ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนืออาจไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงในเอเชียตะวันออก

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ว่าจะพบหารือกับนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือภายในปี 2569 อาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ความสัมพันธ์ด้านการทหารและความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ รวมทั้งนโยบายของสหรัฐฯ จะขาดเอกภาพ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณหลายครั้งผ่านถ้อยแถลงและข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ที่อาจทำให้เกาหลีเหนือเข้าใจว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยอมรับให้เกาหลีเหนือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และไม่มีเป้าหมายปลดอาวุธนิวเคลียร์จากคาบสมุทรเกาหลีอีกต่อไป ต่างจากท่าทีของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืนยันเป้าหมายปลดอาวุธนิวเคลียร์ สำหรับคำกล่าวที่เสี่ยงบั่นทอนความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี ได้แก่ การระบุว่านายคิม จอง-อึน มีพลังอำนาจด้านนิวเคลียร์ และครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ท่าทีที่ไม่แน่นอนของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจทำให้ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือนำไปใช้ประโยชน์และเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายความมั่นคงทั้งระดับในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งอาจเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวด้านการทหารเมื่อสหรัฐฯ – เกาหลีใต้จัดการฝึกร่วมระหว่างกัน ตลอดจนเรียกร้องให้สหรัฐฯ และนานาชาติยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งประเทศที่จะได้รับผลกระทบอย่างมาก คือ เกาหลีใต้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง หากสหรัฐฯ ปรับนโยบายไปในทิศทางที่เอื้อต่อเกาหลีเหนือด้วยการลดขนาดการฝึกร่วมทางทหาร หรือดำเนินนโยบายต่อเกาหลีเหนือโดยไม่ประสานงาน หรือแจ้งให้เกาหลีใต้ทราบล่วงหน้า ก็จะไม่เป็นผลดีต่อการเตรียมนโยบายและการกำหนดท่าทีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกาหลีใต้ ตลอดจนทำให้เกาหลีใต้เสี่ยงสูญเสียอำนาจต่อรองกับเกาหลีเหนือด้วย การเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ อาจทำให้เกาหลีใต้ต้องเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการป้องกันประเทศ โดยเน้นการพึ่งพาตนเองและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค แทนการพึ่งพาสหรัฐฯ เนื่องจากนโยบายความมั่นคงของสหรัฐฯ ไม่มีเอกภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่าท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะยาวจะไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรสำคัญอย่างมากต่อความมั่นคงและยุทธศาสตร์มหาอำนาจของสหรัฐฯ…

ผู้นำสหราชอาณาจักรย้ำการสนับสนุนความมั่นคงยูเครน

นายกรัฐมนตรีแนดี เบิร์นแฮม ของสหราชอาณาจักรเยือนกรุงเคียฟ ของยูเครนใน 24 สิงหาคม 2569 โดยเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกตั้งแต่รับตำแหน่งผู้นำสหราชอาณาจักร สะท้อนว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรยังคงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายจากรัสเซีย นอกจากนี้ การเยือนดังกล่าวยังมีขึ้นในช่วงที่ยูเครนจัดงานฉลองครบรอบ 35 ปีวันประกาศอิสรภาพ หรือ Independence Day ใน 24 สิงหาคม ของทุกปีด้วย เป็นสัญญาณว่าสหราชอาณาจักรและนานาชาติจะยังคงสนับสนุนเอกราชและความมั่นคงเหนืออธิปไตยของยูเครนต่อไป แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์สงครามจะตึงเครียดและรุนแรงมากขึ้นอีกครั้ง และรัสเซียขู่ว่าหากยูเรนใช้อากาศยานไร้คนขับจากสหราชอาณาจักรในการโจมตีรัสเซีย รัสเซียก็พร้อมจะตอบโต้ทันที ก่อนหน้านี้ มีรายงานเมื่อ 16 สิงหาคม 2569 อ้างสื่อมวลชนรัสเซียว่า ยูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับของสหราชอาณาจักรในปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซีย ทำให้รัสเซียไม่พอใจอย่างมาก ขณะที่สหราชอาณาจักรย้ำว่าให้อาวุธแก่ยูเครนเพื่อเสริมความสามารถในการป้องกันตนเองจากสงครามผิดกฎหมาย ที่ผู้นำรัสเซียเป็นฝ่ายเริ่มต้น สำหรับกำหนดการที่สำคัญของนายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม ได้แก่ การเข้าร่วมการประชุมกลุ่มความร่วมมือ “coalition of the willing” ที่มีสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสเป็นผู้นำ และจะร่วมประกาศความร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งเพิ่มการผลิตขีปนาวุธรุ่น Scalp หรือขีปนาวุธร่อนที่มีระยะทำลายล้างไกล เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้ยูเครน ที่ผ่านมา รัฐบาลสหราชอาณาจักรสนับสนุนอาวุธและความช่วยเหลือด้านการทหารให้ยูเครน เฉพาะอย่างยิ่งอากาศยานไร้คนขับและขีปนาวุธ โดยยังไม่สนใจคำขู่ของรัสเซียที่ให้สหราชอาณาจักรยุติการสนับสนุนยูเครน

สหรัฐฯ เพิ่มเครื่องมือด้านเศรษฐกิจกดดันอิหร่าน

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อ 23 สิงหาคม 2569 ว่า จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบเพื่อเพิ่มแรงกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขยุติสงคราม รวมทั้งเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่ปลอดภัย ด้านอิหร่านตอบโต้ว่าหากสหรัฐฯ จะทำสงครามเศรษฐกิจ (economic war) กับอิหร่าน ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน เนื่องจากอิหร่านจะปิดช่องทางขนส่งน้ำมันจากอ่าวอาหรับทั้งหมด และไม่อนุญาตให้มีการขนส่งหรือส่งออก “น้ำมันสักหยดเดียว” ออกจากกลุ่มประเทศรอบอ่าว นอกจากนี้ อิหร่านจะเหมารวมว่าประเทศที่สนับสนุนมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นศัตรูของอิหร่านด้วย ตลอดจนมีมุมมองว่าการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการทำสงคราม ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านประเมินว่าอิหร่านอาจดำเนินยุทธศาสตร์ 3 ขั้นตอน เพื่อรับมือกับมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยอันดับแรก จะให้ความสำคัญกับการเจรจาหารือกับประเทศอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มจะร่วมมือกับสหรัฐฯ กดดันอิหร่าน โดยอิหร่านจะโน้มน้าวให้ประเทศกลุ่มดังกล่าวไม่ร่วมมือกับสหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ด้านน้ำมันและพลังงาน รวมทั้งความปลอดภัยการเดินเรือทั้งในช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางอื่น ๆ ส่วนยุทธศาสตร์ขั้นตอนอื่น ๆ ของอิหร่านเพื่อปฏิบัติการเชิงรุกและป้องปรามภัยคุกคาม ได้แก่ การชิงความได้เปรียบก่อน (preemption) และการโจมตีแบบไม่เป็นสัดส่วน (disproportionate retaliation) เพื่อทำให้ประเทศอื่น ๆ เชื่อว่าจะได้รับผลกระทบจริง หากแสดงท่าทีที่ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของอิหร่าน สถานการณ์ที่ตึงเครียดทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่โอมาน เป็นประเทศที่ยังคงติดต่อโดยตรงกับอิหร่านได้…

บทวิเคราะห์ของ CSIS : การจัดตั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติญี่ปุ่น

Center for Strategic and International Studies (CSIS) สถาบันวิจัยนโยบายและคลังสมอง ด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ระดับโลก ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความเรื่อง The Implications of Japan’s New National Intelligence Bureau เมื่อ 17 สิงหาคม 2569 โดย Deirdre Martin รองผู้อำนวยการรับผิดชอบโครงการญี่ปุ่นศึกษา ประจำ CSIS ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ประกาศเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 จัดตั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Bureau – NIB) และ สภาข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Council – NIC)   ซึ่งเป็นก้าวประวัติศาสตร์ในการปฏิรูปขีดความสามารถด้านข่าวกรองของญี่ปุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปข่าวกรอง…

อาเซียนกับความเชื่อมันต่อสหรัฐฯ

Council on Foreign Relations (CFR) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและสถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง ASEAN, Still Toothless, Is Losing Its Faith in the U.S. เมื่อ 4 สิงหาคม 2569 ว่า อาเซียนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันอาเซียน ในฐานะองค์กร ก็ยังคงไร้ประสิทธิภาพและไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ในภูมิภาค  บทความนี้ วิเคราะห์หลัก ๆ ใน 3 ประเด็น ได้แก่ สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของอาเซียน ความไร้ประสิทธิภาพของอาเซียน และแนวโน้ม การสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของอาเซียนสหรัฐฯ ของสหรัฐฯ เห็นได้จากนโยบายที่ขัดแย้งกันของสหรัฐฯ  เช่น นายมาร์โค รูบิโอ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อ กรกฎาคม 2569 เพื่อยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทว่าความน่าเชื่อถือนี้ถูกลดทอนลง เนื่องจากในสัปดาห์เดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ต่อฟิลิปปินส์…

อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจต้องใช้เวลานานที่จะยุติ หากพิจารณาจากท่าทีของสหรัฐฯ แม้จะไม่ได้ปฏิบัติการทางทหารในการโจมตีอิหร่านแล้ว แต่กำลังเพิ่มแรงกดดันอิหร่านด้านเศรษฐกิจให้รุนแรงมากกว่าเดิม ด้วยการตัดช่องทางการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจ ซึ่งสหรัฐฯ คาดหวังว่าจะทำให้อิหร่านยอมเจรจากับสหรัฐฯ  ประกอบกับเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งดเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ก็ระงับความสัมพันธ์ด้านการค้า และการเงินกับอิหร่านเช่นกันจากการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธไปยังซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ดี อิหร่านซึ่งถูกสหรัฐฯ และพันธมิตรคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมานานก็ยังสามารถต้านทานสหรัฐฯ มาได้ตลอด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่อิหร่าน เมื่อ 20 สิงหาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ จะยกระดับการกดดัน และโดดเดี่ยวอิหร่าน แต่ครั้งนี้สหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปที่ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่อิหร่านทุกรูปแบบ เช่น การลักลอบขนน้ำมัน การแลกเปลี่ยนเงินตรา การถ่ายโอนพันธบัตร การใช้บริษัทแลกเปลี่ยนเงินตรา การจดทะเบียนเรือขนส่งทางพาณิชย์ และบริษัทบังหน้า นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีเจ.ดี.แวนซ์ ของสหรัฐฯ เชื่อว่า สงครามเศรษฐกิจต่ออิหร่านครั้งใหม่นี้ จะทำให้สหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มจะใช้พันธมิตรเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับศัตรู หรือฝายตรงข้ามมากขึ้น อิหร่านก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง โดยนายสก็อต เบสเซนต์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตอบรับมาตรการยกระดับการกดดันอิหร่าน…

การเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนในปลายกันยายน 2569

ในการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนในปลายกันยายน 2569 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และตอบแทนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เยือนจีนเมื่อ พฤษภาคม 2569 แม้จะสะท้อนภาพความใกล้ชิดระหว่างมหาอำนาจของทั้งสองประเทศ แต่ก็จะเห็นภาพการต่อรองในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น ด้านการค้าและเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับภาพความขัดแย้งในประเด็นไต้หวันที่จีนต้องยืนกรานกับสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ ต้องไม่ขายอาวุธให้กับไต้หวัน  นอกจากนี้ อาจมีการหารือประเด็นอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องการการสนับสนุนจากจีน เพื่อกดดันอิหร่านทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะไม่เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่ นครนิวยอร์ก ใน 24 กันยายน 2569 ก่อนหน้านี้ เมื่อ กรกกฎาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ได้มีการหารือกับฝ่ายจีนทางออนไลน์ในประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมการที่ผู้นำจีนและสหรัฐฯ จะหารือกันในปลาย กันยายน 2569 ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ๆ เช่น การควบคุมแร่หายากของจีน และการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรของสหรัฐฯ  รวมทั้งการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เช่น ประเด็นภาษี และการกีดกันการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐฯ และจีนต่างกำหนดขึ้น อย่างไรก็ดี ผลการเยือนสหรัฐฯ และพบกับประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้…

ฟิลิปปินส์มั่นใจอิทธิพลและบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ฟิลิปปินส์มั่นใจอิทธิพลและบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกว่ายังไม่ลดลง แม้สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington จากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก  (ออกจากท่าเรือดานัง เวียดนาม เมื่อต้นสิงหาคม 2569) ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อสนับสนุนภารกิจในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานว่า กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่ประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตั้งแต่ มกราคม 2569 จนร่วมทำสงครามกับอิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568 จนถึงปัจจุบัน ว่า กำลังพลเหนื่อยล้า และยุทโธปกรณ์บางส่วนได้รับความเสียหาย แต่สหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าว พร้อมยืนยันว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ จะดำเนินการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป นอกจากนี้ โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ระบุเมื่อ 17 สิงหาคม 2569 ว่า การเป็นพันธมิตรหลักด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ ยังคงคงแข็งแกร่ง และแนบแน่นต่อไป ซึ่งนาย Elbridge Colby ปลัดกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ซึ่งเยือนกรุงมะนิลาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่มีแผนถอนตัวจากเอเชีย และยังให้ความสำคัญกับการรักษาดุลอำนาจที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกอีกด้วย…

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับการควบคุมนิวเคลียร์

ความฉลาด ความรอบรู้ และความรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ทำให้มีการวิเคราะห์ถึงประโยชน์ และผลกระทบมากมายที่โลกจะได้รับจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีประเภทนี้ ซึ่งเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 มีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI  กับการควบคุมนิวเคลียร์ โดยสถาบัน International Institute for Strategic Studies (IISS) สถาบันวิจัยและคลังสมองชั้นนำของโลกด้านความมั่นคง ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง Nuclear Command Without Control: AI and the Problem of Escalation Opacity ของ Trond Arne Undheim นักอนาคตศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ปัญญาประดิษฐ์ (AI Strategy) บทความดังกล่าวสะท้อนว่า การนำ AI เข้ามาบูรณาการในระบบบัญชาการ ควบคุม และสื่อสารนิวเคลียร์ (NC3) ของประเทศมหาอำนาจ กำลังนำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียการควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากระบบที่ได้รับการออกแบบนี้ ละเลยความสำคัญของ เวลาในการไตร่ตรอง ซึ่งเป็นตัวแปรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด เช่น…

ปากีสถานกวาดล้างสแกมเมอร์ครั้งใหญ่

ปากีสถานกวาดล้างสแกมเมอร์ครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสื่อปากีสถานรายงานเมื่อ 17 สิงหาคม 2569 ว่า พบชาวต่างชาติเกี่ยวข้อง 258 ราย ในระหว่างการเข้าตรวจค้นในพื้นที่ Sparco Plaza ใน Gulberg Green ซึ่งเป็นย่านที่เป็นที่อยู่ของบุคคลมีฐานะ ชานกรุงอิสลามาบัด เนื่องจากถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ของกลุ่มสแกมเมอร์ การกวาดล้างสามารถจับกุมชาวเวียดนามได้ 170 ราย ชาวจีน 41 ราย อินโดนีเซีย 31 ราย มาเลเซีย 1 ราย และชาวเอเชียอื่น ๆ ทั้งนี้ ปากีสถานกวาดล้างแหล่งสแกมเมอร์เป็นระยะ ๆ และครั้งใหญ่ก็เมื่อ กรกฎาคม 2568 ที่จับกุมได้ถึง 149 ราย และส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมดังกล่าว ส่วนใหญ่เดินทางเข้าไปยังปากีสถานด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และกลุ่มสแกมเมอร์ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์หลายประเภทในการทำการหลอกลวง ที่พบจำนวนมากคือโน้มน้าวให้ร่วมลงทุน และจะได้ผลตอบแทนสูง โดยเหยื่อส่วนใหญ่คือชาวปากีสถาน  ทั้งนี้ ผู้ถูกจับกุมจะถูกตั้งข้อหา  และดำเนินคดีภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Prevention of Electronic Crimes…