สหรัฐฯ เริ่มขายน้ำมันจากเวเนซุเอลา

สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 มกราคม 2569 กรณีรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มขายน้ำมันจากแหล่งพลังงานในเวเนซุเอลา มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งปฏิบัติการบุกเข้าไปควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาเมื่อต้น มกราคม 2569 และประกาศว่าจะมีการขายน้ำมันต่อไปในเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ร่วมกันของชาวอเมริกันและชาวเวเนซุเอลา ทั้งนี้ การขายน้ำมันครั้งนี้เป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนว่า ผู้นำสหรัฐฯ สามารถดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ว่าสหรัฐฯ จะเข้าไปควบคุมและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาเอง และเพื่อโน้มน้าวให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันของสหรัฐฯ เชื่อมั่นต่อการลงทุนในเวเนซุเอลามากขึ้น โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังยืนยันด้วยว่าปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมมกับกับนาง Delcy Rodríguez รักษาการประธานาธิบดีและผู้นำรัฐบาลเวเนซุเอลาได้เป็นอย่างดี และคาดว่าการดำเนินนนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์จะช่วยให้สหรัฐฯ และภูมิภาคอเมริกาใต้มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ พร้อมกับปลอดภัยจากอาชญากรรมกลุ่มค้ายาเสพติดและการแทรกแซงจากต่างประเทศ ทั้งนี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ มีแผนการจะเข้าไปยึดครอง ควบคุม และขายน้ำมันจากเวเนซุเอลาจำนวนอย่างน้อย 50 ล้านบาร์เรล และจะให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปบริหารจัดการทรัพยากร โดยปราศจากการคอร์รัปชัน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายน้ำมันครั้งแรกเอง รายได้ดังกล่าวจะจัดสรรให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต่อไป…

จีนคัดค้านฟิลิปปินส์กรณีข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

สถานการณ์ความมั่นคงในทะเลจีนใต้ยังคงเป็นประเด็นเสี่ยงเกิดความขัดแย้งทางการทูตและการทหารระหว่างประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่พิพาท  เฉพาะอย่างยิ่งจีนกับฟิลิปปินส์ โดยเมื่อ 13-15 มกราคม 2569 รัฐบาลจีนเผยแพร่ถ้อยแถลงผ่านสถานเอกอัครราชทูตจีน/มะนิลา คัดค้านกรณีสภาทางทะเลแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (National Maritime Council-NMC) มีถ้อยแถลงเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในทะเลจีนใต้ พร้อมอ้างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลหรือ UNCLOS และกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อเป็นหลักฐานว่าจีนละเมิดอธิปไตยของฟิลิปปินส์ในทะเลตะวันตก รวมทั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone – EEZ) ของฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่เห็นด้วย และเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์เปลี่ยนท่าทีเพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมทั้งคัดค้านถ้อยแถลงของฟิลิปปินส์ที่ย้ำว่าจีนมีปฏิบัติการลาดตระเวนทางทะเลที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วย สรุปประเด็นที่จีนคัดค้านฟิลิปปินส์ ประกอบด้วยการโจมตีและวิจารณ์จีนว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการข่มขู่คุกคาม และพยายามทำให้ทั่วโลกเข้าใจเหตุการณ์ในทะเลจีนติผิดไปจากความเป็นจริง หรือที่เรียกว่า ICAD activities (illegal, coercive, aggressive and deceptive) ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่จีนใช้เพื่ออ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ เช่น การใช้กองเรือประมงติดอาวุธเคลื่อนไหวในทะเลจีนใต้ การใช้ปืนยิงเลเซอร์และปืนฉีดน้ำขนาดใหญ่เพื่อขัดขวางการเดินเรือของประเทศอื่น ๆ ในพื้นที่พิพาท อีกประเด็นที่ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก คือ กรณีที่ฟิลิปปินส์อ้างถึงเขตปฏิบัติการทางทหาร หรือ maritime zone ชองฟิลิปปินส์ ที่หน่วยความมั่นคงและทหารของฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องทรัพยากรและชาวประมง ด้านทางรัฐบาลจีนยืนยันว่าไม่มีคำนิยามหรือการกำหนดเขตปฏิบัติการทางทหารหรือ maritime zone…

ทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกในปี 2569

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็วมาก  และแนวโน้มอุตสาหกรรมนี้ ในปี 2569 จะมีมูลค่าเกือบถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภูมิภาคอเมริกา และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคงการเป็นผู้นำการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ขณะที่ประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเป็นไต้หวัน โดยมีบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.(TSMC) เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกเช่นเดิม ด้วยการครองสัดส่วนการผลิต ร้อยละ 50-60 ของโลก และยังเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปให้กับบริษัทชี้นนำของโลก เช่น บริษัท Apple บริษัท Advanced Micro devices (AMD) บริษัท Nvidia และบริษัท Qualcomm เป็นต้น รายงานขององค์กรสถิติการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก (World Semiconductor Trade Statistics–WSTS) ที่เผยแพร่เมื่อต้นธันวาคม 2568 ประเมินว่า ในปี 2568 การเติบโตอย่างของเซมิคอนดักเตอร์โลกจะอยู่ที่ร้อยละ  22  มีมูลค่ารวมทั้งโลกอยู่ที่ 772,243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2569 จะเติบโต ร้อยละ 26.3 ซึ่งจะมีมูลค่ารวมอยู่ที่…

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านน่าจะทำให้สถานการณ์ในอิหร่านดีขึ้น

สถานการณ์ในอิหร่านขณะนี้ยังคงมีการประท้วง  เพื่อต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็ปราบปรามอย่างหนัก เพื่อหวังว่าจะให้เหตุการณ์ยุติ แต่การประท้วงที่ดำเนินมาตั้งแต่ 28 ธันวาคม 2568 ยังไม่มีท่าทียุติโดยง่าย องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนประเมินว่า มีชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้วกว่า 600 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก การประท้วงหลักยังอยู่ที่เตหะรานซึ่งเป็นเมืองหลวง แต่ก็กระจายไปยังเมืองต่าง ๆ ด้วย รวมทั้งมีรายงานจากเจ้าหน้าทีในอิหร่านว่า มีชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้วกว่า 1,200 ราย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้สถานการณ์ในอิหร่านมีตึงเครียดมากขึ้น ด้วยการระบุเมื่อ 11 มกราคม 2569 ว่าการโจมตีอิหร่านจะเป็นทางเลือกในหลาย ๆ ทาง ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการ หากอิหร่านใช้กำลังกวาดล้างผู้ประท้วง ขณะที่อิหร่านก็โต้ว่า พร้อมจะตอบโต้สหรัฐฯ หรืออิสราเอลกลับทันที หากสหรัฐฯ ทำการดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ทางเลือกที่สหรัฐฯ จะดำเนินการต่ออิหร่าน เช่น การโจมตีด้วยขีปนาวุธระยะไกล การปฏิบัติการทางไซเบอร์ และปฏิบัติการทางจิตวิทยา การปฏิบัติการลับ รวมทั้งการขึ้นภาษีประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน ร้อยละ 25 ซึ่งประเด็นนี้ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมาก และออกมาตอบโต้ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของจีนกับอิหร่าน เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่กับอิหร่าน…

กัมพูชาเดินเกมเพิ่มความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ

ในห้วงที่การเมืองไทยซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งบริเวณชายแดนกำลังมุ่งหาเสียงในการเลือกตั้ง และรัฐบาลยังเป็นรักษาการ กัมพูชาเล่นเกมในเวทีระหว่างประเทศ โดยใช้การพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ  และการให้สัมภาษณ์สื่อของสหรัฐฯ แสดงจุดยืนของกัมพูชาที่ต้องการสันติภาพกับไทย แต่ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นเวทีกล่าวหาไทยว่า ไทยอาจทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อขัดแย้งบริเวณชายแดนอีกได้ หากใช้ข้อกล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นฐานของกลุ่มหลอกลวงทางออนไลน์ นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต ใช้การพบปะกับนายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เมื่อ 10 มกราคม 2569  (หลังจากพบเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อ 9 มกราคม 2569) ในการแสดงให้นานาชาติเห็นว่า กัมพูชาต้องการสันติ และแสดงท่าทีเหมือนทุกครั้งที่ชื่นชมสหรัฐฯ ในการทำให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง โดยยกย่องบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และหวังว่าสหรัฐฯ จะยังช่วยต่อไปให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 26 ตุลาคม 2568 สำหรับกัมพูชาไม่มีปัญหาในการที่จะดำเนินการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต ยังได้ให้คำมั่นต่อนายดีซอมบรีว่า ทั้งสหรัฐฯ และกัมพูชาจะยังเสริมสร้างมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมในการเพิ่มความความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง การทหาร และความเกี่ยวพันระดับประชาชน รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย และศักยภาพของกัมพูชาในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งในโอกาสนี้ นายดีซอมบรียังให้เงินกัมพูชาจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์…

การประท้วงในอิหร่านขยายตัวต่อเนื่องและมีความรุนแรง

สถานการณ์ความมั่นคงในอิหร่านน่าห่วงกังวล เนื่องจากการชุมนุมประท้วงเพื่อแสดงความไม่พอใจนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอิหร่าน มีความรุนแรงและเสี่ยงขยายตัวทั้งในเชิงพื้นที่ และระยะเวลาการชุมนุม โดยเมื่อ 11 มกราคม 2569 มีรายงานว่าการชุมนุมประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วประเทศ ใน 185 เมืองและ 31 จังหวัด เฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเตะหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และเมืองทางทิศตะวันตกของประเทศ การประท้วงครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่น ๆ เนื่องจากผู้ชุมนุมมีมุมมองว่าการประท้วงครั้งนี้มีประชาชนออกไปร่วมจำนวนมาก ทั้งที่ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและรัฐบาลจะเริ่มใช้มาตรการปราบปรามอย่างเด็ดขาด รวมทั้งรัฐบาลสั่งการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อควบคุมและขัดขวางการประท้วง แต่ยังมีประชาชนจำนวนมาก หลากหลายช่วงวัย ออกไปร่วมกับผู้ชุมนุม ส่วนหนึ่งเพราะไม่พอใจมาตรการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต จึงต้องการออกไปคัดค้านรัฐบาล สะท้อนว่าชาวอิหร่านยังคงมีความหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต ปัจจุบัน รัฐบาลอิหร่านควบคุมสถานการณ์ด้วยเครื่องมืออย่างน้อย 4 กลไก ได้แก่ 1) ใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมผู้ชุมนุมโดยตรง พร้อมกับใช้มาตรการควบคุมฝูงชนอย่างเด็ดขาด เพื่อจำกัดขอบเขตการประท้วงและป้องปรามไม่ให้ชาวอิหร่านไปเข้าร่วมการประท้วงมากขึ้น มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ประท้วงไปมากกว่า 100 คน มีผู้ประท้วงเสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่แล้วอย่างน้อย 78 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติการดังกล่าวเช่นกัน 2) ตัดช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต สร้างความหวาดกลัวและความไม่แน่นอน 3) เร่งประชาสัมพันธ์และสื่อสารกับชาวอิหร่านว่าทิศทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มดีขึ้น และ 4)…

สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศต่อกลุ่ม ISIS ในซีเรีย

กองทัพสหรัฐฯ เมื่อ 10 มกราคม 2569 ปฏิบัติการ Operation Hawkeye Strike โจมตีทางอากาศต่อกลุ่มก่อการร้าย  Islamic State of Iraq and Syria หรือ ISIS ในซีเรีย เพื่อตอบโต้กรณีสมาชิกกลุ่ม ISIS ลอบโจมตีทหารอเมริกันเมื่อ ธันวาคม 2568 ทำให้มีทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวน 2 นาย ทั้งนี้ ปฏิบัติการโจมตีกลุ่ม ISIS ของกองบัญชาการกลางของ  หรือ CENTCOM ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ สามารถระบุเป้าหมายและทำลายฐานที่มั่นของกลุ่ม ISIS ได้หลายพื้นที่ และสหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหลายฝ่ายในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย ปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ แต่มีการเผยแพร่คลิปเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ของซีเรียผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ปฏิบัติการ Operation Hawkeye Strike เริ่มต้นตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2568 คาดว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซีเรีย ซึ่งปัจจุบันให้ความร่วมมือกับนานาชาติเป็นอย่างดีด้านการต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายในประเทศ ปฏิบัติการดังกล่าวยังมีขึ้นหลังจากนาย Tom…

เมียนมาจัดการเลือกตั้งระยะที่ 2

เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไประยะที่ 2 ใน 11 มกราคม 2569 ครอบคลุม 100 เมือง เพื่อให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย และความมั่นคงทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติ (UN) ประเทศตะวันตก และองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนมากแสดงความกังวลว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่เสรี ยุติธรรม และน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยกว่าที่คาดการณ์ หรือประมาณร้อยละ 52 ตั้งแต่การเลือกตั้งระยะแรกเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 รวมทั้งไม่มีพรรคคู่แข่งสำคัญทางการเมืองลงสมัครด้วย ทำให้ชัยชนะของพรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP)  อาจไม่มีคุณค่าและความหมายด้านประชาธิปไตย เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2564 โดยจะจัดขึ้นในพื้นที่ 265 เมือง จากทั้งหมด 330 เมือง รวมทั้งในพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมายังไม่สามารถควบคุมกระแสต่อต้านทางการเมืองได้ ทำให้จำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อย เพราะประชาชนในแต่ละพื้นที่กลัวว่าการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอาจไม่ปลอดภัย รวมทั้งบางส่วนไม่ต้องการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะไม่เห็นด้วยกับกระบวนการเลือกตั้งที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลและกองทัพในการรักษาอำนาจทางการเมืองต่อไป สำหรับการเลือกตั้งระยะที่ 3 จะมีขึ้นใน 25 มกราคม 2569 ซึ่งผู้นำเมียนมาพยายามโน้มน้าวให้ชาวเมียนมาออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง นักวิเคราะห์ในต่างประเทศประเมินว่า เมียนมาอาจจัดการเลือกตั้งครั้งนี้สำเร็จ แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหประชาชาติ เนื่องจากนาย…

สหรัฐฯ จะถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

  ความเคลื่อนไหวและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ทั่วโลกกังวลว่าจะสร้างผลกระทบต่อระเบียบโลก ตั้งแต่เหตุการณ์เวนซุเอลา ต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 7 มกราคม 2568 เผยแพร่บันทึก (Presidential Memorandum) ว่าจะถอนสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ซึ่งต่อจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการยกเลิกการเป็นสมาชิก ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2568 ผ่านคำสั่งผู้บริหาร ให้หน่วยงานต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และผู้แทนสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ (UN) ทบทวนนโยบายการเป็นสมาชิกและการสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรและสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการเป็นสมาชิก ประกอบด้วยองค์กรภายใต้สหประชาชาติ เช่น Commission for Environmental Cooperation และ International Solar Alliance และองค์กรที่อยู่นอกการควบคุมดูแลโดยสหประชาชาติ เช่น คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม (ECOSOC) คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law Commission หรือ ILC) ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ…

ฝรั่งเศสและเยอรมนีคัดค้านนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสและประธานาธิบดีฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ของเยอรมนี เมื่อ 8 มกราคม 2569 แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เชิงลบ เพราะไม่เห็นด้วยกับกรณีผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศและความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงทำให้โลกตกอยู่ในการควบคุมของกลุ่มโจร (robbers den) ตลอดจนทำให้ระเบียบโลกถูกทำลาย เพราะที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีพลังและเป็นผู้กำหนดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบัน มหาอำนาจกลับดำเนินนโยบายที่สร้างความแตกแยก ด้วยการหันหลังให้พันธมิตรและกฎหมาย รวมทั้งสถาบันและความร่วมมือระดับพหุภาคี ด้านประธานาธิบดีของเยอรมนีเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยกันรักษาระเบียบโลก รวมทั้งหลักคิดประชาธิปไตยต่อไป ท่าทีของผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีมีขึ้นในช่วงที่ผู้นำทั้ง 2 กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมภายในประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่สอดคล้องกัน สะท้อนว่า ฝรั่งเศสและเยอรมนีกังวลกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ที่สหรัฐฯ วิจารณ์สถานการณ์ด้านความมั่นคงในยุโรปในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ว่าเป็นปัญหาที่ยุโรปจะต้องแก้ไขเอง ประกอบกับต้นปี 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปฏิบัติการบุกโจมตีเวนซุเอลา ขู่ว่าต้องการครอบครองกรีนแลนด์ และประกาศถอนตัวสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกความร่วมมือระดับพหุภาคีหลายองค์กร ทั้งนี้ ผลการสำรวจความเห็นของชาวเยอรมนีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76 มีมุมมองว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่พันธมิตรที่เยอรมนีพึ่งพาได้อีกต่อไป คาดว่าปัจจุบันประเทศในยุโรปกังวลกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะนอกจากจะบั่นทอนความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ -ยุโรปแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือของยุโรปเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากรัสเซียด้วย เพราะสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะไม่สนับสนุนงบประมาณในระยะยาว หากไม่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน…