธนิวเคลียร์หรือยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการแสดงพาเหรดกองทัพเกาหลีเหนือที่ผ่านมา ท่าทีดังกล่าวของนายคิม จองอึน เป็นสัญญาณให้นานาชาติตระหนักถึงความมุ่งมั่นของเกาหลีเหนือที่จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอาวุธ และคาดว่าจะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศที่สนับสนุนเกาหลีเหนือต่อไป โดยเฉพาะรัสเซียและจีน นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือยังแสดงท่าทีต่อนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ เกาหลีเหนือจะไม่เจรจากับเกาหลีใต้เพื่อรวมชาติ ส่วนการเจรจากับผู้นำสหรัฐฯ อาจเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยุติการดำเนินนโยบายที่เป็นภัยคุกคามหรือข่มขู่เกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน นายคิม จองอึนยังไม่มีเหตุผลที่จะต้องเจรจากับสหรัฐฯ ด้านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ให้ความเห็นต่อท่าทีของเกาหลีเหนือว่าเกาหลีใต้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงเห็นว่าการสร้าวความเชื่อใจและเคารพระหว่างกันจะเป็นปัจจัยสู่สันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีได้ รัฐบาลจีนแสดงท่าทีที่น่าสนใจต่อการสร้างสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี โดยเมื่อ 26…

การปะทะระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานบริเวณชายแดน

ความขัดแย้งระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถานตึงเครียดขึ้น จากกรณีมีรายงานว่าอัฟกานิสถานปฏิบัติการโจตีฐานทัพของปากีสถานครั้งใหญ่เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเน้นทำลายฐานทัพปากีสถานบริเวณชายแดนภาคตะวันออกของประเทศ เพื่อตอบโต้ปากีสถานที่ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในจังหวัด Nangharhar และจังหวัด Paktia ของอัฟกานิสถานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากกว่า 70 ราย ทั้งนี้ รัฐบาลตอลิบันของอัฟกานิสถานประกาศว่าการปฏิบัติการของปากีสถานละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง สถานการณ์การปะทะทางการทหารและความขัดแย้งระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ตึงเครียดมากขึ้นตั้งแต่การปะทะทางการทหารที่บริเวณจุดข้ามแดน Durand Line เมื่อ ตุลาคม 2568 ส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศตัดสินใจปิดจุดผ่านแดนดังกล่าว จากนั้นแม้ทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันแล้ว แต่มีรายงานว่าพบการปะทะทางทหารระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีรายงานด้วยว่ารัฐบาลปากีสถานตอบโต้อัฟกานิสถานด้วยการโจมตีทางอากาศในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน พร้อมประกาศว่าเตรียมจะทำสงคราม ขณะเดียวกันก็ชี้แจงว่าฐานทัพปากีสถานไม่ได้รับความเสียหายจากการโจมตี ตามที่รัฐบาลตอลิบันกล่าวอ้าง ความตึงเครียดระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานมีแนวโน้มจะยืดเยื้อ เสี่ยงรุนแรงและขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากปมความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน เพราะปากีสถานเชื่อว่ารัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานสนับสนุนกลุ่มตอลิบันในปากีสถาน (TTP) ให้ก่อเหตุร้ายและโค่นล้มรัฐบาล ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศเชื่อว่ากลุ่มตอลิบันในอัฟากานิสถานยังคงอยู่เบื้องหลังและช่วยเหลือกลุ่มตอลิบันในปากีสถาน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง และช่วยรัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย Islamic State Khorasan Province ต่อไป

จีน-เยอรมนีขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ต้อนรับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนีที่เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกัน ทั้งนี้ นานาชาติให้ความสนใจความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของโลก ดังนั้น พัฒนาการความสัมพันธ์จึงอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของยุโรปและโลก รวมทั้งการสนับสนุนบทบาทขององค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เป็นกลไกกลางค้ำประกันความมั่นคงในระเบียบโลกแบบพหุภาคี ผู้นำจีนใช้โอกาสนี้ย้ำนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของจีน ที่เน้นการพัฒนาอย่างสันติ และมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย โดยพร้อมจะร่วมมือกับเยอรมนี เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจโลกให้เติบโต มีนวัตกรรม เทคโนโลยี และยินดีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน ด้านผู้นำเยอรมนี แสดงความยินดีที่ได้เยือนจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมย้ำว่าเยอรมนีให้ความสำคัญกับนโยบายจีนเดียว รวมทั้งพร้อมให้ความร่วมมือกับจีนในฐานหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ต่อไป นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศยังเชื่อว่าการพัฒนาความร่วมมือทวิภาคี จะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก (global governance) ในช่วงเวลาที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่แน่นอนสูง การเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบริษัทและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในเยอรมนี ที่มีแนวโน้มจะร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของจีนมากขึ้น มีรายงานว่าการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีนำคณะผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจรายใหญ่กว่า 30 ราย เดินทางไปพร้อมกันด้วย…

อินเดียเพิ่มความใกล้ชิดอิสราเอล แต่ในประเทศไม่ค่อยพอใจ

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียเดินทางเยือนอิสราเอลอย่างเป็นทางการเป็นระยะเวลา 2 วัน ระหว่าง 25-26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือ โดยได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลอิสราเอลเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติให้ยุติสงครามในฉนวนกาซา และยกเลิกการผนวกดินแดนในเขตเวสต์แบงก์ที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำอินเดียยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยมุ่งปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติมากกว่า จึงไม่สนใจกระแสวิจารณ์จากนานาชาติ และเดินหน้าเสริมสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอล ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้า การพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธ และการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม รวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของอินเดียในระยะยาว นายกรัฐมนตรีโมดิ ได้รับการต้อนรับอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลเดินทางไปต้อนรับที่ท่าอากาศยานนานาชาติ Ben Gurion จัดพิธีต้อนรับ จากนั้นก็ได้เป็นผู้นำอินเดียคนแรกที่กล่าวถ้อยแถลงต่อสมาชิกสภาอิสราเอล โดยย้ำว่าอินเดียประณามเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลเมื่อ ตุลาคม 2566 อินเดียเชื่อว่าอิสราเอลเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ และมีวิสัยทัศน์ร่วมกันด้านการส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่งคั่งของโลก ที่ผ่านมา อินเดียกับอิสราเอลลงนามในความร่วมมือด้านการลงทุนและการค้าทวิภาคี และอินเดียเป็นผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ของอิสราเอลตั้งแต่ปี 2567 ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและอิสราเอลหลังจากนี้มีแนวโน้มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและใกล้ชิดกันมากขึ้น ที่ผ่านมา ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศเยือนแลกเปลี่ยนกันหลายครั้ง โดยนายกรัฐมนตรีโมดิเคยเยือนอิสราเอลเมื่อปี 2560 ส่วนนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูเยือนอินเดียเมื่อปี 2561 ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ความสนใจบทบาทและท่าทีของผู้นำอินเดีย เนื่องจากการเยือนอิสราเอลเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่าอินเดียมีแนวทางดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก ไม่สนใจแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจ นอกจากนี้ การที่ผู้นำอินเดียและผู้นำอิสราเอลมีบุคลิกและอุดมการณ์ทางการเมืองที่คล้ายกัน…